ความสัมพันธ์ที่แนบชิดขึ้นทำให้ผู้หญิงบางคนยิ่งรู้สึกผูกมัดและยึดติดต่อความสัมพันธ์จนยากจะถอนตัว
แต่สำหรับผู้ชายบางคนก็ไม่ต่างกัน ยิ่งเขาได้แนบชิดเป็นคนแรกของเธอเท่าไหร่ มันก็ทำให้เขารู้สึกถึงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของของเธอได้เช่นเดียวกัน
เพราะแบบนั้นความสัมพันธ์ฉันท์สามีภรรยาของครามและปิ่นปักดูจะเข้าร่องเข้ารอยมากขึ้นหลังจากเขาและเธอแนบชิดกัน หรืออาจจะหลังจากเขาตัดสินใจปลดสร้อยคอเส้นนั้นลงราวกับปลดบ่วงในใจของตัวเอง
เขาหันมาพูดกับภรรยาตัวเองมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน เขาถามไถ่กิจวัตรประจำวันของเธออย่างที่ปกติไม่เคยเอ่ยปากถามเรื่องส่วนตัวของเธอเลยสักนิด ทุกอย่างมันดูจะเป็นไปในทางที่ดีขึ้นอย่างที่ควรจะค่อยๆ เป็น
ถ้าไม่มีเรื่องอื่นเข้ามาแทรก...
“มันจะดีเหรอคะ” ปิ่นปักถามเจ้านายตัวเองขึ้นอย่างไม่ค่อยเห็นด้วยนักที่เขากำลังให้เธอทำงานรวบกับงานส่วนอื่น
คำว่าผู้ช่วยเธอก็พอเข้าใจว่ามันต้องรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเขาโดยเฉพาะตารางงาน แต่เขาก็มีเลขาส่วนตัวของเขาอยู่ด้วยแล้ว ซึ่งตอนแรกเธอได้รับตารางงานหลักของนำทัพจากเลขาส่วนตัวของเขาแล้วคอยจัดตารางงานที่เหลือของทางบริษัทนี้ต่ออีกทีเพื่อไม่ให้ตารางงานชนกัน
แต่แล้วเขาก็เปลี่ยนใจและให้เธอดูแลทุกอย่างรวมถึงติดตามเขาไปบริษัทแม่ ติดตามเขาไปพบลูกค้าหากมีการนัดหมาย
ถ้ามองกลับกันทำไมเขาไม่ใช้วิธีนี้กับเลขาของเขาให้ทำหน้าที่นี้ทั้งที่นั่นและที่นี่ แต่กลับเลือกผู้ช่วยอีกคนแล้วให้เธอทำหน้าที่นี้แทนทั้งที่เธอกับเลขาเขาต้องเป็นเลขาเขาอยู่แล้วที่รู้ทุกอย่างดีกว่าเธอที่พึ่งทำงานร่วมกับเขาได้ไม่นาน
“ทำไม เธอมีปัญหาอย่างนั้นเหรอ” นำทัพเงยหน้ามองหญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาแล้วถามออกไปด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งสายตาที่พินิจพิเคราะห์ราวกับมองเธอทะลุปรุโปร่งไปหมด
“ไม่ใช่ค่ะ แต่ฉันยังไม่คล่องกับงานตรงนี้เท่าไหร่ หากให้ฉันเป็นคนดูแลทุกอย่างแทนฉันกลัวว่าจะทำผิดพลาดได้” เธอหาเหตุผลบอกให้เขาเข้าใจความกังวลของเธอ
