ตอนที่10.นักเชิดหุ่นขั้นต้น.
ในยุคแห่งสงครามเผ่าพันธุ์ มนุษย์ต้องรวมพลังต่อสู้กับเผ่าพันธุ์อื่นๆ นอกจากพวกทหารและจอมยุทธแล้ว การคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ก็พัฒนาควบคู่กันไป
สมาคมการค้าคือกลุ่มที่ประดิษฐ์สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อประโยชน์ในสงครามและชีวิตประจำวันของประชาชนทั่วไป ยุคนี้จึงเป็นยุคของการฝึกพลังและสิ่งประดิษฐ์
ณ.สำนักเย่วจีปัจจุบัน
ที่เรือนพัก ฤทธานั่งอ่านหนังสือหุ่นเชิดพื้นฐาน
การทำงานของหุ่นเชิดประเภทสัตว์อสูร ต้องมีหุ่นจำลอง ที่มีลักษณะใกล้เคียงกับสัตว์ประเภทนั้นๆ มีแกนพลังงานและแก่นสัตว์อสูร ควบคุมสั่งการโดยนักวิญญาณระดับสองปรมาจารย์วิญญาณขึ้นไป
จากภาพในหนังสือ สู่จินตนาการของฤทธา
เขานึกภาพหมาป่าเขี้ยวเงินที่เขาสู้ในห้องฝึกซ้อม แล้ววาดภาพมันขึ้นมาในหัว
ตัวมันเริ่มโปร่งแสง ข้างในเห็นแกนพลังงานและแก่นสัตว์อสูรในนั้น
ฤทธาจินตนาการเสร็จนั่งคิดต่อ
หลังฝึกซ้อมจบ มันกลายเป็นหุ่นไม้ที่มีรูปร่างคล้ายสุนัข มีข้อต่อต่างๆ แค่พอขยับได้มีอักขระรูนบนตัวไม้
กับอีกครั้งในห้องซ้อมเขาสู้กับเสือสามตาระดับสอง ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าหมาป่าเขี้ยวเงิน แต่พอซ้อมจบมันก็เป็นหุ่นไม้ตัวเท่าเดิม
“แสดงว่าสิ่งที่ทำให้แตกต่าง คือแก่นสัตว์อสูรสินะ”
ฤทธาปิดหนังสือลง เช้านี้เขามานั่งอ่านหุ่นเชิดเพิ่มเติม
สองเดือนผ่านไป
หลังจากศึกษาและฝึกบังคับหุ่นมาสองเดือน ก็ถึงวันที่จะไปสอบเอาป้ายอาชีพ
ที่หน้าบ้านพัก…
ฤทธาบังคับหุ่นกระดาษเดินไปเดินมารอเพื่อนอีกสองคน
ยอนมินกับเรโซ่ก็เดินมาหา ทั้งสามเดินไปพร้อมกัน
“พวกศิษย์พี่ยังไม่กลับมาอีก”
ฤทธาบ่นขณะกำลังเดินออกจากบ้านพักพร้อมยอนมินและเรโซ่
“พวกข้าก็ไปกับเจ้าแล้วนี่ไง”
เรโซ่กอดคอฤทธาพร้อมเดินไปด้วยกัน
“ข้าแค่อยากฟังเรื่องที่เขาไปเหมืองกับอาจารย์ ที่สำคัญตอนที่พี่ซูบอกเรื่องอาจารย์ข้ายังคิดว่าเป็นอาจารย์เกา ใครจะคิดว่าเป็นรองเจ้าสำนัก ข้านี่หน้าแหกเลยฮ่า ฮ่า” ฤทธาหัวเราะกับความเข้าใจผิดของตัวเอง
“ข้าก็เช่นกัน” ยอนมินบอก
“ข้าด้วย” เรโซ่เสริมแล้วทั้งสามก็เดินหัวเราะกันไป
อาคารผู้ควบคุมหุ่นเชิด
ทั้งสามเดินเข้าไปเห็นศิษย์พี่หลายคนกำลังฝึกอยู่
