ตอนที่ 6: เพื่อนใหม่
แสงแดดยามเช้าสาดส่องไปทั่วบริเวณสำนัก เสียงนกส่งเสียงเจื้อยแจ้วอยู่บนกิ่งไม้
พรุ่งนี้ก็จะครบเดือนแล้ว แถมยังเป็นวันหยุดประจำเดือน
เช้านี้นักเรียนใหม่ทั้งสามคน ต่างพากันออกจากเรือนพักเพื่อมุ่งหน้าไปยังบ้านอาจารย์ วันนี้เป็นวันสำคัญ ที่อาจารย์เกาจะเรียกนักเรียนใหม่ทั้งสามคนเข้าพบ เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับแนวทางอาชีพที่พวกเขาสนใจ
ฤทธา ยอนมิน และเรโซ่ เดินตามกันเข้าไปในห้องประชุมของอาจารย์เกา ภายในห้องเต็มไปด้วยตำรามากมายที่กองเรียงรายเป็นชั้นสูง กลิ่นกระดาษเก่าและหมึกยังคงอบอวลอยู่ในอากาศ
อาจารย์เกายิ้มบางๆ ขณะมองเด็กใหม่ทั้งสาม ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“พวกเจ้าแต่ละคนมีแนวทางที่สนใจหรือยัง?”
ยอนมินยกมือขึ้นก่อนใครเพื่อน
“ข้าอยากเป็นนักหลอมโอสถครับ”
เรโซ่พยักหน้าก่อนกล่าวตาม
“ส่วนข้าเลือกนักสร้างยันต์และศึกษาอักขระโบราณ”
ฤทธาชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบ “ข้ายังไม่รู้เลยขอรับ”
อาจารย์เกายิ้มอย่างเข้าใจ “ไม่เป็นไร เจ้าสามารถใช้เวลาสำรวจไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเจออาชีพที่ชอบและอยากศึกษามันจริงๆ”
เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนกล่าวเสริม “แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดตอนนี้คือ การสอบครั้งแรกของปีหนึ่ง หากสอบไม่ผ่าน เจ้าจะไม่มีสิทธิ์เลือกสายอาชีพใดเลย”
ทั้งสามพยักหน้ารับรู้ ก่อนอาจารย์เกาจะเรียกจิมมี่เข้ามาในห้อง
จิมมี่เดินเข้ามาด้วยท่าทางมั่นใจ เขายกมือขึ้นโชว์ป้ายตราสัญลักษณ์ของเขา มีอยู่สองอันคือ ตราช่างตีเหล็กระดับสอง ของสาขาอาวุ และตรานักสร้างอะไหล่ระดับสอง ของสาขาวิศวกรรมการสร้าง
อาจารย์เกาชี้ไปที่ตราของจิมมี่ก่อนอธิบาย
“นี่คือตัวอย่างของสายสร้างอาวุธและผลิตอะไหล่ แม้จะเป็นสองสาขาที่แตกต่างกัน แต่พื้นฐานของทั้งคู่ต้องใช้ทักษะการตีเหล็กเหมือนกัน”
จิมมี่หัวเราะเบาๆ แล้วเสริม “ข้าสนใจทั้งสองอย่างเลยศึกษาไปพร้อมกัน เจ้าไม่ต้องรีบตัดสินใจหรอกฤทธา ลองไปดูแต่ละสาขาก่อน”
ฤทธาพยักหน้าอย่างเข้าใจ จิมมี่ยิ้มกว้างก่อนพูดต่อ
“เกณฑ์การสอบผ่านปีหนึ่งมีไม่มาก นอกจากระดับปราณยุทธที่ต้องถึงตามกำหนดแล้ว ขอแค่เจ้ามีตราสาขาอาชีพขั้นแรกของแผนกใดก็ได้ แค่นั้นเจ้าก็ผ่านแล้ว”
