ห้าปีก่อน…
‘ดาว’ ในวัย 22 ปี เคยเป็นเด็กสาวที่สดใสและบูชาความรักยิ่งกว่าสิ่งใด เธอยอมละทิ้งความเขินอายเพื่อสารภาพรักกับ ‘พล’ พี่ชายของเพื่อนสนิท แต่คำตอบที่ได้รับคือความเย็นชาและประโยคที่กรีดลึกในใจว่า "พี่รักดาวได้แค่น้องสาว อย่าพยายามทำอะไรที่มันเกินกว่าคำว่าน้องสาวเลย"
คำพูดนั้นทำให้เธอเริ่มใส่เกียร์ถอย ถอยห่างจากพี่ชายเพื่อนที่เธอตกหลุ่มรักไปพักใจถึงฝรั่งเศส เพื่อเรียนต่อทางด้านการแสดง ต่างขั้วจากตอนที่เรียนระดับปริญญาตรีพร้อมกับน้ำอิงโดยสิ้นเชิงว่าที่ดีกรีทนายจมหายไปหลังจากเธอหันไปตั้งใจและมุ่งมั่นที่จะเป็นนักแสดงมืออาชีพ…
วันนี้…
พราวดาว กาญจนาสันติ หรือ นับดาว…
ในวัย 27 ปี กลายเป็นดาราสาวระดับแถวหน้าของวงการ เธอสวย สง่า และมีกำแพงน้ำแข็งล้อมรอบหัวใจ
ส่วนพลในวัย 35 ปี กลายเป็นนักธุรกิจหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลที่เพิ่งรู้ตัวว่า... เขาเผลอปล่อยอัญมณีล้ำค่าหลุดมือไปเพียงเพราะทิฐิในอดีต ‘เพื่อนน้องสาวที่เขาไม่ควรรู้สึกอะไรด้วย ความใจกล้าของเธอทำให้เขารู้สึกกลัว’
แต่ทว่า…
หลายปีผ่านไปหลังจากที่ดาวหายออกไปจากชีวิตของเขา... พลเพิ่งเข้าใจว่าความเงียบสงบที่เขาเคยโหยหานั้น แท้จริงแล้วมันคือความอ้างว้างที่กัดกินใจทีละน้อย จากที่เคยมีสาวสวยตาใสคอยเดินตามต้อยๆ คอยส่งขนม คอยส่งข้อความทักทายเช้าเย็น กลับกลายเป็นความว่างเปล่า
เขาเฝ้ามองดูความสำเร็จของเธอผ่านหน้าจอโทรทัศน์และป้ายบิลบอร์ดขยายใหญ่ยักษ์กลางกรุง จากสาวสวยในวันนั้น กลายเป็น 'ดาว' ที่เจิดจรัสสมชื่อ ท่วงท่าการเดิน การพูด และสายตาที่เย็นชาคู่นั้นไม่มีร่องรอยของเด็กน้อยที่เคยร้องไห้เพราะคำปฏิเสธของเขาเหลืออยู่เลย
พลพยายามใช้ทุกวิถีทางเพื่อเข้าใกล้ดาว ไม่ว่าจะเป็นการใช้เส้นสายทางธุรกิจเสนอโปรเจกต์โฆษณา หรือการปรากฏตัวในงานอีเวนต์ที่เธอไป จนกระทั่งถึงจุดที่เขาทนไม่ไหว เมื่อเห็นดาวเริ่มเปิดใจให้พระเอกหนุ่มรุ่นน้องที่มาตามขายขนมจีบ
ช่วงบ่ายหลังจากจบรายการบันเทิง…
“น้องดาวรู้สึกยังไงกับรางวัลดารานำหญิงยอดเยี่ยมแห่งปีคะ” นักข่าวกรูกันเข้ามาจ่อไมค์สัมภาษณ์
“ดาวขอบคุณแฟน ๆ ที่คอยให้การสนับสนุนกันมาตลอดนะคะและขอบคุณผู้ใหญ่ใจดีที่เอ็นดูดาว ดาวดีใจจนอธิบายไม่ถูกรู้สึกเป็นเกียรติมาก ๆ ค่ะ“ ใบหน้าสวยหวานยิ้มผ่านกล้องนับสิบของนักข่าว ร่างบางในชุดราตรีเกาะอกสีทองระยิบระยับยื่นเด่นท่ามกลางฝูงสื่อที่มารุมสัมภาษณ์เธอ อีกมุมหนึ่งมีชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดสูทดูดี ใบหน้าหล่อเหลาสวมแว่นสีดำยืนมือล้วงกระเป๋า พลเผยรอยยิ้มหล่อยินดีให้กับเพื่อนน้องสาวแต่วันนี้ที่เขามาเขาไม่ได้มาแสดงความยินดีเพียงอย่างเดียวเขากำลังมาทวงบางสิ่งบางอย่างคืนจากเธอ..