ฤทธาเดินไปที่จุดลงทะเบียน ส่งป้ายประจำตัวพร้อมบอก
“ข้ามาขอสอบเพื่อรับป้ายขั้นหนึ่งครับ”
ผู้ลงทะเบียนรับป้ายพร้อมจดชื่อไว้
“ถ้าสอบผ่านแล้วมาขึ้นทะเบียนที่นี่อีกทีนะ เอาป้ายอาชีพมาด้วย จะสลักชื่อให้ ไปหาอาจารย์คนนั้น”
เขาชี้มือที่อาจารย์ที่กำลังซ่อมหุ่นอยู่ตรงด้านใน
ฤทธาเดินไปคำนับ ขณะที่เรโซ่และยอนมินนั่งรออยู่แถวจุดลงทะเบียน
ฤทธาตัดสินใจเลือกนักเชิดหุ่นเป็นอีกอาชีพที่สองของเขา ซึ่งต้องผ่านการสอบบังคับหุ่นเชิดให้ได้ โดยรูปแบบการสอบคือ ใช้พลังปราณวิญญาณเขียนสัญลักษณ์ประทับในหุ่นกระดาษ กระดาษยันต์ที่ถูกตัดเป็นรูปคน
บังคับให้หุ่นกระดาษเดินไปหยิบป้ายนักเชิดหุ่นระดับหนึ่ง ซึ่งมีน้ำหนักราวหนึ่งชั่ง แล้วเดินกลับมาหาผู้สอบ ระยะทางไปกลับสิบเมตร ใช้พลังปราณวิญญาณค่อนข้างสูงในการบังคับหุ่น และต้องระวังไม่ให้กระดาษขาด
อาจารย์ส่งหุ่นกระดาษให้ฤทธา แล้วเอาป้ายอาชีพไปวาง
“เจ้าเข้าใจ การสอบแล้วใช่หรือไม่?” เขาถามย้ำ
“เข้าใจแล้วครับอาจารย์” ฤทธาตอบอย่างมั่นใจ
“งั้นเริ่มได้” อาจารย์คุมสอบยืนกอดอกดู
ใต้เท้าฤทธามีแสงปราณวิญญาณที่ใต้เท้าสว่างวาบขึ้นมาแล้วหายไป
ฤทธาใช้นิ้ววาดอักขระบนยันต์
วางหุ่นกระดาษที่พื้นแล้วถอยหลังมาก้าวหนึ่ง
พอเขาชี้นิ้วไปที่หุ่น
หุ่นก็ลุกขึ้นยืนแล้วหันซ้ายหันขวาแล้วเดินไปข้างหน้า
พอเดินไปถึงจุดที่ป้ายวางอยู่ ก็ก้มไปยกป้ายแล้วเดินกลับมาหาฤทธา
ในขณะศิษย์ที่มาดูหลายคนก็เริ่มพูดกันว่า
“ลื่นไหลมาก ไม่สะดุดเลย แล้วท่าทางเขาก็ดูสบายๆ ไม่หนักอะไร”
พอหุ่นเดินมาถึงฤทธาก็แบมือซ้ายออกมา หุ่นก็เอาป้ายวางไว้บนมือของเขา
“ดีมาก ผ่านฉลุย”
อาจารย์พูดเสียงดังพร้อมเดินมาหา
“เหมือนเจ้าเคยมาฟังข้าสอนสองครั้งใช่มั้ย” เขาถามเพราะจำได้
“ใช่ครับอาจารย์ เป็นประโยชน์กับข้ามากเลยครับ”
ฤทธาตอบอย่างนอบน้อม
“ดีๆ ดูมีพลังวิญญาณสูงดี สมกับอันดับหนึ่ง ไปลงทะเบียนแล้วจะแลกอะไรก็บอกเขา คราวหน้าหุ่นไม้นะ แต่เจ้าคงรู้แล้วล่ะสิ” เขาตบบ่าฤทธาเบาๆ
ฤทธาประคองมือคำนับแล้วเดินไปที่จุดลงทะเบียน พร้อมกับส่งสัญญาณบอกเพื่อนๆ
ฤทธาลงทะเบียนแล้วเอาคะแนนแลกหุ่นไม้มาด้วย
“หายเหนื่อยเลยใช่มั้ยที่เจ้าฝึกหนักมาตลอดเดือน”
เรโซ่ถาม
ฤทธายิ้มพร้อมยกป้ายอาชีพขึ้นมาดู ทั้งสามเดินคุยกันไป
ยอนมินแยกตัวไปโรงโอสถ ฤทธากับเรโซ่ไปที่หอค่ายกลวิญญาณ