ฤทธารับฟังด้วยความตั้งใจ ก่อนที่จิมมี่จะตบไหล่เขาเบาๆ แล้วกล่าวว่า
“เอาล่ะ วันนี้ข้าจะพาเจ้าดูสาขาต่างๆ ของข้าเอง ถึงเจ้าจะมีหนังสือแนะนำ ก็ไม่สู้เห็นกับตา”
ช่วงบ่าย จิมมี่พาฤทธาเดินชมแผนกต่างๆ ภายในสำนักยุทธ ฤทธาได้เห็นการหลอมอาวุธ การออกแบบค่ายกล และหุ่นเชิด เขาตื่นเต้นกับทุกอย่างที่เห็น แต่ก็ยังไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าตัวเองอยากศึกษาอะไร
“เจ้าชอบอะไรมากที่สุด?” จิมมี่ถาม ขณะพาเดินมาถึงอาคารฝึกของนักสร้างยันต์
“ข้าไม่แน่ใจ มันน่าสนใจไปหมด” ฤทธายิ้มแห้งๆ
จิมมี่หัวเราะ “งั้นก็ใช้เวลาให้เต็มที่ เจ้ายังมีเวลาอีกมาก เอาล่ะเดี๋ยวข้าต้องไปพบอาจารย์ และไปประลองเจ้าจะไปไหนต่อ
“ข้าว่าจะไปคัดลอกหนังสือ แล้วไปอ่านที่บ้านพัก ข้าไปดูการประลองด้วยได้หรือไม่” ฤทธาสนใจ
“ปีหนึ่งยังไม่มีสิทธิ์ประลองหรือดูการประลอง เจ้าต้องสนใจการสอบครั้งแรกก่อน”
ฤทธาพยักหน้าเข้าใจ
แล้วทั้งสองก็แยกกัน
ขณะเดินกลับเรือนพัก ฤทธาเหลือบไปเห็นแมวตัวหนึ่งนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ มันมีขนสีเทาอมเขียว หากมองผ่านตาอาจดูเป็นสีเงินอมฟ้า จมูก ริมฝีปาก และอุ้งเท้าของมันมีสีม่วงอมเทา ดวงตาของมันเป็นประกายเรืองรองราวกับมีพลังลี้ลับแฝงอยู่
แมวตัวนั้นดูเศร้าสร้อย แถมมีที่ปิดตาข้างหนึ่ง เหมือนตาใช้ได้ข้างเดียว มันนั่งนิ่งโดยไม่มีท่าทีหวาดกลัว ฤทธารู้สึกสงสารและเดินเข้าไปใกล้
“เจ้าเป็นอะไรหรือเปล่า?” ฤทธาถามเบาๆ
กำลังจะเอามือลูบหัว ทว่า…
“ข้าหิวจะตายอยู่แล้ว!” แมวตัวนั้นพูดขึ้นมาเสียงดัง
ฤทธาถึงกับชะงัก ดวงตาเบิกกว้าง
“เจ้า…พูดได้!?”
“แน่นอนสิ ข้าเป็นสัตว์วิญญาณ ไม่ใช่แมวธรรมดา” มันตอบพร้อมยืนสองขาแล้วกอดอกด้วยท่าทางเหมือนมนุษย์ ก่อนจะยกอุ้งเท้าหน้าขึ้นเอาที่ปิดตาของตัวเองเปิดแง้มมอง “ข้าชื่อชีต้าร์”
ฤทธายังตกใจไม่หาย ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
“แล้วเจ้ามาทำอะไรที่นี่?”
ชีต้าร์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนตอบ
“ข้าเคยมีเจ้านาย แต่เขาเสียไปแล้ว ก่อนตายเขาผนึกข้าไว้เพื่อให้ข้ารอดจากความตาย และข้าก็เพิ่งปลดคำสาปได้หลังจากผ่านไปห้าร้อยปี”
ชีต้าร์เล่าด้วยท่าทางจริงจัง และมีน้ำตาคลอที่ตา
ฤทธาฟังแล้วรู้สึกสงสาร “งั้นเจ้าจะไปไหนต่อ?”