“ปกติเธอทำธุรการอยู่แล้ว ฉันว่าเรื่องเอกสารติดต่อประสานงานหน้าจะงานถนัดของเธอนะ” แต่นำทัพก็ยังคงไม่ยอมรับความกังวลของเธอ
“.....” ก็ไม่ผิดหรอกที่เธอทำงานตรงนี้แล้วจะถนัด แต่นั่นมันเป็นส่วนงานของเธอที่อยู่ภายในองค์กรไง แต่ตอนนี้เขากำลังขยายวงงานของเธอออกไปถึงบริษัทใหญ่ของเขาที่เป็นงานคนละสายงานกัน การให้ทำงานรวบแบบนี้เธอกลัวว่าจะพัวพันจนดึงงานนั้นมาบริษัทนี้ดันงานนี้ไปบริษัทนั้น
“ถ้ายังไม่มีอะไรผิดพลาดเธอจะกลัวทำไม แล้วถ้าเธอกลัวก็แค่ระวังมันให้ดีก็แค่นั้น” นำทัพพูดขึ้นอีกครั้งหลังจากเธอเงียบพร้อมกับเผลอยู่ปากขึ้นเบาๆ ราวกับเด็กน้อยกำลังงอแงจนเขาอดหรี่ตามองไม่ได้
“ก็ได้ค่ะ” ลูกน้องอย่างเธอจะทำอะไรได้นอกจากรับคำสั่งจากเจ้านายอย่างเขา
“อืม งั้นก็ไปทำหน้าที่เธอให้ดีได้แล้ว คุณผู้ช่วย” แล้วนำทัพก็พูดขึ้นด้วยท่าทีสบายๆ
“ค่ะ” ปิ่นปักตอบรับด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้องของประธานคนใหม่ที่ดูเหมือนอยากฆ่าเธอด้วยงานให้ได้
และเขาดูจะปรับตัวให้คุ้นชินกับเธอได้อย่างง่ายดายเหลือเกิน
“ท่านประธาน...”
“เรียกแค่ชื่อฉันก็พอ”
นำทัพมองตามร่างอรชรของปิ่นปักไปพร้อมกับมุมปากที่ยกยิ้มขึ้นอย่างยากจะคาดเดา ดวงตาคมล้ำลึกของเขาหรี่ลงเล็กน้อยหลังจากมีความคิดมากมายเกิดขึ้นในหัวของเขา
ส่วนปิ่นปักก็เริ่มมาจัดการงานของตัวเองไม่ต่างจากการเริ่มจากศูนย์เลยสักนิดเพราะงานจากบริษัทหลักของเขาไม่เคยผ่านหูผ่านตาของเธอมาเลยและงานของเขาก็ยุ่งมาก แม้จะมีสรุปจากเลขาของเขาแนบมาให้ด้วยแต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่เธอจะจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยในครั้งแรกที่ได้ลงมือทำ
เพราะแบบนั้นช่วงนี้หลายวันมานี้ทำให้ปิ่นปักทำงานล่วงเวลาติดต่อกันเพื่อจัดการทุกอย่างให้เสร็จเร็วที่สุด เพื่อจะได้รวบตำแหน่งผู้ช่วยและเลขาประจำตัวไม่ใช่ประจำบริษัทให้กับเขาอย่างดีไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดใดๆ
“เดี๋ยวฉันไปส่ง” นำทัพเดินออกจากห้องทำงานมาพร้อมกับที่ปิ่นปักเก็บของลงกระเป๋าพอดีเลยพูดขึ้น
“ขอบคุณค่ะ แต่ไม่เป็นไรดีกว่าช่วงนี้รถติดด้วย” เพราะนี่ก็หนึ่งทุ่มแล้วเป็นช่วงเวลารถติดมากกว่าเขาจะฝ่าไปส่งเธอที่บ้านได้และกลับบ้านตัวเองคงดึกดื่นไปก่อน
