ปิ่นปักถูกอุ้มออกจากห้องน้ำเมื่อเสร็จกิจกรรมกามและธุระส่วนตัวในเวลาเที่ยงคืนโดยมีครามเป็นคนปรนนิบัติอย่างดีก่อนจะถูกวางลงเตียงกว้างอย่างแผ่วเบา
และปิ่นปักที่ไม่รู้จะวางสายตาไว้ตรงไหนนอกจากช่วงลำคอและแผงอกของเขาก็ทำให้เธอพึ่งได้สังเกตว่าที่คอของเขาไม่มีสร้อยเส้นนั้นอยู่
เขาไปถอดตอนไหนในเมื่อเสื้อผ้าของเขาเป็นเธอที่ถอดเองกับมือ
แต่เธอก็ไม่กล้าถามและไม่อยากถามเพื่อดึงเรื่องของใครอีกคนเข้ามาในความสัมพันธ์สามีภรรยาของเขาและเธอในตอนนี้ นั่นเลยทำให้เธอเลือกจะเมินเฉยแล้วไม่สนใจอีก
“นอนเถอะ” ครามขึ้นประจำที่ตัวเองแล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงค่อนข้างอบอุ่นกว่าเมื่อก่อนยื่นมือไปปิดไฟแล้วดึงเธอไปกอดไว้ในอ้อมกอดของเขา
นี่สินะที่เรียกว่าสามีภรรยา
ปิ่นปักเผลอยิ้มออกมาท่ามกลางความมืดกับตัวเองอย่างรู้สึกอธิบายไม่ถูก แต่มันเป็นความรู้สึกชัดเจนว่าเธอกำลังมีความสุข
การเป็นสามีภรรยาที่สมบูรณ์แบบครบขั้นตอนของครามและปิ่นปักนับว่าดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ข้อเสียเดียวที่ปิ่นปักเห็นได้ชัดเลยก็คงจะเป็นความหิวกระหายของสามีเธอ คนที่นอนร่วมเตียงกับเธอมาเกือบครึ่งปีได้อย่างไม่เคยแตะต้องเธอ แต่กลับเป็นคนเดียวกับคนที่พอได้แตะต้องเธอก็แทบไม่เว้นวันพักให้เธอเลย
และช่วยไม่ได้ที่ภรรยาอย่างเธอดันเต็มใจต่อความแนบชิดนั้น
แต่ถึงทุกอย่างจะดูดีไปหมดแต่อย่างหนึ่งที่ยังคงเหมือนเดิมก็คือหน้าที่ภายนอกของทั้งคู่ ครามก็ยังเป็นประธานบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่อันดับหนึ่งเหมือนเดิม ส่วนปิ่นปักก็ยังคงเป็นผู้ช่วยของประธานบริษัทเหมือนเดิม นอกจากครอบครัวของครามแล้วคนนอกก็ยังไม่มีใครรับรู้ถึงตัวตนของภรรยาประธาน Assawa
ซึ่งปิ่นปักก็ไม่ได้รู้สึกแย่กับตรงนี้เพราะเธอชอบชีวิตเรียบง่ายของเธอมาตลอด ส่วนครามก็ไม่ต้องการให้ใครรู้ถึงตัวตนของปิ่นปักในฐานะภรรยาของเขาด้วยเหตุผลบางประการด้วยเช่นกัน
เมื่อถึงเวลาเลิกงานปิ่นปักก็รีบกลับบ้านเพื่อเตรียมตัวสำหรับงานนอกเวลากับเจ้านายอย่างนำทัพทันที เธอหอบหิ้วถุงกระดาษใบหรูที่ได้รับมาขึ้นชั้นบนเพื่อบอกกล่าวสามีของเธอที่กลับมาถึงบ้านก่อนเธอแล้ว
“คุณจะไปไหนคะ” พอเข้าห้องมาปิ่นปักก็รอให้ครามออกจากห้องน้ำแล้วถามขึ้นเมื่อเห็นว่าเขาอาบน้ำพร้อมกับชุดที่ถูกเตรียมไว้บนโซฟาติดกับตู้ไอส์แลนด์เครื่องประดับกลางห้อง
“วันนี้ฉันต้องไปงานเลี้ยงลูกค้าน่ะ อาจจะกลับดึกหน่อย” ครามไม่ได้ส่งข้อความบอกปิ่นปักเพราะกว่าจะถึงเวลาออกไปเธอก็ถึงบ้านแล้วเขาเลยรอบอกเธอต่อหน้า
“อ๋อ...”
