ตอนที่ 2: วันปลุกพลัง
ณ.หมู่บ้านไถ้กั๋ว บรรยากาศช่วงเย็น เห็นบางบ้านกำลังรดน้ำแปลงผัก นายพรานบางคนกำลังแบกสัตว์ที่ล่ามาได้ ชาวประมงได้ปลากลับมาบ้าน บรรยากาศหมู่บ้านเล็กๆ ที่สงบสุข
สีหน้าตกใจของเจ้าหนูฤทธา
“ท่ะ…ท่านคือ?…”
ในโพรงเห็นภูตตนหนึ่งลอยอยู่ ภูตนั้นมีรูปร่างคล้ายมนุษย์แต่ร่างกายโปร่งใสสีแดง มีขนาดเท่านกพิราบและมีปีก4ปีกคล้ายแมลงปอ
“ข้าคือภูตไพร” ภูตตนนั้นกล่าวกับเด็กน้อย
“ภูตไพร…ข้าไม่เคยเห็นในหนังสือเลย สิ่งมีชีวิตประเภทภูตหรือขอรับ ข้ารู้จักแค่ มนุษย์ สัตว์ ปีศาจ สัตว์อสูรและสัตว์วิญญาณ สงสัยข้ายังอ่านไม่มากพอ”
เขาบ่นพึมพำพร้อมทั้งท่าทางหงุดหงิดในความรู้อันน้อยนิดของตัวเอง
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า เจ้าหนูเจ้าเพิ่งอายุแค่นี้เอง เจ้ารู้เยอะไม่เบานี่”
ภูตไค่หยงหัวเราะชอบใจในความไร้เดียงสาของฤทธา
ฤทธาสังเกต ไม่เห็นท่าทีมุ่งร้ายหรือคุกคาม
“ไม่ได้มาร้ายสินะ” เขานึกในใจ จึงถามต่อไป
“ท่านมีเวทมนตร์ มีพลังยุทธ์หรือพลังวิญญาณมั้ยขอรับ แล้วท่านดุร้ายหรือไม่ คงไม่สิเมื่อกี้ท่านหัวเราะแบบอารมณ์ดี แล้วข้าควรเรียกท่านอย่างไรดีขอรับ”
ฤทธาถามอย่างสงสัย เขามีคำถามอีกมากมายในหัว แต่ห้ามตัวเองไว้ก่อน
“เจ้านี่ช่างซักจริงๆนะ ข้าชื่อไค่หยง ตามศักดิ์แบบมนุษย์ เจ้าเรียกข้าท่านปู่ไค่ก็ได้”
ไค่หยงตอบเด็กน้อยด้วยรู้สึกถูกชะตา
“ครับท่านปู่ไค่ ข้าไม่แน่ใจว่าควรถามหรือไม่ แต่ข้าคงห้ามใจไม่ถามไม่ได้ ทำไมท่านถึงมาหลบอยู่ที่นี่หรือขอรับท่านปู่”
คำเรียกท่านปู่แต่ไม่ตามด้วยชื่อ ทำให้ภูตตนนั้นรู้สึกผูกพันขึ้นมาอีกระดับ
“ข้าบาดเจ็บ ต้องหาที่พักรักษาตัว และหลบซ่อนจากศัตรูที่ตามล่า จึงได้มาหลบอยู่ที่นี่”
ภูตกล่าวพลางบินต่ำลงมานั่งบนรากไม้ในโพรง
“ใกล้ค่ำแล้ว เจ้าไม่ต้องกลับบ้านของเจ้าหรือเด็กน้อย?” เขาถามฤทธา
“โอ้..!แย่แล้วข้าจะทำยังไงดี”
ฤทธานึกขึ้นได้กับปัญหาของตัวเองในตอนนี้
“ข้าช่วยเจ้าได้ เจ้าจะช่วยข้า เป็นการตอบแทนหรือไม่?” ภูตตนนั้นถามฤทธา
“ข้าช่วยท่านได้ด้วยหรือขอรับ เอ้ยท่านช่วยข้าได้หรือขอรับ อืม..ก็ทั้งสองอย่างนั้นแหละนะ”
เขาทวนคำถามและเริ่มงงกับตัวเอง
“ฮ่า ฮ่า ได้สิ ข้าช่วยเจ้าขึ้นไปได้เจ้าแค่เก็บเรื่องเจอข้าเป็นความลับห้ามบอกใครเด็ดขาด ไม่ว่าพ่อหรือแม่ แล้วข้าจะถือว่าเราได้เป็นคนรู้จักกันแล้ว เจ้าคิดว่าไง?”
