เมื่อเมอลินเดินเลี่ยงไปพร้อมกับเอกสารที่เซ็นเสร็จ เจซีก็จูงมือเบลล่ากลับมาที่ข้างรถเบนซ์ เขาส่งสัญญาณให้ลูกน้องเปิดระบบเชื่อมต่อคลื่นความถี่เพื่อให้เครื่องดักฟังที่ติดอยู่ใต้เบาะกลับมาทำงานอีกครั้ง
แต่ครั้งนี้... มันจะส่งเฉพาะเสียงที่เขาอยากให้ "ปลายทาง" ได้ยินเท่านั้น เจซีเอาเครื่องดักฟังไว้ที่เดิมและระบบสัญญาณกลับมาเหมือนเดิม พลางกระซิบกับเบลล่าด้วยน้ำเสียงที่ดังพอให้เครื่องบันทึกได้ชัดเจน
"พี่เบลครับ... สินค้าล็อตใหม่นี้ผมจะให้คนขับรถเปลี่ยนเส้นทางไปเข้าทางประตูด้านหลังคลังเก่าในคืนพรุ่งนี้ตอนตีสองนะครับ "
"ช่วงนั้นรปภ.จะน้อยที่สุด เพราะผมไม่อยากให้พวกปลวกมันรู้ตัวว่าเราขนสินค้าเข้าคลัง" เบลล่าร่วมวงอย่างรู้งาน เธอแสร้งทำเสียงสั่นเหมือนคนกังวล
"จะดีเหรอเจซี... ถ้าคู่ค้าตรงข้ามรู้เรื่องนี้เข้า เขาต้องมาขัดขวางเราแน่ ๆ "
"รอบนี้พี่คัดเครื่องมือ อุปกรณ์ราคาสูงพอสมควร"
"เขาไม่มีทางรู้หรอกครับพี่เบล นอกจากว่าคนใกล้ชิดพี่จะเป็นหนอนบ่อนไส้..."
"ซึ่งผมเชื่อว่าเลขาของพี่ เขาคงไม่ทำแบบนั้นหรอก จริงไหมครับ"
เจซีแสยะยิ้มเย็นขณะพูดประโยคสุดท้าย เขาดับเครื่องส่งสัญญาณรบกวนถาวร ปล่อยให้คลิปเสียงพุ่งตรงไปยังโทรศัพท์ของแอนดริวที่กำลังนั่งรออยู่อย่างหิวกระหาย
หลังจบการแสดงเจซีหันมาสบตาเบลล่าที่ยังคงหน้าแดงซ่านจากการต้องสวมบทบาทคนรักหลบ ๆ ซ่อน ๆ เขาเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าของเธอ จึงเอื้อมมือไปกุมมือเธอไว้จริงๆ คราวนี้ไม่มีการแสดง ไม่มีการเสแสร้ง
"เหนื่อยหน่อยนะครับพี่เบล... แต่ผมสัญญาว่าหลังจากคืนพรุ่งนี้ไป พี่จะกลับมานอนหลับได้สนิทใจอีกครั้ง" เจซีเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนที่สุด
"ผมจะไม่ยอมให้ใครมาแตะต้องพี่ หรือของของพี่แม้แต่ปลายเล็บ"
เบลล่ามองเด็กหนุ่มตรงหน้าที่ดูเติบโตเกินวัย ความแข็งกร้าวที่เธอเคยใช้ป้องกันตัวเองมาตลอดสิบปีเริ่มหลอมละลาย
"ทำไมเธอต้องมาทำอะไรแบบนี้ ทั้งที่มันเสี่ยงขนาดนี้"
"เธอเองยังเด็ก มีอนาคตที่ดีกว่านี้นะ"
เจซีไม่พูดอะไร เขาเพียงแต่กระชับมือเธอแน่นขึ้น แววตาคมกริบคู่นั้นบอกทุกอย่างแทนคำพูด... ว่าสำหรับเขาแล้ว เบลล่าไม่ใช่แค่เป้าหมาย แต่คือ 'ทุกอย่าง' ที่เขาจะยอมแลกทุกอย่างเพื่อปกป้อง
