บริษัทเบลลาเบลที่เกือบจะกลายเป็นตำนานที่พังทลายเพราะฝีมือของแอนดริว เขาผลาญเงินในบัญชีบริษัทไปกับบ่อนพนันและการลงทุนที่ไร้สติจนติดลบนับหลายสิบล้าน
ทิ้งหนี้สินก้อนโตและพนักงานหลายร้อยชีวิตไว้เบื้องหลังในวันที่เขาเลือกจะเซ็นชื่อทิ้งทุกอย่างแล้วหนีไป เบลล่าในตอนนั้นไม่ได้มีอะไรเลยนอกจาก ลูกสาว และ ศักดิ์ศรี ที่เหลือเพียงน้อยนิด
สิบปีก่อนในห้องทำงานที่เคยมั่งคั่งของ แอนดริว ที่ในขณะนั้นเขานั่งเป็นประธานบริหาร เบลล่าเองไว้ใจให้เขาดูแลบริษัทขายสินค้า ขายตรง ยืนตัวสั่นเทามองดูเอกสารแจ้งหนี้และหมายศาลที่วางระเนระนาด แอนดริวนั่งดื่มเหล้าอย่างไม่ทุกข์ร้อน ทั้งที่เพิ่งยักยอกเงินก้อนสุดท้ายของบริษัทไปลงกับโต๊ะพนันในต่างแดน
"แค่นิดเดียวเบลล่า ถ้าตาเมื่อกี้ผมชนะ เราจะได้ทุกอย่างกลับคืนมา"
"คุณบ้าไปแล้วเหรอ นั่นมันเงินเดือนพนักงาน มันคืออนาคตของบริษัทเบลลาเบลนะ" แอนดริวลุกขึ้นกระชากแขนเธอ ที่เธอขึ้นเสียงใส่เขา
"อย่ามาสั่งสอนผมบริษัทนี้มันชื่อผม ผมจะทำอะไรกับมันก็ได้"
"ชื่อคุณคนถือหุ้น คือฉัน" เบลล่าที่ร่วมลงทุนมีหุ้นเกือบ 70
"ถ้าคุณรับไม่ได้ก็หอบลูกออกไปตัวเปล่าซะ" คืนนั้นคือคืนสุดท้ายที่เธอร้องไห้ แอนดริวหนีไปพร้อมกับทิ้งชื่อเน่า ๆ ไว้ในบัญชีดำของทุกธนาคาร
หลังจากที่เสียงประตูบ้านปิดกระแทกดังสนั่นตามหลังแอนดริว ความเงียบที่น่ากลัวก็เข้าปกคลุมห้องทำงานที่เคยหรูหรา เบลล่ายืนนิ่งค้างอยู่ที่เดิม รอยนิ้วมือสีแดงฉานบนต้นแขนจากแรงกระชากของอดีตสามียังคงเจ็บแปลบ แต่มันเทียบไม่ได้เลยกับความรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบพังครืนลงมาตรงหน้า เงินก้อนสุดท้าย... ความหวังสุดท้าย... ถูกเขากวาดลงไปในเหวของการพนันจนหมดสิ้น
เธอก้าวขาไม่ออก ร่างกายสั่นเทาจนต้องทรุดตัวลงนั่งกับพื้นพรมเย็นเยือก เสียงสะอื้นที่พยายามกลั้นไว้ระเบิดออกมาอย่างไม่อาจควบคุม ความกลัวและความมืดแปดด้านเกาะกินหัวใจจนเธออยากจะหลับตาลงแล้วไม่ต้องตื่นขึ้นมาพบความจริงที่ว่าเธอ "ไม่เหลืออะไรเลย"
"แง้... แงง"
เสียงร้องไห้จ้าของเด็กตัวน้อยดังมาจากเปลในห้องข้าง ๆ สัญชาตญาณความเป็นแม่ทำให้เบลล่าปาดน้ำตาออกจากใบหน้าอย่างรวดเร็ว เธอยันตัวขึ้นด้วยเรี่ยวแรงที่เหลือเพียงน้อยนิดแล้วรีบเดินไปที่เปลของ แอนนาเบล
เด็กน้อยวัยขวบเศษกำลังดิ้นเร่า ๆ ด้วยความตกใจจากเสียงกระแทกประตูเมื่อครู่ เบลล่าช้อนตัวลูกสาวขึ้นมากอดแนบอก กลิ่นแป้งเด็กอ่อน ๆ และสัมผัสนุ่มนิ่มของลูกทำให้หัวใจที่เย็นเฉียบของเธอเริ่มกลับมามีความร้อนอีกครั้ง
"ไม่ร้องนะลูก... แม่มาแล้ว แม่จะไม่ออกไปไหนทั้งนั้น" เบลล่ากระซิบเสียงสั่น
แอนนาเบลค่อย ๆ สงบลง ดวงตากลมโตใสซื่อจ้องมองใบหน้าของแม่ มือป้อม ๆ เอื้อมมาแปะที่แก้มเปียกชื้นของเบลล่า ราวกับจะช่วยปลอบประโลมความเจ็บปวดนั้น วินาทีนั้นเองที่แววตาของเบลล่าเปลี่ยนไป... ความอ่อนแอถูกแผดเผาหายไปในพริบตา แทนที่ด้วยความเด็ดเดี่ยวที่คมกริบดุจใบมีด
"ใช่... แอนดริวพูดถูก บริษัทนั้นมันชื่อเขา แต่มันไม่ได้หมายความว่าเขาจะเอาอนาคตของลูกไปได้" เธอก้มลงจูบหน้าผากแอนนาเบลอย่างหนักแน่น
"ตั้งแต่วินาทีนี้ไป แม่จะไม่มีวันร้องไห้ให้ผู้ชายคนนั้นอีก..."
