บทที่ 1: ของขวัญที่ผิดตัว
ท่ามกลางแสงไฟระยิบระยับที่ประดับประดาอยู่ทั่วคฤหาสน์หรูสไตล์โมเดิร์นคลาสสิก กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกลิลลี่สีขาวที่ถูกสั่งตรงมาจากต่างประเทศอบอวลไปทั่วโถงกว้าง ค่ำคืนนี้ไม่ใช่เพียงแค่คืนวันศุกร์ธรรมดา แต่เป็นคืนที่ ‘เบลล่า’ ทุ่มเทแรงกายแรงใจจัดเตรียมมานานนับเดือน เพื่อฉลองวันเกิดครบรอบ 20 ปีให้กับ ‘แอนนาเบล’ แก้วตาดวงใจเพียงหนึ่งเดียวของเธอ
เบลล่ายืนอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ในห้องแต่งตัว มือเรียวสวยที่ได้รับการบำรุงอย่างดีลูบไล้ไปตามเนื้อผ้าซาตินสีเขียวมรกตของชุดเดรสแบรนด์เนมที่สั่งตัดมาเป็นพิเศษ ชุดนี้เน้นส่วนเว้าส่วนโค้งที่เธอแสนภูมิใจ เอวคอดกิ่วสะโพกผายและทรวงอกที่ยังคงชูชันไม่ต่างจากสาวแรกรุ่น เธอจ้องมองใบหน้าของตัวเองในกระจก แสงไฟจากโต๊ะเครื่องแป้งสะท้อนนัยน์ตาคมกริบที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก แต่กลับไม่มีริ้วรอยแห่งวัยปรากฏให้เห็นชัดเจนนัก
“45 แล้วสินะเบลล่า...” เธอกระซิบกับตัวเอง พลางแต้มน้ำหอมกลิ่น Niche ที่ให้ความรู้สึกหรูหราและเย้ายวนจาง ๆ ที่ซอกคอระหง
สำหรับเธอการดูแลตัวเองไม่ใช่แค่เรื่องของความงาม แต่มันคือ ‘อำนาจ’ มันคือเกราะกำบังที่บอกให้โลกโง่ ๆ ใบนี้รู้ว่า ต่อให้เธอจะเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว แต่เธอก็เป็นผู้หญิงที่สมบูรณ์แบบที่สุดที่ใครก็ยากจะเอื้อมถึง
เสียงดนตรีแนวเลาจ์ดังคลอเคลียอยู่ในงานเลี้ยงด้านล่าง เพื่อนพ้องของแอนนาเบลเริ่มทยอยกันมาถึง เบลล่าก้าวลงจากบันไดวนช้า ๆ ท่วงท่าการเดินของเธอดูสง่างามราวกับนางพญาหงส์ จนแขกเหรื่อรุ่นลูกหลายคนถึงกับต้องหยุดชะงักมองด้วยความทึ่ง สายตาของผู้ชายในงานไม่ว่าจะเป็นบรรดา ‘พ่อๆ’ ของเพื่อนลูก หรือนักธุรกิจรุ่นน้องที่แอบแฝงตัวมาในคราบแขกผู้ใหญ่ต่างก็จับจ้องมาที่เธอเป็นจุดเดียว
“คุณเบลล่าครับ คืนนี้คุณดู... เหนือคำบรรยายจริง ๆ ” เสียงทักทายจากคุณแมคนักธุรกิจรุ่นใหญ่ที่เพิ่งหย่าร้างเอ่ยขึ้น
สายตาของเขาไม่ได้หยุดอยู่ที่ใบหน้าของเธอ แต่มันจงใจลากผ่านรอยหยักของเอวคอดก่อนจะหยุดที่เนินอกอิ่มอย่างหิวกระหาย เบลล่าคลี่ยิ้มบาง ๆ ตามมารยาท แม้ในใจจะรู้สึกรำคาญจนอยากจะสะบัดหน้าหนี
เธอรู้ดีว่าในวัยสี่สิบปลาย ๆ การที่ผู้ชายวัยสามสิบหรือสี่สิบยังต้องกลืนน้ำลายยามสบตาเธอนั้นคือชัยชนะอย่างหนึ่ง แต่มันก็มีความเอียนซ้ำซากแฝงอยู่ เธอเบื่อสายตาที่พยายามจะตะปบเธอลงบนเตียงเพียงเพราะเห็นว่าเธอเป็นแม่ม่ายที่เพียบพร้อม