“ขออนุญาตพาน้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะคะพอดีน้องมีงานต่อ ขอโทษพี่ ๆ ทุกคนด้วยนะคะหรือถ้ามีเวลาเชิญไปสัมน้องต่อได้ที่งานประมูลคืนนี้นะคะ” ชาลิสา หรือ สา ผู้จัดการส่วนตัวของดาวเอ่ยบอกนักข่าว ร่างบางเดินออกจากวงสัมภาษณ์ตรงไปยังห้องแต่งตัว
ดาวที่มาพร้อมกับความเป็นมืออาชีพรีบถอดเสื้อผ้าชุดสวยที่สวมใส่อยู่ออกส่งให้ผู้จัดการและหยิบชุดเดรสสั้นสีดำสายเดี่ยวขึ้นมาส่วมใส่พร้อมกับแว่นดำปกปิดใบหน้า ในมือถือกระเป๋าแบรนด์เนมราคาแพงอีกมือกำกุญแจรถสปอร์ตไว้เพื่อเตรียมตัวเดินทางไปงานที่ 2 ของวัน
“พี่สาเดี๋ยวไปเจอกันที่งานเลยนะคะ ยังพอมีเวลาดาวขอแวะไปหาเพื่อนแป๊บนึง”
“นัดน้องน้ำอิงไว้เหรอคะ” ชาลิสารู้จักน้ำอิงเป็นอย่างดีเพราะเป็นเพื่อนรักเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของดาว
“ใช่ค่ะ คิดถึงหลานค่ะเลยกะจะไปเล่นด้วยสักพัก”
“คิดถึงหลานหรือคิดถึงใครกันแน่คะ…?” ชาลิสาเอ่ยถามพร้อมกับอมยิ้มน้อย ๆ
“คิดถึงหลานค่ะ ไปนะคะบ๊ายยย!” เธอสาวเท้าเดินออกจากห้องใบหน้าสวยที่เคยยิ้มแย้มเรียบนิ่งเมื่อนึกไปถึงผู้ชายใจดำคนนั้น
“ชิ!…ใครจะไปคิดถึงคนใจดำ” ดาวเอ่ยพึมพำและจ้ำอ้าวเดินออกจากห้องไปยังลานจอดรถ
30 นาทีต่อมา…
เอี๊ยดดด…!
รถสปอร์ตหรูสีดำขลับขับเข้าไปจอดยังโรงจอดรถของบ้านหลังใหญ่ย่านใจกลางเมือง ร่างบางลงจากรถด้วยท่าทีสง่าสมกับเป็น ดาวแห่งวงการ
“น้าดาว!!!“ พาฝันเด็กน้อยหน้าตาน่ารักวัย 5 ขวบวิ่งออกจากกองของเล่นตรงหน้าเมื่อเห็นน้าดาวคนสวยเดินเข้ามาในบ้าน
“โอ้ยยย…วันนี้ใส่ชุดสวยจังเลย” ร่างบางนั่งลงไปอุ้มหลานสาวด้วยความรัก
“ชุดที่น้าดาวซื้อให้ไงค่ะ”
“ใช่เหรอ”
“ใช่จ้ะ…ซื้อให้เยอะซะจนจำไม่ได้เลยเหรอ” น้ำอิงเดินออกมาจากห้องครัวพร้อมกับถาดของว่างในมือ
“แฮร่…เดี๋ยวจะซื้อมาให้อีกสักกองแล้วนี่พี่ตะวันล่ะ…?” ดาวกวาดสายตามองไปรอบห้องโถงขนาดใหญ่ของบ้าน
“ไม่อยู่วันนี้เข้าบริษัทมีประชุมตั้งแต่เช้าแหน๊ะ” น้ำอิงวางถาดของว่างลงบนโต๊ะกลางหน้าโซฟา
“ดาวเอาน้ำส้มไหม”
“ไม่เอาอะอ้วนช่วงนี้คุมอาหารอย่างหนักเพราะกำลังจะเปิดกล้องละครเรื่องใหม่ แถมมีงานพรีเซนเตอร์เข้ามาอีกเหนื่อยจังน้ำอิง” ดาวทิ้งแผ่นหลังบางพิงพนักโซฟาอย่างหมดแรงน้ำอิงเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะได้ยินเธอบ่นว่าเหนื่อย สปีริตในการทำงานของดาวสูงมากแม้แต่ผู้จัดการส่วนตัวที่เจอกันแทบทุกวันก็ยังไม่เคยได้ยินดาวบ่นคำว่า เหนื่อย