ช่วงเย็นฤทธากลับมาที่พักพบว่ายังไม่มีใครกลับมา เขาจึงเรียกชีต้าร์ออกมาคุยด้วย
“ชีต้าร์ๆ เจ้าว่างอยู่หรือไม่” ฤทธายกกำไลขึ้นมาพูดด้วย
ชีต้าร์ก็ออกมาจากกำไลท่าทีเซื่องซึม
“เจ้ามีธุระอันใดหรือ” ชีต้าร์ถาม พลางกระโดดขึ้นไปนั่บนเตียง
ฤทธานำแหวนที่หัวหน้าโรงประมูลให้ออกมาแล้วยื่นให้ชีต้าร์
“ข้าหาโอกาสจะให้เจ้าอยู่ แต่เห็นเจ้าเอาแต่บ่มเพาะอยู่ในนั้น เลยไม่มีโอกาสให้
“ข้ากำลังต่อสู้กับเรื่องราวในอดีตอยู่ ข้ายังก้าวข้ามมันไปไม่ได้”
ชีต้าร์บอกกับฤทธาพร้อมกับรับแหวนมา
“เรื่องราวมันเป็นยังไงหรือ พอจะเล่าให้ข้าฟังได้หรือไม่”
ฤทธาถามอย่างสนใจ
“เผื่อมันจะดีขึ้น พ่อข้าเคยบอกว่า”
ฤทธามองหาอุปกรณ์เสริม เขาเอาผ้ามาโพกหัว แล้วเอาเสื้อมาคาดเอว พยายามแต่งกายเลียนแบบพ่อตัวเอง แล้วพูดเสียงเข้มๆ
“เมื่อเจ้าเศร้าหรือหม่นหมองก็หาคนคุย หาคนระบายมันออกมา อย่าเก็บเรื่องเหล่านั้นไว้นาน ให้คิดว่ามันเหมือนการถอนหายใจ หรือการผายลมออกมา เมื่อถึงเวลาก็ต้องปล่อยมันออกมาอยู่ดี …ปู้ดดดด”
ฤทธาทำท่ากอดอก พร้อมทำเสียงตดออกมา เขาหวังว่าจะช่วยให้ชีต้าร์อารมณ์ดีขึ้น
“ฮ่า ฮ่า เป็นคำสอนที่ดี พ่อเจ้าคงผ่านเรื่องราวมามากมาย จิตใจถึงได้เข้มแข็งเพียงนี้” เขายังคงเสียงอ่อยๆ
“ข้ากับเพื่อนได้เจ้านายข้าช่วยไว้ เราหนีการตามล่าของพวกปีศาจ ไปแอบกันบนเรือสินค้าในหีบเสื้อผ้า แล้วเรือก็โดนพายุจนเรือแตกอับปาง นายข้าเพิ่งตั้งตนเป็นโจรสลัดหนุ่มได้ช่วยพวกเราไว้ พวกเราผจญภัยด้วยกันจนสัญญาจิตวิญญาณกัน นายข้าเป็นอมนุษย์ ลูกครึ่งมนุษย์กับปีศาจ เราปล้นหมดทั้งฝั่งมนุษย์และปีศาจ เรามีเกาะของพวกเราที่อยู่กันอย่างสันติ ระหว่างปีศาจ อมุษย์และมนุษย์ นายข้าสร้างค่ายกลมากมายเพื่อซ่อนที่นั่น พวกเราไปช่วยมนุษย์ทำสงครามต่อต้านอสูรและพวกปีศาจ หลังจากนั้นก็ถูกสี่อสูรตามล่า พวกมันอยากได้ตัวเพื่อนข้า พวกเรากำจัดไปได้สองตน แต่ก็บาดเจ็บกันทั่วหน้า ข้ากับนายข้าช่วยให้เพื่อนข้าหลบนี้ไปได้ นายข้าผนึกข้าไว้เพื่อซ่อนตัวจากพวกมัน สั่งให้ข้าเก็บกำไลไว้ให้ดี เขามีค่ายกลเคลื่อนย้ายมาในกำไลได้ จากนั้นก็ผ่านไปห้าร้อยปีแล้ว” ชีต้าร์เล่าไปก็นึกถึงอดีตไปด้วย
“เขาอาจจะรอดหรือหนีได้ก็ได้นะ” ฤทธาให้ความหวัง