“เพราะรถติดนั่นแหละเธอจะหารถจากที่ไหนได้ง่ายๆ” นำทัพเอ่ยขึ้นอย่างที่คิด
“เดี๋ยวฉันเรียกบริการรถเอาค่ะ” ทุกวันนี้มันสะดวกสบายกว่าเมื่อก่อนมาก ไม่ต้องไปยืนโบกให้เสียเวลาแล้ว
“ไปเถอะ” นำทัพได้ยินแบบนั้นก็ยื่นมือมาดึงกระเป๋าของปิ่นปักบนโต๊ะไปถือแล้วเดินนำไปยังลิฟท์โดยไม่รอเธอ
“!” ปิ่นปักตกใจไม่น้อยกับการกระทำของเขา แต่สุดท้ายก็ลุกเดินตามเขาไปอย่างขี้เกียจพูดมากอีกเช่นกัน
และเธอก็ได้รับเกียรติจากเจ้านายที่ขับรถไปส่งเธอที่บ้าน
“ฉันถามเรื่องส่วนตัวหน่อยสิ” ระหว่างทางที่รถค่อนข้างติดนำทัพก็ทำลายความเงียบขึ้นด้วยบทสนทนา
“อะไรคะ” ปิ่นปักหันไปมองเขาด้วยความอยากรู้ว่าเขาจะถามเรื่องส่วนตัวอะไรกับเธอ
“เธอแต่งงานหรือยัง” แล้วคำถามก็ถูกยิงอย่างตรงประเด็นไม่อ้อมค้อม
“คุณถามทำไมคะ” เธอยังไม่ได้ตอบแต่ย้อนถามเหตุผลที่เขาถามแทน
“หลายวันมานี้ฉันใช้งานเธอหนักมาก ถึงเธอจะบอกว่าทั้งเธอและคนรักไม่มีปัญหา แต่ฉันก็กลัวว่าจะสร้างปัญหาให้เธอ” นำทัพให้เหตุผลออกมาอย่างสมเหตุสมผล
“คุณสบายใจได้ค่ะ ไม่มีปัญหาอะไรแน่นอน” เธอก็ยังไม่ได้ตอบว่าแต่งงานหรือยังไม่แต่ง แต่เลือกจะตอบเหตุผลที่เขากังวลออกไปแทน
“ความสัมพันธ์ของเธอนี่ดูเป็นความลับจังนะ” นำทัพยกยิ้มมุมปากขึ้นหลังจากรู้ว่าเธอเลี่ยงจะตอบคำถามของเขา
“เปล่าค่ะ แต่ฉันแค่ไม่อยากให้ใครสนใจเรื่องความสัมพันธ์ของฉันเท่าไหร่” เพราะมันมีเหตุผลมากมายที่อาจจะนำมาซึ่งความวุ่นวายสำหรับเธอและอาจจะรวมถึงตัวครามด้วย เพราะแบบนั้นเธอถึงไม่อยากให้ใครอื่นรู้เรื่องนี้
“ก็ได้ ฉันยอมแพ้ก็ได้” นำทัพได้ยินแบบนั้นก็ไม่ได้เซ้าซี้อะไรต่อเพราะเขา...รู้ทุกอย่างดี
“แล้วท่านประธานมีคนรักหรือยังคะ” เมื่อเขาถามเรื่องของเธอ เธอก็ย้อนถามเรื่องของเขากลับไปคืนบ้าง ดูสิว่าปฏิกิริยาของเขาจะเป็นยังไง
รู้สึกอึดอัดกับการถูกถามเรื่องส่วนตัว
ไม่ชอบให้ใครถามเรื่องส่วนตัว
หรือไม่รู้สึกอะไรเลย
“ทำไม หลงเสน่ห์ฉันเหรอ” เขาไม่ได้ตอบคำถามของเธอแต่ย้อนถามเธออย่างหยอกล้อ
“หึๆ” ปิ่นปักส่งเสียงหัวเราะแห้งๆ ออกมาแทนคำตอบ
“หมายความว่ายังไง” นำทัพถึงกับหันมาถามเธอทันทีกับปฏิกิริยานี้ที่เหมือนกับว่าเขากำลังหลงตัวเอง
“เปล่านี่คะ...”