“พักบ้างสิ ดาวทำงานเยอะเกินไปแถมผอมลงเยอะมาก”
“ทำไงได้ล่ะ งานที่ทำบังคับทุกอย่างเลย” เธอต้องสวยตลอดเวลาที่ออกจากห้องมีเพียงเวลาส่วนตัวเท่านั้นที่เธอจะถอดหน้ากากและคราบดาราสาวออก
“เออ…คืนน้องน้ำอิงกับพี่ตะวันไปงานประมูลไหม”
“ไปสิพี่ตะวันบอกน้ำอิงแล้ว”
“คนนี้ล่ะไปด้วยไหมคะ” ดาวก้มลงไปถามหลานสาวที่นั่งกินขนมแก้มตุยอยู่บนตัก
“ไปค่ะ…หนูจะไปดูน้าดาวคนสวย”
“น่ารักจริง ๆ หลานใครเนี่ย”
“หลานน้าดาวค่ะ” พาฝันน่ารักขี้อ้อนแถมยังเรียนหนังสือเก่งสามารถพูดได้ถึง 3 ภาษาเพราะเรียนอยู่โรงเรียนนานาชาติชื่อดัง สนิทกับดาวมากถึงขนาดเก็บเสื้อไปนอนด้วยได้หลาย ๆ วันในช่วงที่น้าดาวหยุดพักผ่อน
“เจอพี่พลบ้างไหม” ทว่าจู่ ๆ น้ำอิงก็เอ่ยถามเพื่อนออกไป
“ก็เห็นบ้างผ่าน ๆ ตามงานนะมีอะไรเหรอ..?”
“ดาวตัดใจจากพี่พลได้แล้วจริง ๆ เหรอ..?” น้ำอิงไม่อยากจะเชื่อว่าดาวจะตัดใจจากพี่ชายเธอ เพราะดาวรักพี่ชายเธอมากจนไม่เปิดโอกาสให้ใครได้เข้ามาในชีวิตเลย
“พี่พลไม่เคยรักดาวน้ำอิงก็รู้ ดังนั้นการตัดใจคือสิ่งที่ถูกต้องที่สุดเราสองคนไม่มีวันมาบรรจบกันได้อีกแล้วน้ำอิง” ดวงตาคู่สวยของดาราสาวสั่นไหวเล็กน้อยและมันก็จางหายไปกลับมาเป็นดาวที่เข้มแข็งเหมือนเดิม
น้ำอิงมองเพื่อนรักด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเห็นใจ เธอรู้ดีว่าคำว่า “ตัดใจ” ของดาวนั้นแลกมาด้วยหยดน้ำตามากมายแค่ไหนตลอดหลายปีที่ฝรั่งเศส แม้ภาพลักษณ์ภายนอกของดาวจะดูสูงส่งและแข็งแกร่งเพียงใด แต่ในฐานะเพื่อนที่โตมาด้วยกัน น้ำอิงสัมผัสได้ว่าลึกๆ แล้ว ‘แผลเป็น’ นั้นยังไม่เคยจางหายไปไหน
"น้ำอิงถามเพราะพักหลังมานี้...พี่พลเขาดูแปลกไป" น้ำอิงเอ่ยเสียงแผ่วพลางลูบศีรษะลูกสาวที่กำลังเคี้ยวขนมตุ้ยๆ
"เขาถามเรื่องดาวบ่อยขึ้น บางวันก็เผลอนั่งดูละครที่ดาวเล่นซ้ำไปซ้ำมา น้ำอิงไม่เคยเห็นพี่พลเป็นแบบนี้มาก่อนเลยนะ"
ดาวแค่นยิ้มบางๆ พลางหยิบตุ๊กตาของหลานสาวมาถือไว้
“เหรอ…ติดละครหรือเปล่าดาวเล่นดีไง“ ดาวเอ่ยพูดยิ้ม ๆ ก่อนจะปรับสีหน้าให้จริงจังและเอ่ยพูดในประโยคต่อมา…
”ไม่มีวันที่ทุกอย่างจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้ ดาวที่เคยคลั่งรักคนนั้นมันตายไปพร้อมกับคำว่า รักเหมือนน้องสาว และสายตาเย็นชาคู่นั้นแล้วน้ำอิง“ ดาวเอ่ยเสียงเรียบที่ฟังดูก็รู้ว่าเจ้าของเสียงนั้นเข้มแข็งและสร้างกำแพงสูงเอาไว้
^^