“ได้ขอรับท่านปู่ ไม่มีปัญหา ข้าสัญญาครับว่าจะไม่บอกใครเด็ดขาด แต่ข้ามีข้อแม้ว่า ข้าจะขอมาหาท่านอีกได้หรือไม่ขอรับ?”
ฤทธาถามด้วยสีหน้ามีความหวัง
“ได้สิ แต่แค่สัปดาห์ละครั้งในช่วงเวลาแบบนี้ เพราะข้ายังต้องประคองอาการบาดเจ็บของข้า”
ไค่หยงบอกกับฤทธาแล้วปล่อยละอองแสงสีแดงลอยออกไปนอกโพรง
ที่ริมหน้าผา เห็นมีลากไม้โผล่มาเป็นขั้นบันได ที่สามารถใช้ปีนขึ้นลงได้ แล้วต้นหญ้าเลือดเซียนก็ลอยมาหยุดอยู่ตรงหน้าฤทธา
ฤทธาที่นั่งอยู่หน้าโพรงมองเห็นทุกอย่างด้วยความตื่นตาตื่นใจ เขาเอาผ้ามาห่อต้นหญ้าเลือดเซียนแล้วเอาเก็บไว้ในย่ามเล็กๆ ของเขา
“ขอบคุณครับท่านปู่”
ฤทธากล่าวขอบคุณด้วยสีหน้าดีใจ แม้อยากจะถามอีกมากมายแต่เวลาไม่อำนวยเขาแล้วตอนนี้
“รีบไปเถอะ” ไค่หยงบอกเด็กน้อย
“ข้าชื่อฤทธานะครับท่านปู่ แล้วข้าจะมาหาอีกนะครับ” ขณะฤทธากำลังจะลุกเขาก็สังเกตเห็นแสงสีแดงตรงข้อเท้าข้างที่เป็นแผลฟกช้ำ จากนั้นรอยฟกช้ำก็หายไป พร้อมกับอาการบาดเจ็บ
ฤทธามองไปที่ไค่หยง พร้อมประคองหมัดก้มหัวขอบคุณอีกครั้ง…
หลังจากนั้นทุกอาทิตย์ ฤทธาจะแวะมาหาและพูดคุยกับไค่หยงเรื่อยมา กระทั่งสามปีผ่านไป
จนมาถึงวันปลุกพลัง…
ที่หัวเรือของเรือลำหนึ่ง เห็นชายคนหนึ่งยืนเอามือไพล่หลังมองไปยังท้องฟ้าข้างหน้า เรือแล่นได้นิ่งมากเหมือนจอดอยู่เฉยๆ ทั้งๆ ที่เห็นสิ่งต่างๆ รอบข้างผ่านไปอย่างรวดเร็ว เรือลำนั้นไม่ได้แล่นบนผิวน้ำ แต่ลอยอยู่บนท้องฟ้า…
เรือเหาะขนาดใหญ่ลอยนิ่งเหนือฟากฟ้า โครงสร้างไม้แกะสลักละเอียดงดงาม ผสานพลังวิญญาณที่เคลือบไว้ทุกอณู อาจารย์เกายืนอยู่ที่หัวเรือ สายตาจับจ้องไปยังเส้นขอบฟ้าอย่างสงบนิ่ง
"ทำไมปีนี้ถึงต้องมาถึงที่นี่ด้วยครับ ท่านอาจารย์? ผ่านมาหลายหมู่บ้านแล้ว ไม่เห็นเจอเด็กที่ฝึกได้สักคน"
ผู้ดูแลเรือ ชายวัยกลางคนชื่อ อาจ้าน เอ่ยถาม
อาจารย์เกาพยักหน้าเบาๆ
"เป็นคำสั่งจากท่านเจ้าสำนัก ข้าเองก็ยังไม่แน่ใจ ท่านเพียงบอกว่า...ลองไปดูที่สุดขอบทะเลใต้ นี่ก็หมู่บ้านสุดท้ายแล้ว ไม่เจอก็กลับ"