“ไม่หรอก เขาตายแล้ว ทันทีที่ข้ารู้สึกตัวก็รู้ว่าสัญญาวิญญาณหายไปแล้ว เออ..ข้ามีเรื่องนึงอยากจะถาม เจ้าได้หญ้าเลือดเซียนมาได้ยังไง”
ชีต้าร์อยากถามเรื่องนี้มานานแล้ว
“มันอยู่บนเขา แถวบ้านข้าน่ะ ข้าเล็งต้นนี้มานานแล้ว ข้ารอให้ถึงวันเกิดแม่ข้า วันนั้นข้าจะไปเก็บแต่พลัดตก ได้พบกับปู่ไค่หยงเป็นภูตไพรน่ะ เขาเก็บให้ข้า”
ฤทธาเล่าถึงเหตุการณ์วันนั้น
“ไค่หยง เจ้าเจอไค่หยงด้วยหรือ เขายังอยู่ดีหรือไม่” ชีต้าร์ลุกจากเตียงลงมาถามอย่างตื่นเต้น
“อย่าบอกว่าเพื่อนเจ้าก็คือปู่ไค่หยง”
ฤทธาเริ่มเดาบางอย่างได้ เพราะตอนนั้นไค่หยงก็บอกเขาเรื่องหลบหนีศัตรู
“ใช่ ไค่หยงเป็นภูตพรายที่มีอายุมานานเป็นพันปีแล้ว” ชีต้าร์รีบอธิบาย
“เขาหลบซ่อนแล้วยังรักษาอาการบาดเจ็บอยู่” ฤทธาบอก
“อืม..ปลอดภัยก็ดี ปลอดภัยก็ดีแล้ว” ชีต้าร์เช็ดน้ำตา
“มีคนกำลังมา ข้าหลบก่อนนะ”
ชีต้าร์ก็เข้าไปในกำไล
ฤทธาก็นั่งคิด “โลกกลมจริงๆ” เขาเปรยออกมา
จิมมี่ก็เดินเข้ามาในบ้าน ฤทธาเดินออกจากเตียงไปหา
“กลับมาแล้วเหรอศิษย์พี่ มีเรื่องอะไรสนุกๆ มาเล่าให้ข้าฟังมั่ง” เขาถามอย่างอยากรู้
“ข้ากับซูต้องกลับมาเตรียมเรื่องเลือกสัตว์พาหนะอาทิตย์หน้าน่ะ ที่นั่นไม่มีอะไรสนุกหรอก”
จิมมี่บอกแบบเซ็งๆ สักพักซูคิมก็เดินเข้ามา
“เป็นไงบ้างฤทธา คงได้ป้ายอาชีพมาแล้วสิ”
ซูคิมเก็บของพร้อมกับถามฤทธา
“แน่นอนสิศิษย์พี่” ฤทธาหยิบป้ายออกมาโชว์
จิมมี่เดินเข้ามากอดไหล่ฤทธา “ทีนี้ทีมเราก็มีนักเชิดหุ่นแล้ว” เขาตบบ่าฤทธาเบาๆ
“ข้าขอไปอาบน้ำก่อนละกัน” จิมมี่บอกพร้อมเดินถอดเสื้อออกไปทางโรงอาบน้ำ
“ข้าก็ขอตัวไปนั่งบ่มเพาะสักหน่อย วันนี้ยังไม่ได้ทำเลย มันเหมือนขาดอะไรไป”
ฤทธาบอกกับศิษย์พี่ซู
ซูคิมก็พยักหน้า “ไปเถอะข้าก็อยากพักสักครู่”
อย่างไรก็ตาม ฤทธาพบว่าหลังจากปลุกธาตุสายฟ้าได้ พลังปราณยุทธ์และปราณวิญญาณของเขาก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก นั่นทำให้เขามั่นใจว่าเขาจะผ่านการสอบครั้งนี้ได้แน่นอน!
เนื่องจากอีกสองเดือนข้างหน้าจะมีการสอบเลื่อนระดับครั้งที่สอง ของปีที่หนึ่ง
ซึ่งมีเงื่อนไขที่เข้มงวดขึ้น ได้แก่ ต้องมีระดับพลังปราณยุทธ์อย่างน้อย ระดับทะลวงชีพจร ทะลวงชีพจรสำเร็จอย่างน้อยสิบเส้นชีพจร ต้องมีพลังปราณมากกว่าสองเท่าของครั้งที่แล้ว ต้องมีป้ายอาชีพขั้นต้นอย่างน้อยหนึ่งอาชีพ