“วันนี้ปิ่นก็ต้องออกไปงานเลี้ยงกับเจ้านายเหมือนกันค่ะ ปิ่นว่าจะบอกคุณเหมือนกัน” ปิ่นปักรับคำก่อนจะบอกเขากลับไปอย่างไม่คิดว่าจะบังเอิญขนาดนี้
“งานเลี้ยง? แต่เธอเป็นพนักงานธุรการไม่ใช่เหรอ” ครามได้ยินแบบนั้นก็แปลกใจไม่น้อยกับหน้าที่ที่เธอต้องทำโดยปกติทั่วไปหน้าที่นี้หากเจ้านายไม่มีภรรยาก็จะพาเพื่อนหรือเลขาส่วนตัวไปแทน แล้วพนักงานธุรการธรรมดาอย่างปิ่นปักทำไมถึงถูกเลือกให้ไปงานเลี้ยงเคียงข้างเจ้านายได้
“ปิ่น...ได้เลื่อนขั้นเป็นผู้ช่วยส่วนตัวของประธานบริษัทสักพักแล้วค่ะ” ปิ่นปักบอกให้เขาได้เข้าใจว่าทำไมเธอถึงได้ไปงานเลี้ยงกับเจ้านายโดยที่ผ่านมาไม่ได้มีโอกาสบอกเพราะทั้งเธอและเขาไม่ค่อยได้ยุ่งเรื่องงานของกันและกัน
“เธอทำงานสองปีแต่ได้เลื่อนตำแหน่งสูงขนาดนี้เลยเหรอ” น่าแปลกมากที่ประธานบริษัทเลือกพนักงานธุรการทั่วไปที่ทำงานได้แค่สองปีมาทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยส่วนตัว
“ปิ่นก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ” เธอไม่ได้โกรธเขาเลยที่มีข้อสงสัยมากมาย เพราะตัวเธอเองจนถึงตอนนี้ก็ยังหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้เหมือนกันว่า นอกจากเหตุผลที่เขาบอกว่า ‘เพราะคุณมีคนรักแล้วผมถึงได้เลือกคุณ’ ก็เท่านั้น
“ดูท่าว่าฉันต้องทำความรู้จักกับเจ้านายเธอแล้วล่ะสิ” เขาจำได้ว่ามีครั้งหนึ่งเจ้านายเธอมาส่งเธอถึงบ้าน แล้วนี่เขาได้รู้อีกว่าเธอได้เลื่อนขั้นทั้งที่ทำงานได้ไม่นาน
ที่สำคัญกว่านั้นกลับถูกเจ้านายพาไปออกงานอีกด้วย
“งั้นปิ่นไปอาบน้ำก่อนนะคะ” ปิ่นปักได้ยินแบบนั้นใบหน้าก็ร้อนผ่าวขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่เหมือนเขากำลังหึงหวงเธอ เธอจึงเลือกหนีเข้าห้องน้ำไม่ให้เขารับรู้ความคิดของเธออีกทั้งต้องทำเวลาก่อนนำทัพจะมารับเธอตามที่แจ้งไว้ด้วย
เมื่อครามเห็นปิ่นปักเข้าห้องน้ำไปแล้วเขาก็แต่งตัวจนเรียบร้อยแล้วออกไปนั่งรอเธอที่ห้องนอนเมื่อยังไม่ถึงเวลาที่จะออกไป
รอกระทั่งเวลาผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมงในที่สุดเธอก็ก้าวออกจากโซนแต่งตัวมาด้วยชุดราตรีแบรนด์หรูที่ถูกตัดแต่งอย่างดีสีชมพูดอ่อนพาดไหล่ขวาเปลือยไหล่ซ้ายโชว์กระดูกไหปลาร้าและคอยาวระหงความยาวของชุดเลยข้อเท้าของเธอไปเล็กน้อยแต่ด้านหน้าซ้ายกลับผ่าสูงขึ้นมาโชว์เรียวขายาวเล็ก ตัวชุดขับเน้นสัดส่วนความเป็นผู้หญิงของเธอได้อย่างสมบูรณ์แบบและน่าดึงดูด