ณ.ลานกิจกรรมของหมู่บ้าน ช่วงเช้าของวันปลุกพลัง ท้องฟ้าเหนือหมู่บ้านสว่างไสวด้วยแสงแดดอ่อนๆ ที่ลอดผ่านกลุ่มเมฆสีขาวมากระทบยอดไม้ ทำให้เห็นเงาบนพื้น
ชาวบ้านต่างเตรียมตัวมารวมตัวกันที่ลานกลางหมู่บ้าน
ฤทธายืนอยู่หน้าเวทีแท่นปลุกพลัง โดยมีพ่อ แม่ และลุงหม่าอยู่ข้างๆ คอยให้กำลังใจ
คำพูดของแม่ ที่แฝงไปด้วยความอบอุ่น ทำให้หัวใจของเด็กหนุ่มเต้นแรงขึ้น
"ไม่ว่าผลจะเป็นเช่นไร เจ้าก็เป็นลูกชายที่พวกเราภูมิใจที่สุด" เมิ่งเหยาบอกลูกชาย
ที่หมู่บ้านเล็กๆ เด็กทั้งสิบแปดคนถูกเรียกมารวมตัวที่ลานกลางหมู่บ้าน
ทันใดนั้นมีเงาขนาดใหญ่ ค่อยๆ เคลื่อนมาช้าๆ จนมาถึงกลางลานที่เตรียมทำพิธีปลุกพลัง ทุกคนเงยหน้าขึ้นมองบนท้องฟ้าอย่างพร้อมเพรียง
แล้วทุกคนก็ตะลึงกับสิ่งที่เห็น ใต้ท้องเรือขนาดใหญ่มีแสงสีฟ้าวูบวาบ มีชายวัยกลางคนคนหนึ่งเหาะลงมาที่กลางเวที
ผู้ใหญ่บ้านออกมาต้อนรับด้วยท่าทางอ่อนน้อม เสร็จแล้วก็หันมาประกาศ
“เอาล่ะเด็กๆ ทุกคน เตรียมตัวให้พร้อม ปีนี้เป็นปีแรกของหมู่บ้านเรา ที่มีสำนักเย่วจีมาร่วมทำพิธี”
หัวหน้าหมู่บ้านพูดเสร็จเขาก็ผายมือเชิญอาจารย์เกา
อาจารย์เกาปล่อยผลึกคริสตัลเรืองแสงให้ลอยอยู่เหนือศีรษะเด็กๆ รัศมีแสงส่องลงมาเป็นเส้นบาง ๆ แสงสีทองทอดลงบนตัวเด็กๆ แต่มีเพียงฤทธาเท่านั้นที่เกิดแสงสว่างเล็กน้อยรอบตัว
"เจ้าขึ้นมาบนเวที"
อาจารย์เกาเรียก ฤทธา ฤทธาก้าวขึ้นไปบนเวทีด้วยอาการประหม่า
“วางมือลงบนลูกแก้ว” อาจารย์บอกเด็กน้อย
ลูกแก้วขนาดใหญ่ถูกวางไว้ตรงหน้า ฤทธาวางฝ่ามือลงบนผิวแก้ว แสงสว่างพลันพุ่งออกมาจากลูกแก้ว
รอบตัวฤทธาเริ่มมีแสงออกมา ดอกบัวเรืองแสงห้าสีผุดขึ้นกลางอากาศ หมุนรอบตัวเขาก่อนจะหายไป
เหลือไว้เพียงสัญลักษณ์ธาตุแสงสีทองเหนือศีรษะแล้วหายไป ทันใดนั้นเองก็มีวงแหวนอักขระสีทองปรากฏขึ้นใต้เท้า หมุนอยู่พักนึงก็หายไป