“ขอบคุณค่ะ แอนนาคงดีใจที่คุณมาร่วมงานนะคะ” เธอเอ่ยตัดบทอย่างสุภาพแต่เฉียบขาด ทิ้งให้ชายรุ่นใหญ่ยืนค้างเติ่งอยู่ตรงนั้น ขณะที่เธอเชิดหน้าเยื้องกรายผ่านไปอย่างนางพญา แอนนาเบลที่วิ้งมาหาเธอ
“คุณแม่ สวยที่สุดเลยค่ะคืนนี้” แอนนาเบลวิ่งเข้ามากอดเอวแม่ของเธอ เด็กสาวในชุดสีชมพูดูสดใสตามวัยแต่เมื่อยืนคู่กับเบลล่า กลับกลายเป็นว่าความงามที่สุขงอมของคนเป็นแม่กลับดึงดูดสายตาผู้คนได้มากกว่า
“หนูต่างหากที่สวยที่สุด วันนี้ลูกโตเป็นผู้ใหญ่แล้วนะจ๊ะ” เบลล่าจูบหน้าผากลูกสาวเบา ๆ
ในจังหวะนั้นเอง ประตูหน้าบ้านก็เปิดออก พร้อมกับการปรากฏตัวของชายหนุ่มที่ทำให้หัวใจของเบลล่ากระตุกวูบอย่างหาสาเหตุไม่ได้ ‘เจซี’ เดินเข้ามาในงานด้วยท่าทางมั่นใจ เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวปลดกระดุมบนทับด้วยแจ็คเก็ตยีนส์ราคาแพงที่ดูดิบเถื่อนแต่หรูหรา ใบหน้าคมสันและนัยน์ตาเยือกเย็นคู่นั้นดูเติบโตขึ้นมากในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา
ท่ามกลางสายตาเป็นสิบๆ คู่ที่มองมาอย่างจาบจ้วง เธอกลับปรายตาไปเห็น เจซี เพื่อนสนิทของลูกสาวที่ยืนพิงผนังมองมา สายตาของเขาต่างจากคนอื่น มันไม่ได้หิวโหยแบบไร้มารยาท แต่มัน ‘กดดัน’ และ ‘ท้าทาย’ ประหนึ่งเขากำลังบอกเธอว่า...
พวกกระจอกพวกนี้ไม่มีวันได้สัมผัสคุณหรอกเบลล่า เพราะคุณจะเป็นของผมคนเดียว
“สวัสดีครับ พี่เบล” เจซีเดินตรงมาหาเธอ ไม่ใช่แอนนาเบลเพื่อนของเขา และเจ้าของวันเกิดในวันนี้
เสียงเรียก ‘พี่เบล’ ที่ออกจากปากเขาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทำเอาเธอรู้สึกวูบวาบไปทั้งแผ่นหลัง เธอพยายามรักษามาดคุณแม่ผู้ใจดี ยิ้มตอบกลับไปอย่างเป็นธรรมชาติ
“สวัสดีจ้ะเจซี ขอบใจมากนะที่มา ขาดเราไปยัยแอนนาคงบ่นแย่”
เจซียิ้มที่มุมปากสายตาของเขาไม่ได้หยุดอยู่ที่ใบหน้าของเธอ แต่มันกลับลากไล้ลงมาอย่างจงใจผ่านลำคอขาวผ่องลงไปจนถึงร่องอกที่โผล่พ้นชุดเดรสออกมาเพียงเล็กน้อย
“งานสำคัญแบบนี้ ผมไม่พลาดอยู่แล้วครับ... โดยเฉพาะเมื่อเจ้าภาพสวยขนาดนี้”
เบลล่ารู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวเริ่มร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อ ๆ เธอเบี่ยงประเด็นชวนลูกสาวและเจซีไปหาอะไรทาน ก่อนจะขอตัวเลี่ยงออกมาจัดการเรื่องเครื่องดื่มในครัวเพื่อสงบสติอารมณ์
ภายในห้องครัวที่แยกส่วนออกมาดูเงียบสงบ แสงไฟสีนวลตาส่องสว่างเพียงพอให้เห็นความหรูหราของอุปกรณ์ครัวนำเข้า เบลล่าพยายามรวบรวมสมาธิ เธอตั้งใจจะหยิบขวดไวน์แดงวินเทจด้านบนลงมาสำหรับแขกผู้ใหญ่ที่กำลังจะมาถึง