“ข้าก็ไม่รู้” ชีต้าร์ตอบก่อนท้องของมันจะร้องเสียงดัง
“แต่ตอนนี้ข้าหิวมาก”
ฤทธาหัวเราะเบาๆ “ถ้างั้นไปกินอะไรที่เรือนพักข้าก่อนแล้วกัน”
ชีต้าร์ทำท่าครุ่นคิดก่อนพยักหน้า “ก็ดี แต่…เจ้ามีสิทธิ์เลี้ยงสัตว์วิญญาณหรือเปล่า?”
ฤทธาชะงักไปชั่วครู่ก่อนตอบตามตรง “ยังไม่มีสิทธิ์ ข้าเพิ่งปีหนึ่ง”
ชีต้าร์ยิ้มเจ้าเล่ห์ “งั้นข้าจะซ่อนตัวเองให้ดี”
จากนั้นมันถอดเข็มขัดที่มีลักษณะเหมือนกำไลข้อมือออกแล้วยื่นให้ฤทธา “ใส่นี่ไว้ มันจะช่วยให้ข้าซ่อนตัว”
ฤทธารับมาแล้วสวมไว้ที่ข้อมือ กำไลหดตัวลงพอดีกับมือ ทันใดนั้น ร่างของชีต้าร์ก็หายไปอย่างน่าอัศจรรย์!
“โอ้! เจ้าทำได้อย่างไร!?” ฤทธาร้องด้วยความตกใจ
“ข้าก็มีวิธีของข้าเอง” เสียงของชีต้าร์ดังขึ้นจากกำไล
“เอาล่ะ รีบไปกันเถอะ ข้าหิวจะตายแล้ว!”
ฤทธายิ้มก่อนเดินกลับเรือนพัก พร้อมกับความรู้สึกตื่นเต้นที่ได้พบกับสัตว์วิญญาณเป็นครั้งแรก
หลังจากฤทธาเดินไปเอาอาหารที่โรงอาหารเสร็จก็กลับที่พัก
เย็นวันนั้นทุกคนเตรียมกลับบ้าน เพราะพรุ่งนี้เป็นวันหยุด ฤทธานัดกับศิษย์พี่ซูไว้ว่าพรุ่งนี้เจอกันที่วงเวทเคลื่อนย้ายในเมือง แกจะพาฤทธาไปเที่ยว ทำให้เย็นวันนั้นฤทธาอยู่คนเดียวในที่พัก
“อิ่มหรือไม่ ข้าไม่มีอาหารแล้วนะ” ฤทธาถามชีต้าร์
“อิ่มแล้วๆ แค่นี้ก็อยู่ได้เป็นอาทิตย์แล้วล่ะ ขอบใจเจ้ามาก เป็นอาหารในรอบหลายร้อยปีของข้าเลย” ชีต้าร์ตบพุงเบาๆ เอาที่ปิดตาออกพร้อมมองสำรวจรอบๆ
“ที่นี่สำนักเย่วจี อาณาจักรไห่หลงสินะ มีกลิ่นสมบัติเยอะจัง”
เขาคิดพร้อมจินตนาการถึงการไปขโมย
“เจ้าคิดจะทำอะไร” ฤทธาถามอย่างสงสัยเมื่อเห็นสีหน้าชีต้าร์
“เปล่าๆ ข้าไม่ได้คิดอะไรท้างน้านนนน ฮึ! มีคนกำลังมา”
ชีต้าร์กำลังอธิบายแต่รู้สึกว่ามีคนกำลังมาจึงหลบเข้ากำไลไป
ฤทธาหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านทำตัวเป็นปรกติ สักพักฤทธาก็เห็นอาจารย์เกาเดินมาไกลๆ ไม่ได้เข้าบ้านพัก แต่เดินมาทางนี้เลย
“ไปกันหมดแล้วรึ” อาจารย์เกาถามฤทธา