ทุกคนในหมู่บ้านตะลึงกับสิ่งที่เห็น อาจารย์เกามีสีหน้าตกใจเพียงชั่วครู่ ก็เปลี่ยนเป็นปรกติ
“ปราณยุทธ์คู่และอัตลักษณ์ดอกบัวงั้นรึ” เขาคิดในใจ แล้วเดินไปหาฤทธา
“ดีมาก เจ้าอยากเข้าสำนักเย่วจีหรือไม่เจ้าหนู”
อาจารย์เกาเดินมาแตะที่บ่าของฤทธา
“อยากขอรับ” ฤทธาตอบอย่างตื่นเต้น
“งั้นไปเตรียมตัว พรุ่งนี้เช้าข้าจะไปรับ”
เขายิ้มให้เด็กน้อยพร้อมเอามือลูบเคราอย่างพอใจ
หลังจากนั้นเด็กที่เหลือก็ถูกเรียกมาปลุกพลัง บางคนก็มีปราณยุทธ์เป็นธาตุต่างๆ บางคนมีปราณวิญญาณ แต่ลูกแก้วปลุกพลังนั้นมีแสงขึ้นมาเพียงเล็กน้อย ไม่มีใครผ่านเกณฑ์
ย้อนกลับไปขณะที่อัตลักษณ์วิญญาณยุทธ์ของฤทธาปรากฏขึ้นมา ก่อนที่มันจะหายไป ได้มีละอองสีทองฟุ้งกระจายออกมา มีละอองเล็กๆ สองอัน ลอยไปตามลม อันนึงไปกระทบกับรูปปั้นเทพีแห่งท้องทะเลบนหัวเรือเหาะที่จอดอยู่ใกล้ๆ จนทำให้วิญญาณตนหนึ่งลืมตาตื่นขึ้นมา
“กลิ่นอายของนายท่าน!! ไม่สิ แค่เหมือน”
เสียงของวิญญาณที่เพิ่งตื่นขึ้น
อีกละอองหนึ่งได้ลอยไปจนถึงถ้ำของไค่หยง
“เจ้าหนูนั่น มีอัตลักษณ์วิญญาณยุทธ์ คล้ายนายท่านหรือนี่ หรือว่าจะเป็นโชคชะตา” เขาหลับตานั่งสมาธิต่อ
พิธีในช่วงสายก็จบลง ทุกคนต่างแยกย้ายกลับบ้าน ไม่มีบ้านไหนไม่พูดถึงเรื่องในวันนี้
ในยุคนี้นั้นเด็กที่ถูกเลือกโดยสำนักใหญ่ ทุกคนรู้ว่าเด็กพวกนั้นคือความหวัง เด็กที่ไม่ถูกเลือก หากว่าอยากฝึกยุทธ์ก็ไปขอเข้าสำนักย่อยตามเมืองต่างๆ ได้เด็กที่ฉลาดชอบอ่านเขียน แต่มีพลังยุทธ์ไม่มาก สามารถไปเข้าสมาคมหอการค้าได้ หรือไปโรงเรียนเตรียมทหารก็มี
ช่วงบ่าย ฤทธาไปร่ำลาลุงหม่าและชาวบ้านคนอื่นๆ
ลุงหม่ายิ้มให้พลางลูบหัวเขา
"ข้าภูมิใจในตัวเจ้านัก ฤทธา จำไว้ว่าความพยายามไม่เคยทรยศใครอย่าใช้แต่พลังปราณจงฝึกร่างกายคู่กันไปด้วย"
ฤทธาเข้ามากอดและขอบคุณลุงหม่า
ก่อนพระอาทิตย์ตก ฤทธาแวะไปหาไค่หยง
"เจ้าทำได้ดีมาก"
ไค่หยงส่งยิ้มอ่อนโยน
“มิน่าข้าถึงรู้สึกคุ้นเคยกับเจ้าเด็กนี่ บัวแห่งการหยั่งรู้งั้นรึ” ไค่หยงกำลังคิดในใจเพลินๆ