หลังจากการแสดงละครฉากใหญ่ที่ลานจอดรถจบลง สัญญาณจากเครื่องดักฟังที่ถูกเจซีปล่อยให้ไหลลื่นอีกครั้งก็นำพาเสียงสนทนาที่ฟังดูเหมือนความลับสุดยอดพุ่งตรงเข้าสู่หูของ แอนดริว อย่างชัดเจน ทุกถ้อยคำเรื่องสินค้าล็อตห้าร้อยล้านและเส้นทางลับที่คลังเก่าในเวลาตีสอง ทำให้ดวงตาที่แดงก่ำจากการอดนอนของแอนดริววาวโรจน์ด้วยความโลภ
เขารีบคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาต่อสายหา "กลุ่มทุนสีเทา" ซึ่งเป็นคู่ค้าฝั่งตรงข้ามที่จ้องจะฮุบส่วนแบ่งการตลาดของแอนนาเบลกรุ๊ป มานาน
“ผมมีของดีจะเสนอ... ข้อมูลเส้นทางขนส่งสินค้าล็อตใหญ่ที่สุดของเบลล่า” แอนดริวกรอกเสียงสั่นพร่าด้วยความตื่นเต้น
“ห้าร้อยล้าน... ผมขอแค่ 10% เป็นค่าข่าว แล้วผมจะนำทางพวกคุณไปถล่มมันเองกับมือ”
ปลายสายเงียบไปอึดใจหนึ่ง มีเพียงเสียงพ่นควันบุหรี่หนักๆ ที่ลอดผ่านสัญญาณโทรศัพท์มา ก่อนที่น้ำเสียงเย็นเยียบและแหบพร่าของ “Dominic” หัวหอกใหญ่ของกลุ่มทุนนอกกฎหมายจะตอบกลับมาด้วยความหยันแกมระแวง
“ห้าสิบล้านสำหรับค่าปากสว่างของหมาลอบกัดอย่างแกงั้นเหรอ แอนดริว” โดมินิกแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นทำเอาคนฟังขนลุกซู่
“แกมันก็แค่ปลิงที่เกาะกินเมียเก่ามานาน พอเจ้าของเขาจะสลัดทิ้ง ก็รีบคลานมาหาพวกฉัน... คิดว่าฉันดูไม่ออกหรือไงว่าแกกำลังจนตรอก”
“ผมไม่ได้จนตรอก” แอนดริวแผดเสียงแก้ตัว พยายามควบคุมมือที่สั่นเทา
“แต่ผมรู้ว่าพวกคุณอยากได้ท่าเรือและสัมปทานเส้นทางทิศเหนือใจจะขาด ถ้าเบลล่าเสียสินค้าล็อตนี้ไป แอนนาเบลกรุ๊ปจะล้มละลายในทางปฏิบัติทันที... แล้วทางก็จะเป็นของพวกคุณ”
“สินค้ามูลค่าห้าร้อยล้าน... มันก็น่าสน” โดมินิกเปรยขึ้น สายตาเขามองไปที่หน้าจอวงจรปิดซึ่งแสดงแผนที่เรือขนส่งสินค้าของแอนนาเบลกรุป เขาส่งสัญญาณให้ลูกน้องเตรียมแกะรอยตำแหน่งโทรศัพท์ของแอนดริวทันที
“แต่คนอย่างแกที่กล้าขายได้แม้กระทั่งสายเลือดตัวเอง จะรับประกันได้ยังไงว่าไม่ได้ล่อพวกฉันไปติดกับ หรือแอบตลบหลังไปรับเงินสองทาง”
“ผมไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว” แอนดริวย้ำหนักแน่น
“พรุ่งนี้ตีสอง ผมจะรอพวกคุณอยู่ที่จุดนัดพบ... ถ้าผมเล่นตุกติก คุณก็เป่าหัวผมทิ้งได้เลย”
เมื่อแอนดริวกดวางสายด้วยความหวังอันริบหรี่ อิทธิก็หันไปหาลูกน้องคนสนิทพร้อมรอยยิ้มที่บิดเบี้ยว
“เตรียมกำลังคนให้พร้อม” โดมินิกสั่งเสียงเข้ม
“ถ้าข้อมูลมันจริง เราจะถล่มสินค้าของแอนนาเบลกรุปให้ยับ..."