“ครับอาจารย์” เด็กหนุ่มตอบ
“เจ้าจะทำอะไรล่ะพรุ่งนี้” เขาถามด้วยความเป็นห่วง
“สายๆ ข้าจะไปส่งจดหมายให้พ่อแม่แล้วนัดกับศิษย์พี่ที่เมืองครับ” ฤทธาตอบ
“มีหินวิญญาณติดตัวมั้ย เดี๋ยวอาจารย์เอาให้ติดตัวไว้ เผื่ออยากได้อะไร”
อาจารย์เกาเอาถุงใส่หินวิญญาณออกมาจากแหวน
“ข้ามีครับอาจารย์ไม่ต้องเป็นห่วงครับ”
ฤทธาดึงแหวนที่ห้อยคอ ออกมาให้อาจารย์ดู
“เอาล่ะ งั้นก็พักผ่อนเถอะ”
หลังอาจารย์เกาไป ฤทธาก็เอากระดาษมาจดสิ่งที่ต้องซื้อพรุ่งนี้
“อืม..ยอนมินบอก การสอบแพทย์โอสถระดับหนึ่ง ต้องหลอมโอสถรักษาภายใน ยาฟื้นฟูลมปราณ ระดับหนึ่งขั้นกลางอย่างละเม็ด ถึงจะมีวัตถุดิบให้ แต่ข้าก็ต้องซ้อมมือหน่อย” ฤทธาครุ่นคิดต่อ
“มีตำรับยาทั้งสองแล้ว ก็ซื้ออย่างละห้าชุด แล้วก็เตาหลอมโอสถ การวินิจฉัย ธาตุแสงอย่างข้าไม่มีปัญหา แล้วก็อะไรอีก อ่อ ที่ถ่วงน้ำหนักเวลาฝึก แค่นี้ก่อนละกัน ชีต้าร์ข้าจะนั่งบ่มเพาะแล้วนะ”
เขาเขียนเสร็จก็บอกชีต้าร์
“ข้าก็เช่นกัน” เสียงชีต้าร์ตอบกลับมาเบาๆ
เช้าวันถัดมา
ซูคิมยืนรอฤทธาอยู่หน้าวงเวทเคลื่อนย้าย สักพักก็มีแสงสีฟ้าเกิดขึ้น แล้วฤทธาก็โผล่มา ยืนเอนไปมาแบบทรงตัวไม่อยู่ ฤทธาสะบัดหัวเพื่อปรับตัว
“ฤทธาๆ”
ซูคิมเรียกศิษย์รุ่นน้อง ฤทธาเดินเซๆ มาหาเขา ซูคิมหัวเราะกับท่าทางของฤทธา
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า เดี๋ยวก็ชิน ป่ะ ไปกินข้าวกันก่อน เติมพลังก่อน”
เขาเดินเข้าไปกอดคอฤทธาแล้วพาเดินไป
บรรยากาศในเมืองหลวง ผู้คนพลุกพล่าน ฤทธาสังเกตรอบๆ เมืองชั้นนอก มีอาคารมากมาย ร้านค้าขายจำนวนมาก ผู้คนแต่งกายหลากสีสัน
ระหว่างนั่งกินอาหาร ซูคิมถามฤทธาว่าอยากไปที่ไหน ฤทธาก็ส่งใบที่เขาจดให้ศิษย์พี่
“ร้านสมุนไพรของสำนักกับร้านขายอุปกรณ์ของหอการค้าสินะ ตกลง กินเสร็จแล้วก็ไปกันเลย”
พอถึงร้านโอสถฤทธาก็บอกตำรับยาเสร็จก็ไปนั่งรอ เขาสังเกตเห็นคนมาซื้อยาฟื้นฟูปราณ ยารักษาภายใน ยาทาภายนอก ยันต์ต่างๆ โดยเฉพาะยันต์ระเบิดเพลิงและยันต์สายฟ้าขั้นสอง