“ท่านปู่ๆ ท่านเหม่ออะไรหรือ ข้าบอกว่าพรุ่งนี้เช้าต้องไปแล้ว คงไม่ได้เอาผลไม้มาฝากท่านอีกแล้ว”
ฤทธากล่าวเสียงอ่อย
” ฮ่า ฮ่า เด็กน้อย ข้าไม่ต้องกินอะไรเป็นร้อยปีก็ได้ เจ้าจะมาทำหน้าเสียดายอะไร ตั้งใจไปฝึกฝนเถอะ นั่นเป็นสิ่งที่เจ้าอยากเป็น ข้าก็อยู่ที่นี่แหละไม่ได้ไปไหน”
ไค่หยงพยายามเก็บความรู้สึก ไม่อยากให้เด็กน้อยเป็นกังวล พลางยื่นใบไม้สีทองให้ฤทธา
"นี่เป็นของที่ข้าอยากให้เจ้า เก็บมันไว้ให้ดี คิดซะว่าเป็นของที่ระลึกแทนตัวข้า"
ฤทธารับมาด้วยความสงสัย
“มันคืออะไรรึท่านปู่ สวยดีนะ” เขาพิจารณาอย่างตั้งใจ
“ใบไม้แห่งภูตน่ะ สามารถช่วยสัตว์วิญญาณที่กำลังใกล้ตายได้ เจ้าต้องเก็บไว้ให้ดีๆ อย่าให้ใครเห็น ข้าได้ผนึกกลิ่นอายของมันไว้แล้ว” เขากำชับฤทธา
“ดูก็รู้ว่าคงมีค่ามากข้าจะเก็บซ่อนอย่างดีขอรับ”
คืนนั้น ที่โต๊ะกินข้าว ฤทธาร่ำลาพ่อแม่ท่ามกลางความเงียบสงัด พ่อส่งสร้อยที่มีแหวนห้อยอยู่ให้เขาโดยไม่อธิบายอะไรมากนัก
"พ่อ...นี่มันอะไรเหรอครับ?"
ฤทธารับแหวนมาแล้วสวมไว้ที่คอ
"มันคือแหวนมิติไว้เก็บของ รอเจ้าถึงก่อเกิดปราณขั้นสามก็ใช้ได้ แม่เจ้ากับพ่อเตรียมของจำเป็นไว้ให้ ก่อนหน้านั้นเจ้าก็เก็บรักษามันไว้ให้ดี..." เจิ้งเทียนกำชับลูกชาย
“แม่เก็บของใส่ย่ามไว้ให้เจ้าหมดแล้ว ไม่ต้องกังวลอะไร ไปทำสิ่งที่ลูกอยากทำให้เต็มที่ อย่าลืมสิ่งที่พ่อกับแม่สอนเจ้าก็พอ”
เมิ่งเหยาพยายามสะกดกั้นอารมณ์
“ผมรู้ครับว่าพ่อกับแม่ต้องเป็นห่วงแน่นอน ผมจะเขียนจดหมายมาบ่อยๆ นะครับ”
ฤทธาพยายามให้กำลังใจพ่อและแม่…
ค่ำคืนนั้น หลังจากที่หนูน้อยฤทธาหลับไปแล้ว
เจิ้งเทียนกับเมิ่งเหยานั่งอยู่หน้าบ้าน ต่างคนต่างมองดาวบนฟ้าโดยไม่พูดอะไรกัน
“ถึงจะทำใจไว้บ้างแล้ว ข้าก็ยังรู้สึกไม่พร้อมให้เขาจากไปอยู่ดี” เมิ่งเหยากล่าวพร้อมกับถอนหายใจ
“เจ้าก็เห็นแววตาคู่นั้นแล้วนี่ แววตาที่เต็มไปด้วยความสุข ความดีใจและตื่นเต้นที่จะได้ทำตามความฝันของเขา”