“!” ครามที่หันไปเห็นถึงกับชะงักนิ่งด้วยความอึ้งงันกับภาพที่เห็นตรงหน้า ความสวยสง่าที่แสนจะเย้ายวนและดึงดูดสายตาบุรุษเพศได้อย่างดี
“เอ่อ ปิ่นใส่ชุดนี้เป็นยังไงบ้างคะ” เมื่อเห็นสายตาของครามก็ทำให้เธอประหม่าไม่น้อยจนต้องถามเขาออกไป
ตั้งแต่เกิดมาเธอยังไม่เคยแต่งตัวแบบนี้เลยสักครั้ง แม้ตอน Good Bye senior Party เธอยังไม่ได้แต่งเต็มขนาดนี้ด้วยซ้ำ แต่ครั้งนี้เพราะหน้าที่และหน้าตาของเจ้านายทำให้เธอได้มีโอกาสสวมใส่มันจากการจัดหาของเจ้านายอีกด้วย
“.....” ครามไม่ได้ตอบแต่กลับมองใบหน้าสวยใสของเธอถูกแต่งแต้มอย่างบางเบาเหมือนปกติทุกวันแต่วันนี้ดูจะพิเศษที่สีลิปสติกเข้มขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย ผมสีน้ำตาลเข้มของเธอที่ปกติถ้าไม่ปล่อยสยายก็รวบมัดหางม้าถูกม้วนลอนส่วนปลายให้มีวอลลุ่มอย่างธรรมชาติแซกกลางและเหน็บผมไปหลังหูทั้งสองข้างปล่อยจอนออกมาบางเบาแล้วติดกิ๊ฟประดับไปสองข้างซ้ายขวาข้างละสามถึงสี่ตัว
“คุณคราม” ปิ่นปักเรียกสามีตัวเองขึ้นอย่างทำตัวไม่ถูกกับสายตาที่เขาเอาแต่จดจ้องเธอไม่ละไปไหน มองจนเธอร้อนผ่าวไปทั้งตัวจนสีหน้าเข้มขึ้นจากความร้อนผ่าวจนเลือดผาดขึ้นแก้มถึงใบหู
“ถ้าฉันไม่ให้เธอไปล่ะ” น้ำเสียงของเขาเข้มแต่กลับแหบพร่าจนแยกไม่ออกว่ากำลังออกคำสั่งหรือกำลังระงับอารมณ์บางอย่างของตัวเองจนทำให้ลำคอแห้งผาก
“แต่ปิ่นรับปากเจ้านายไปแล้ว” ปิ่นปักคงลำบากใจไม่น้อยถ้าอยู่ๆ จะบอกนำทัพว่าเธอไปไม่ได้ทั้งที่อีกไม่นานก็จะถึงเวลานัดหมายที่เขาจะมารับเธอแล้ว
“.....” ครามเงียบไม่ได้พูดอะไร แต่สายตาของเขาจับจ้องภรรยาตัวเองไม่ละสายตาไปไหน เป็นสายตาที่ซับซ้อนเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาจนปิ่นปักอ่านไม่ออกว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
“ลงไปหาอะไรรองท้องไหมคะ” เพราะทำตัวไม่ถูกและไม่ได้คำตอบที่ถามออกไปนั่นจึงทำให้ปิ่นปักเปลี่ยนเรื่องตามที่คิดไว้ว่าจะกินอะไรรองท้องก่อนไปงานเลี้ยงเธอจะได้ไม่หิวและกินไม่เยอะตอนอยู่ที่นั่น