“ส่วนใหญ่จะเป็นพวกนายพราณกับพวกทหารน่ะ ช่วงวันหยุดพวกทหารก็จะรวมกลุ่มกันไปล่าสัตว์อสูรเอาของมาขาย มีพวกคนงานเหมืองบ้าง พ่อค้าบ้าง ทั้งวันแหละ” ศิษย์พี่ซูอธิบาย
“ยันต์นี่ขายดีนะ” ฤทธาเปรยขึ้นมา
“ใช่ โดยเฉพาะยันต์สายฟ้าขั้นสอง ยันต์ระเบิดเพลิงใช้วงกว้าง แต่ยันต์สายฟ้าขั้นสองนี่ล้มสัตว์อสูรขั้นสองได้เลยนะ ช่วงต้นเดือนยันต์ก็จะขาดตลาดละ” ซูคิมอธิบาย ฤทธาเริ่มเกิดความคิด
“น่าทำขายนะ” เขาบอกศิษย์พี่
“ศิษย์สำนักเราก็ทำเยอะ ราคาขายข้างนอกหรือขายแลกคะแนนก็เท่ากัน แต่เจ้าต้องสอบป้ายอักขระยันต์ขั้นสองให้ได้ก่อนนะ”
ขณะนั้นเองคนในร้านก็เรียกฤทธาไปรับของ ฤทธารู้ความคิดศิษย์พี่จึงรีบเอาแหวนมิติออกมาให้ดู ซูคิมก็พยักหน้าเข้าใจ
ขณะเดินไปร้านต่อไปฤทธาก็นึกขึ้นได้
“ข้าลืมเอาสมุนไพรให้เขาประเมินเลย” ฤทธาบ่น
“ประเมินของเดี๋ยวให้หอการค้าประเมินก็ได้ ได้มาตรฐานเหมือนกันไม่ต้องห่วง ยิ่งเจ้าเป็นศิษย์สำนักด้วยแล้ว ไม่ต้องกลัวเลย” ซูคิมปลอบศิษย์น้อง
“ข้าก็ว่าอยู่สมุนไพรห้าชุด สิบห้าอย่าง แค่เก้าร้อยหินวิญญาณเอง”
เขาบอก ฤทธาจำได้ว่าสมุนไพรบางตัวที่หมู่บ้านเขามีราคาสูงกว่านี้ คงเป็นเพราะ ที่นี่หาได้ไม่ยาก ฤทธาคาดเดา
“ถ้าแลกแต้มก็เก้าสิบแต้ม แหละ”
ศิษย์พี่ซูบอกอัตราแลกเปลี่ยนให้ฤทธารู้
พอถึงร้านขายอุปกรณ์หน่ายซีของสมาคมการค้า ก็มีคนออกมาต้อนรับ
“เชิญครับๆ ต้องการอะไรบอกได้เลยนะครับ”
หลงจู๊เดินมาต้อนรับด้วยตัวเอง
“ข้าอยากทราบราคาเตาหลอมยาระดับสามครับ”
ฤทธาบอกไปเพราะอยากรู้ราคาก่อนตัดสินใจ
ทุกคนในร้านตะลึง รวมทั้งศิษย์พี่ซูด้วย
“โอ้…ท่านเป็นแพทย์โอสถระดับสามหรือนี่ ดูยังเด็กอยู่เลย ข้าน้อยมีตาหามีแววไม่ ต้องประทานอภัย”
หลงจู๊รีบขออภัย
ฤทธายืนทำหน้างงๆ ศิษย์พี่ซูหัวเราะ
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า เขายังไม่ใช่แพทย์โอสถหรอกหลงจู๊ เขาเพิ่งอยู่ปีหนึ่ง ความหมายคือ อยากทราบราคา เผื่อจะซื้อไว้ใช้ แบบซื้อทีเดียวไม่ต้องเปลี่ยนบ่อยๆ น่ะ”