"ใครที่มันติดหนี้เรา ใครที่มันเอาของเราไป แม่จะทวงคืนมาให้หมด"
"แม้แต่สตางค์แดงเดียวมันก็จะต้องคืนให้ลูกของแม่"
เช้าวันใหม่การเริ่มต้นของสงคราม
เบลล่าใช้เวลาทั้งคืนที่เหลือไม่ใช่ไปกับการคร่ำครวญ แต่คือการรื้อเอกสารบัญชีทั้งหมดออกมาตรวจสอบ เธอพบว่าแอนดริวทิ้งซากปรักหักพังไว้ขนานใหญ่ ทั้งเช็คเด้ง หมายศาล และชื่อของบริษัทที่ติด "บัญชีดำ" ของทุกธนาคารในประเทศ
เธอไม่มีเงินจ้างทนายระดับโลก ไม่มีเส้นสายเหลืออยู่ เพราะทุกคนต่างพากันหันหลังให้บริษัทที่แอนดริวเป็นคนทำให้ล้มละลาย
"คุณเบลจะทำยังไงคะ หนี้มันเยอะขนาดนี้" ป้าแม่บ้านเก่าแก่ถามด้วยความสงสาร
"ฉันจะสู้ค่ะป้า" เบลล่าตอบพลางจัดปกเสื้อเชิ้ตเก่า ๆ ให้เรียบกริบ
"ถ้าธนาคารไม่ให้กู้ ฉันจะเดินไปหาเจ้าหนี้เป็นราย ๆ ไป"
"ถ้างานใหญ่ทำไม่ได้ ฉันจะเริ่มจากงานเล็ก ๆ ที่ไม่มีใครอยากทำ..."
"ขอแค่แอนนาเบลยังมีข้าวกิน ฉันยอมก้มหัวให้คนทั้งโลก ยกเว้นผู้ชายที่ชื่อแอนดริว"
นั่นคือจุดเริ่มต้นของตำนาน "เบลล่า " ผู้หญิงที่สร้างอาณาจักรขึ้นมาจากเศษซากของความล้มเหลว โดยมีแรงขับเคลื่อนเดียวคือ... ลูกสาวที่เธอรักยิ่งกว่าชีวิต
3ปี คือช่วงเวลาแห่งการก้มหัวเพื่ออยู่รอด เบลล่าต้องเปลี่ยนจากคุณนายผู้สูงศักดิ์ มาเป็นผู้หญิงที่ต้องเดินสายกราบไหว้เจ้าหนี้ เธอถูกปฏิเสธ ถูกสายตาโลมเลีย และถูกถ้อยคำดูถูกเหยียดหยามสารพัด
ณ ห้องรับรองธนาคารยักษ์ใหญ่ (ปีที่ 2) เจ้าหน้าที่สินเชื่อวัยกลางคนจ้องมองหน้าอกของเธอมากกว่าเอกสารในมือ
"คุณเบลล่าครับ... หนี้สิบล้านเนี่ย ลำพังแค่แผนธุรกิจสวย ๆ มันกู้ไม่ได้หรอกครับ"
"แต่ถ้าคุณมีข้อเสนออื่นที่พิเศษกว่านี้... ผมอาจจะพอคุยกับบอร์ดให้ได้" เจ้าหน้าที่สินเชื่อ ใช้สายตากระลิ้มกระเรี่ยใส่เธอ เบลล่ากำหมัดแน่นใต้โต๊ะ แต่ใบหน้ายังนิ่งสงบ
"ถ้าสิ่งที่ท่านต้องการคือข้อเสนอพิเศษ ฉันมีแผนลดรายจ่ายของบริษัทมาให้ดูค่ะ"
"แต่ถ้าท่านหมายถึงเรื่องอื่น... ฉันว่าท่านคงลืมไปว่าสามีเก่าฉันทิ้งหนี้ไว้ ไม่ได้ทิ้งศักดิ์ศรีของฉันไว้ให้ใครย่ำยี"
"คุณเก่งนักหาหนทางเอาเองเถอะ"