ครืดด! แต่ยังไม่ทันที่ครามจะตอบอะไรต่อโทรศัพท์ของปิ่นปักก็สั่นขึ้นเรียกความสนใจจากเธอให้เปิดกระเป๋าออกรับสายเรียกเข้าจากเจ้านาย
“สวัสดีค่ะ” เธอทักทายปลายสายออกไป
(เสร็จหรือยัง ฉันกำลังออกไป) นำทัพที่บอกจะมารับเธอแม้ว่าเธอจะปฏิเสธและบอกว่าจะไปเองแล้วแท้ๆ แต่เขากลับให้เหตุผลว่า ‘จะแยกกันเข้างานได้ยังไง’ ทำให้เธอต้องตอบรับให้เขามารับ
“เรียบร้อยแล้วค่ะ” ปิ่นปักตอบกลับออกไปอย่างที่เป็นแม้ว่ายังไม่ได้หาอะไรรองท้องก็ตาม
(อืม น่าจะไม่เกินสามสิบนาที) เขาบอกเธอก่อนจะวางสายไป ซึ่งนั่นทำให้ปิ่นปักรู้ว่าเขาคงออกมาสักพักแล้ว
“คุณคราม” ปิ่นปักเรียกพร้อมกับเดินเข้าไปจับมือของเขาที่ทำตัวแปลกๆ
“อืม” ครามตอบรับก่อนจะกุมมือเธอเดินลงไปข้างล่างตามที่เธอต้องการ
ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากพาเธอไปออกงานกับเขา แต่ประสบการณ์ในอดีตมันทำให้เขาไม่อยากเปิดตัวคนข้างกาย เขาไม่ต้องการให้เธอเดือดร้อนเหมือนกับ...
“อย่ากลับดึกนักล่ะ” ครามได้แต่ถอนหายใจเงียบๆ ก่อนจะบอกเธอขึ้นนอกเหนือจากสิ่งที่เขากำลังคิดอยู่
“ค่ะ” ปิ่นปักตอบรับอย่างที่เธอก็คิดไว้ก่อนแล้ว เพราะตอนที่เธอรู้ว่าต้องไปงานเลี้ยงกับนำทัพเธอก็บอกเขาไปแล้วว่าไม่ค่อยถนัดงานแบบนี้อยากให้เขาหาคนอื่นไปแทน แต่เขาก็ไม่สนใจคำพูดของเธอและยังยืนยันให้เธอไปจนได้ ซึ่งเธอคิดไว้แล้วว่าไปร่วมงานสักพักอย่างไม่น่าเกลียดก็จะขอตัวกลับก่อน
เมื่อครามจะร่วมโต๊ะกับเธอนั่นเลยทำให้ปิ่นปักให้แม่บ้านจัดมื้อเย็นเลย เธอรีบทำเวลาของตัวเองอย่างดี
หลังจากเธอรับมื้อเย็นของตัวเองเสร็จเสียงออดก็ดังขึ้นอย่างพอดิบพอดี นั่นทำให้เธอรู้ว่านำทัพคงมาถึงแล้ว
“เจ้านายปิ่นน่าจะมีถึงแล้ว ถ้างั้นปิ่นขอตัวก่อนนะคะ” ปิ่นปักบอกสามีตัวเองขึ้นก่อนจะหันไปหยิบกระเป๋าแล้วลุกออกจากโต๊ะกินข้าวออกจากบ้านไปใส่รองเท้าที่ทางนำทัพได้หาไว้ให้เธออย่างเจ้าชุดเรียบร้อย
ส่วนครามก็ย่อมเดินตามออกมาด้วยเหมือนกัน เขาเดินมาหยุดอยู่หน้าประตูบ้านมองดูภรรยาตัวเองกำลังใส่รองเท้าส้นสูงแล้วเดินออกจากบ้านไปก่อนเขาจะขยับไปยังจอ Door Monitor ที่ติดไว้เพราะประตูรั้วและรั้วบ้านเขาเป็นแบบทึบจึงเหมาะกับการใช้จอเพื่อเห็นการเคลื่อนไหวของผู้มาเยือน
แต่น่าเสียดายที่คนกดออดดันกลับขึ้นรถไปแล้วทำให้ครามไม่ได้เห็นหน้าของเจ้านายภรรยาตัวเอง