"แต่หลังจากงานจบ จัดการเก็บไอ้แอนดริวซะ คนที่ทรยศได้แม้แต่ครอบครัวตัวเอง"
"มันก็พร้อมจะขายพวกเราให้ตำรวจได้ทุกเมื่อถ้าเงินถึง"
"ห้าร้อยล้านนั่นควรเป็นของพวกเรา 100% ไม่ใช่แบ่งให้สุนัขรับใช้อย่างมัน”
ความโลภเข้าบดบังทุกสามัญสำนึก ทั้งคนขายและคนซื้อต่างเดินหน้าเข้าสู่เกมที่เดิมพันด้วยชีวิต โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการล่มสลายของจักรวรรดิที่เบลล่าสร้างมากับมือ
ภายในรถเบนซ์ที่มุ่งหน้ากลับบ้าน ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมจนได้ยินเสียงลมหายใจที่สลับหนักเบา เบลล่า นั่งพิงพนักเบาะหนังแท้อย่างหมดแรง ดวงตาคู่สวยเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างที่มืดมิด ความกังวลที่เกาะกินหัวใจทำให้เธอรู้สึกเหมือนอากาศในรถเหลือน้อยลงทุกที
“เจซี... เราทำแบบนี้มันจะดีจริง ๆ เหรอ” เบลล่าเปรยขึ้นทำลายความเงียบ น้ำเสียงของเธอสั่นเครืออย่างไม่อาจปกปิด
“แอนดริวอาจจะน่ารังเกียจ แต่เขาก็รู้จักพี่ดีกว่าใคร ถ้าเขาเอะใจ"
"ชีวิตของเธอกับคนงานในคลังจะตกอยู่ในอันตรายนะ”
ในขณะที่เบลล่ากำลังจมดิ่งอยู่กับพายุแห่งความกังวล เจซี ที่นั่งอยู่เบื้องหลังพวงมาลัยกลับมีท่าทางผ่อนคลาย อย่างประหลาด รอยยิ้มบาง ๆ ประดับอยู่ที่มุมปาก แววตาที่จ้องมองถนนเบื้องหน้าฉายแววตื่นเต้นและท้าทาย ราวกับเด็กหนุ่มที่กำลังสนุกกับเกมกระดานที่ตัวเองคุมหมากไว้ทุกตัว
“พี่เบลครับ... พี่เห็นแววตาของแอนดริวในความทรงจำพี่ไหม"
"เขามันก็แค่หมาที่หิวโซจนตามืดบอด” เจซีเอ่ยเสียงนุ่มแต่หนักแน่น
“ความโลภจะทำให้เขามองไม่เห็นหลุมพรางที่อยู่ตรงหน้า" เขาลดความเร็วรถลงพลางหันมามองเสี้ยวหน้าของเบลล่าที่ดูซีดเซียว
“สำหรับพี่ มันคือการเดิมพันด้วยชื่อเสียงและบริษัท... "
"แต่สำหรับผม มันคือการถอนรากถอนโคนพวกที่คิดจะมาแตะต้อง ‘ของที่ผมรัก’ ผมไม่รู้สึกว่ามันเสี่ยงเลยสักนิด กลับรู้สึกสนุกมากกว่าที่เห็นพวกมันเต้นไปตามจังหวะที่ผมดีดนิ้ว”
เมื่อรถจอดสนิทที่หน้าคฤหาสน์ เจซีดับเครื่องยนต์แต่ยังไม่ยอมลงรถ เขาเอื้อมมือไปกุมมือที่เย็นเฉียบของเบลล่าไว้อีกครั้ง แรงบีบที่มั่นคงนั้นเหมือนจะส่งผ่านความกล้าหาญให้เธอ
“พี่เบล... เลิกคิดเรื่องบริษัทชั่วคราวเถอะครับ” เจซีขยับเข้าไปใกล้จนได้ยินเสียงหัวใจของกันและกัน
“คืนนี้พี่แค่เข้าไปกอดแอนนาเบลให้แน่น ๆ ส่วนเรื่องขยะพวกนั้น ให้เป็นหน้าที่ของคนหนุ่มอย่างผมจัดการ”
“เจซี... เธอต้องสัญญานะ ว่าจะไม่ให้ตัวเองเป็นอะไรไป” เบลล่าจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา แววตาของเธอเต็มไปด้วยความโหยหาและความห่วงใยอย่างที่เธอไม่เคยมีให้ใครมานับทศปี
“ถ้าเธอเป็นอะไรไป พี่คง...”
“ผมไม่ตายง่าย ๆ หรอกครับพี่เบล ผมยังมีรางวัลใหญ่ที่ต้องกลับมารับจากพี่อยู่นะ” เจซีกระซิบเสียงพร่าพลางแตะริมฝีปากลงที่หลังมือเธอเบา ๆ