ซูคิมอธิบายกับหลงจู๊
“ใช่ครับ เป็นเช่นนั้น”
ฤทธายิ้มเขินๆ ถึงจะรู้ว่ายุคนี้จะนับถือคนที่ระดับยุทธไม่ใช่อายุ แต่ไม่คิดว่าจะถึงขั้นนี้
หลงจู๊ก็ให้เด็กรับใช้ของเขาไปยกมาสองใบ ระหว่างรอก็ถามความต้องการอีก
“อุปกรณ์ถ่วงน้ำหนักขากับแขนข้างละยี่สิบชั่ง พู่กันที่ไว้เขียนยันต์กับกระดาษยันต์สักสองร้อยใบครับ”
ฤทธาบอกรายการของที่ต้องการ
หลงจู๊รีบพาทั้งสองเข้าไปดูในร้าน
“เตาโอสถระดับสามขั้นกลางใบละหนึ่งร้อยหินวิญญาณกลาง ส่วนเตาโอสถระดับสามขั้นสูงก็ห้าร้อยหินวิญญาณกลางครับ เตาขั้นสูงนี่สามารถหลอมโอสถขั้นสี่ได้เลยนะครับ”
หลงจู๊อธิบาย
ฤทธาคิดว่าไหนๆ จะซื้อแล้วก็ซื้อของดีไปเลยทีเดียว ลงทุนกับมันแล้วค่อยเอามันไปหากำไรคืนทีหลัง
“ข้าเอาเตาขั้นสูงครับ” ฤทธาบอก
หลงจู๊ดีใจมากศิษย์สำนักเย่วจีไม่เคยทำให้ผิดหวังเลย เขาคิดในใจ
“ส่วนพู่กันวิญญาณไม่มีระดับ มีแต่ทั่วไป,ขั้นกลางและขั้นสูงครับ ขั้นสูงราคาสองร้อยหินวิญญาณกลาง ถ้าซื้อขั้นสูงจะแถมกระดาษยันต์ให้ห้าร้อยใบครับ”
หลงจู๊อธิบายแล้วคิดว่ายังไงฤทธาก็น่าจะซื้อขั้นสูง เขาเลยแถมของขวัญเพื่อผูกสัมพันธ์ไว้ก่อน
“เอาขั้นสูงครับ แล้วอุปกรณ์ถ่วงน้ำหนักล่ะครับราคาเท่าไหร่”
ฤทธาย้ำ เขากล้วหลงจู๊ลืม
“ชุดถ่วงน้ำหนักยี่สิบชั่ง สี่ชิ้นแปดร้อยหินวิญญาณครับ ทั้งหมดก็เจ็ดร้อยหินวิญญาณกลาง กับแปดร้อยหินวิญญาณต้นขอรับ”
หลงจู๊ลูบมือไปมาเตรียมรับทรัพย์
ฤทธาเอาหินวิญญาณออกมาจากแหวน จ่ายให้หลงจู๊ พร้อมเอาของที่ซื้อเก็บเข้าไปในแหวน
“ผมอยากประเมินสินค้าจะได้ไหมครับ”
ฤทธาถาม ซูคิมที่เดินดูของอยู่ได้ยินก็เริ่มสนใจ อยากรู้ฤทธาจะเอาอะไรมาประเมิน
“ได้แน่นอนครับลูกค้า ผมจะประเมินให้เองขอรับ” หลงจู๊ตอบ
ฤทธานำกล่องไม้ออกมาจากแหวน
“กล่องเก็บสมุนไพร แค่นี้ก็หนึ่งร้อยศิลาวิญญาณแล้ว”