จู่ ๆ กลิ่นน้ำหอมแนว Marine Fougere ที่เธอคุ้นเคยเมื่อครู่ก็ลอยมาแตะจมูก พร้อมกับความรู้สึกถึงรังสีความร้อนจากร่างกายของใครบางคนที่ยืนซ้อนอยู่ข้างหลัง
“ชั้นวางไวน์มันสูงไปนะครับ ให้ผมช่วยดีกว่า”
เสียงกระซิบข้างใบหูทำเอาเบลล่าขนลุกซู่ เธอหันกลับไปหมายจะตำหนิที่เขาเดินเข้ามาเงียบ ๆ แต่กลับพบว่าหน้าอกกว้างของเจซีอยู่ห่างจากปลายจมูกเธอไม่ถึงคืบ เธอถูกกักขังอยู่ในช่องว่างระหว่างเคาน์เตอร์หินอ่อนกับร่างกายกำยำของชายหนุ่มรุ่นลูก
“เจซี... เธอช่วยขยับออกไปก่อน” เธอพยายามใช้น้ำเสียงเข้ม แต่ความตื่นเต้นกลับทำให้เสียงนั้นดูสั่นพร่า
“ผมไม่ได้มาหาแอนนาเบลนะ พี่เบลก็รู้” เจซีไม่ถอย แถมยังขยับเข้ามาจนหน้าขาของเขาเบียดเสียดกับต้นขาของเธอผ่านเนื้อผ้าซาตินบางกริบ
“ผมเห็นพี่เบลเหนื่อยมาทั้งวัน... อยากให้ของขวัญชิ้นนี้เพื่อแก้เหนื่อยครับ”
เขาล้วงกล่องกำมะหยี่สีแดงออกมาเปิดต่อหน้าเธอ ภายในคือเข็มกลัดเพชรน้ำงามรูปฉลามวาฬที่ฝังทับทิมสีแดงก่ำเหมือนเลือด แต่มันไม่ใช่แค่เครื่องประดับธรรมดาสมัยใหม่ แต่มันดูมีมนต์ขลังและเย้ายวน
“เจซี... นี่มันแพงเกินไป เธอควรเอาไปให้แอนนาเบลนะ ”
“ผมบอกแล้วไง...” เจซีโน้มหน้าลงมาจนหน้าผากแทบจะชนกัน นัยน์ตาคมกริบของเขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอราวกับจะค้นหาความลับที่เธอซ่อนไว้
“เป้าหมายของผม... ไม่ใช่ลูกสาวของพี่"
"แต่เป็นคุณ"
"เบลล่า”
มือหนาของเขาเอื้อมไปลูบไล้ที่สีข้างของเธอช้า ๆ สัมผัสจากฝ่ามือที่ร้อนรุ่มทะลุผ่านเนื้อผ้าซาตินเข้าไปจนถึงผิวเนื้อ เบลล่าหายใจติดขัด สมองส่วนหนึ่งตะโกนสั่งให้ผลักเขาออกไป แต่อีกส่วนหนึ่งที่หิวโหยความโหยหามานานกลับสั่งให้เธอยืนนิ่งรับสัมผัสนั้น
“เธอ... แต่เธอเป็นเพื่อนของลูกฉันนะ เจซี มันผิด...” เธอครางประท้วงเบาๆ
“ผิดเหรอครับ"
"ผิดที่ผมหลงรักผู้หญิงที่สวยที่สุดในโลกคนนี้เหรอ” เจซีใช้อีกมือหนึ่งเชยคางเธอขึ้น
"ความสวยของคุณมันอันตรายต่อหัวใจผมนะเบลล่า... เพราะตอนนี้ผมยอมจำนนให้คุณไปหมดทั้งใจแล้ว"
เขาก้มลงสูดดมความหอมที่ซอกคอของเธออย่างถือวิสาสะ ลิ้นร้อน ๆ แตะสัมผัสผิวเนียนละเอียดเพียงนิดเดียวแต่กลับทำให้เบลล่าเข่าอ่อนจนแทบจะทรงตัวไม่อยู่ เธอหลับตาลงรับสัมผัสที่ซ่านสยิว เสียงหัวเราะของลูกสาวที่ดังแว่วมาจากด้านนอกกลายเป็นเพียงเสียงที่อยู่ห่างไกลแสนไกล ในนาทีนี้... มีเพียงเธอกับเด็กหนุ่มผู้บ้าคลั่งที่กำลังจะพาเธอข้ามเส้นเส้นขนานที่ชื่อว่า ‘ความถูกต้อง’
และนั่นคือจุดเริ่มต้นของเพลิงปรารถนาที่ไม่มีวันดับลง...