เธอกลับมาบ้าน กอดแอนนาเบลที่ยังเล็กอยู่แล้วกระซิบว่า
"แม่จะเอาทุกอย่างของเราคืนมาให้ได้"
ปีที่ 5: การกำเนิดใหม่ของนางพญา
เบลล่าเลิกเดินตามรอยเดิมของแอนดริว เธอขายทรัพย์สินส่วนตัวทั้งหมด รถหรู เครื่องเพชร แม้แต่กระเป๋าใบโปรด เพื่อเอามาเป็นทุนหมุนเวียน เธอเปลี่ยน "เบลลเบล" จากธุรกิจก่อสร้างของแอนดริวแบบเก่าเธอเองไม่สามารถทำได้แน่ ๆ เธอถูกนักลงทุนบริษัทอสังหาริมทรัพย์ เป็นการเจรจากับผู้ร่วมทุนหน้าเลือด
"ผู้หญิงคนเดียวจะคุมไซต์งานไหวเหรอ ผมว่าคุณขายหุ้นส่วนที่เหลือให้ผมเถอะเบลล่า"
"แล้วไปนั่งเลี้ยงลูกสวย ๆ อยู่บ้านดีกว่า"
"คุณอาจจะคิดว่าฉันคุมไซต์งานไม่ไหว แต่คุณลืมไปว่าฉันคุมคนที่คุมไซต์งานได้"
"และถ้าคุณไม่เซ็นสัญญาฉบับนี้ ภายในสามเดือน)ันจะมำให้บริษัทลูกของคุณถูกฉันเทคโอเวอร์"
"เลือกเอาค่ะจะเป็นมิตรหรือจะเป็นเหยื่อ"
ปีนั้นเองที่บริษัทเริ่มพลิกกลับมามีกำไรเป็นครั้งแรกในรอบครึ่งทศวรรษ แต่เธอยื้อเอาไว้ไม่รอด ลองผิดลองถูก จนเธอพบการเปลี่ยนแปลง ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ที่แอนดริวทิ้งไว้พร้อมกับปัญหาแรงงานและการคุมไซด์งานที่แสนยุ่งยาก
มาสู่ "ธุรกิจจำหน่ายอุปกรณ์และวัสดุก่อสร้างครบวงจร" คือกลยุทธ์ที่เฉียบแหลมที่สุดของเบลล่า เธอรู้ดีว่าในฐานะแม่เลี้ยงเดี่ยว เธอไม่มีเวลาไปคลุกฝุ่นคุมคนงานกลางแจ้งได้ตลอด 24 ชั่วโมง การเปลี่ยนมาเป็น "เจ้าของคลังสินค้า" จึงเป็นคำตอบ
ปีแรกแห่งความมืดมน แม้จะเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ แต่ชื่อ "เบลลาเบล" ยังคงติดลบในสายตาคู่ค้า เธอจึงตัดสินใจอีกครั้ง ด้วยการเปลี่ยนชื่อ เป็น "แอนนาเบลกรุป" เบลล่าต้องนั่งเฝ้าหน้าร้านเล็ก ๆ ที่มีเพียงพนักงานไม่กี่คน คอยจดสต็อกสินค้าด้วยตัวเอง บางวันมีลูกค้าเข้ามาเพียงคนเดียวเธอก็แทบจะปิดร้านเลี้ยงฉลอง
เธอเริ่มสร้างสายสัมพันธ์กับผู้รับเหมารายย่อย ให้เครดิตที่ยุติธรรมและเน้นความซื่อสัตย์ในคุณภาพสินค้า จนปากต่อปากเริ่มทำงาน ชื่อของเธอเริ่มกลายเป็นที่รู้จักในฐานะ "หญิงเหล็กแห่งวงการวัสดุก่อสร้าง"