หลงจู๊อุทานถึงเขาจะเคยเห็นมาก่อน แต่ก็ส่วนใหญ่มาจากแพทย์ยาระดับสูง ไม่คิดว่าจะมาจากศิษย์ปีหนึ่ง ต้องเป็นลูกหลานแพทย์โอสถแน่เลย เขาคิด พร้อมเปิดกล่องดูแล้วอ้าปากค้าง
“กลิ่นเลือดไค่หยง” ชีต้าร์อุทานอยู่ในกำไล
“หญ้าเลือดเซียนพันปี ราคาเปิดประมูลที่หนึ่งหมื่นศิลาวิญญาณ ลูกค้าเป็นลูกหลานแพทย์โอสถใช่มั้ยขอรับ รบกวนถาม”
เขาถามอย่างอดไม่ได้แม้รู้ว่าเสียมรรยาท
“ครับ แม่ข้าให้เอามาลองประเมินดูน่ะครับ”
ฤทธาตอบตรงๆ
“ข้าว่าแล้ว เรามีการประมูลทุกสิ้นเดือน เมื่อคืนก็ประมูลไป ถ้าคุณลูกค้าอยากประมูลหรืออยากเข้าชม ก็เอาป้ายนี่มาติดต่อข้าหรือใครก็ได้ในร้านนี้ เขาจะพาไป” หลงจู๊พูดพร้อมกับยื่นป้ายโลหะสีดำให้ฤทธา
ฤทธารับมาพร้อมกับขอบคุณ ทั้งสองเดินออกมาจากร้าน
“โฮ่ๆ เจ้านี่ก็รวยไม่เบาเลยนะ แถมยังได้ป้ายโรงประมูลระดับสูงมาด้วย มาเมื่อไหร่ชวนข้าด้วยนะ”
ซูคิมบอกฤทธา
“ได้สิศิษย์พี่” ฤทธาเดินยิ้มอย่างอารมณ์ดี
ณ.ร้านขายอุปกรณ์
“ท่านหลงจู๊ ทำไมท่านถึงให้ป้ายโรงประมูลระดับสูงกับเด็กคนนั้นครับ”
เด็กรับใช้คนสนิทถามอย่างสงสัย
“พ่อข้าสอนเสมอ ให้จำไว้ ถ้าเจอเมล็ดพันธุ์ที่ดี จงกล้าที่จะลงทุนกับมัน เจ้าคิดว่าเด็กอายุแค่นี้ ใช้จ่ายแบบนี้ แถมมีของที่เริ่มเปิดประมูลที่หนึ่งหมื่นศิลาวิญญาณ หนึ่งหมื่นศิลาวิญญาณเท่ากับหนึ่งแสนหินวิญญาณระดับกลางเลยนะ การประมูลอาจจบลงที่สองถึงหมื่นศิลาวิญญาณหรือมากกว่านั้นก็ได้ ข้าถูกใจกับท่าทางไม่ยินดียินร้ายของเด็กนั่นจริงๆ ข้าเชื่อว่าเขาคงเห็นของระดับนี้มาจนชินตาแล้ว”
หลงจู๊อธิบายอย่างภูมิใจในสายตาของตัวเอง
เด็กรับใช้ทึ่งในความช่างสังเกตของเจ้านาย
“ที่สำคัญ ของที่เขาซื้อคือสายปราณวิญญาณ แต่เขาก็ซื้อของฝึกฝนร่างกายไปด้วย นี่คือวิสัยทัศน์ของเด็กคนนั้น ฮ่า ฮ่า ข้าทำนายได้เลยว่า ถ้าเขามาที่โรงประมูลต้องมีเรื่องสนุกแน่ๆ”
หลงจู๊หัวเราะอย่างอารมณ์ดี
ในขณะที่ฤทธาเองคิดแต่เพียงว่า จะต้องกลับไปจดรายจ่าย แล้วหาทุนคืนในสักวัน ต้องสร้างกำไรจากของที่ซื้อมาให้ได้.
จบตอนที่6.