“แล้วตกลงท่านประธานมีคนรักหรือยังคะ หรือแต่งงานหรือยัง” ปิ่นปักเลี่ยงคำถามของเขาแล้วย้อนถามกลับไปคืนอย่างไม่ปล่อยผ่าน
“ฉันยังไม่มีคนรัก” แล้วนำทัพก็ตอบกลับมาด้วยท่าทีสบายๆ ไม่มีความลับใด
“พูดจริงเหรอคะ?” ปิ่นปักที่ได้ยินแบบนั้นก็ไม่เชื่อหูตัวเองเท่าไหร่ เขาทั้งหล่อเหลาและมากความสามารถ อีกทั้งอายุก็เหมาะกับมีครอบครัวแล้วแท้ๆ
“ทำไมฉันต้องโกหกหรือปิดบังเหมือนเธอล่ะ” เขาหันมามองเธอเล็กน้อยระหว่างโยนการกระทำกลับไปใส่เธอคืน
“.....” แล้วปิ่นปักก็ไม่ได้ตอบอะไรออกมาอีก
เมื่อใช้เวลาสักพักใหญ่กับการฝ่ารถติดในที่สุดก็มาถึงหน้าบ้านของครามตามที่เธอบอกเขาไปตั้งแต่แรก
“ขอบคุณนะคะที่มาส่ง แล้วก็ขับรถดีๆ นะคะ” ปิ่นปักหันไปบอกเจ้านายตัวเองขึ้นอย่างขอบคุณ
“.....” นำทัพพยักหน้ารับง่ายๆ พร้อมกับปิ่นปักลงจากรถและเปิดประตูเข้าบ้านไป
เข้าไปโดยที่นำทัพยังคงจอดรถอยู่ที่เดิมพร้อมกับรอยยิ้มมุมปากที่ยกขึ้นอย่างร้ายกาจถึงได้ขับรถออกไป
ปิ่นปักเดินเข้ามาในบ้านในเวลาเกือบสามทุ่มของวันและก็ต้องตกใจที่เห็นสามีของเธอยังนั่งอยู่ที่โถงรับแขกพร้อมกับสายตาที่ค่อนข้างเย็นชามองมายังเธอ
“ยังไม่ขึ้นห้องอีกเหรอคะ” เธอถามเขาขึ้นพร้อมกับเดินเข้าไปหาเขา
“ทำไมช่วงนี้เธอกลับบ้านช้าแบบนี้” ครามไม่ได้ตอบคำถามของปิ่นปักและเป็นฝ่ายยิงคำถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งกับพฤติกรรมภรรยาของตัวเองที่ช่วงนี้กลับบ้านช้ากว่าปกติไปเป็นชั่วโมงติดต่อกันหลายวัน
“ขอโทษค่ะ ช่วงนี้ปิ่นทำงานเยอะไปหน่อย” เธอทำได้เพียงขอโทษเขาอย่างที่รู้ดีว่าตัวเองละเลยหน้าที่ภรรยาโดยการไม่บอกกล่าวสามีล่วงหน้าถึงการกลับบ้านช้ากว่าปกติ
“แล้วเมื่อกี้ใครมาส่ง” เขาถามหลังจากเห็นแสงไฟแวบๆ กับเสียงรถที่จอดนิ่งอยู่หน้าบ้านนานกว่าปกติ
“เจ้านายปิ่นค่ะ” ปิ่นปักตอบอย่างไม่ได้ปิดบัง
“ดีจังเลยนะปิ่นปัก ทำงานเลิกดึกดื่นแล้วได้เจ้านายมาส่งถึงหน้าบ้าน” น้ำเสียงเย็นชาดังขึ้นพร้อมกับร่างสูงที่ลุกขึ้นตรงไปชั้นสองไปด้วยใบหน้าบึ้งตึงไม่น้อย
เขา...เป็นอะไรนะ