เจิ้งเทียนหันไปกล่าวกับภรรยา
เมิ่งเหยาที่กำลังมองบนท้องฟ้ากล่าวพร้อมเอนศีรษะไปอิงไหล่สามี
“ชีวิตคนเรามันสั้นนัก ข้าก็อยากเห็นเขาได้ทำตามความฝันของเขา พอเห็นเขามีความสุขขนาดนั้น ใจข้าก็พลอยเป็นสุขไปด้วย”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า..ข้าก็เช่นกัน ข้ารู้สึกตั้งแต่อุ้มเขาครั้งแรกแล้วว่า ลูกเรามีอะไรพิเศษบางอย่าง แต่ที่ข้าไม่คาดฝัน คือเจ้าหนูของเราจะได้เข้าสำนักเย่วจีด้วยนี่แหละ ข้าก็วางใจไปเปลาะหนึ่ง” เจิ้งเทียนโอบไหล่ภรรยา พร้อมตบเบาๆ ให้กำลังใจ
“นึกถึงคำพูดของนักบวช ที่ตั้งชื่อให้ฤทธา ตอนที่เราเดินทางมาที่นี่ ท่านว่าชื่อนี้หมายถึงการประสบความสำเร็จ” เมิ่งเหยาที่ยังคงเหม่อมองท้องฟ้าพูดกับสามี
เจิ้งเทียนพยักหน้าพร้อมมองขึ้นไปบนท้องฟ้าเช่นกัน
เช้าวันรุ่งขึ้น
หน้าบ้านฤทธาเต็มไปด้วยผู้คนที่มาส่งเขา เป็นครั้งแรกที่คนในหมู่บ้านนี้จะได้ไปสำนักใหญ่
ไม่นานเรือเหาะก็ลอยมาจอด อาจารย์เกาเหาะลงมาอย่างนุ่มนวล ผู้ใหญ่บ้านเดินเข้ามาต้อนรับ
อาจารย์เกาเดินมาหาฤทธากับครอบครัว
“ท่านทั้งสองไม่ต้องเป็นห่วง สำนักเรามีสวัสดิการและทรัพยากรณ์มากมายที่รอสนับสนุนเขา และเขาจะปลอดภัยที่นั่น” อาจารย์เกากล่าวกับผู้ปกครองทั้งสอง
“ฝากท่านอาจารย์ช่วยอบรมเขาด้วยแล้วกันค่ะ ข้ากลัวเขาจะทำอะไรไม่ถูกกาลเทศะ เมื่ออยู่ที่นั่น” ผู้เป็นแม่ฝากฝังอาจารย์ด้วยความเป็นห่วง
“ไม่ต้องเป็นห่วงครับ ข้าต้องทำเช่นนั้นอยู่แล้ว”
อาจารย์เกากล่าวพร้อมกับหันไปทางฤทธา
“ป่ะ พร้อมหรือยังเจ้า…” เขาพยายามนึกชื่อ “ริ…ริ อะไรสักอย่าง”
“ฤทธาครับเขาชื่อฤทธา” เจิ้งเทียนบอกอาจารย์เกา
หนูน้อยฤทธาก้าวออกมา
“พร้อมครับ”
เสียงฤทธากังวานสดใส พร้อมโผเข้ากอดแม่และพ่อ ที่ยืนน้ำตาซึมอยู่
“ท่านพ่อ ท่านแม่ลูกไปก่อนนะ ไม่ต้องห่วงข้า ข้าจะส่งข่าวมาบ่อยๆ” ทั้งสามกอดกันสักพัก
จากบนเรือเหาะเหมือนมีสายตาจากรูปปั้นเทพีคู่หนึ่งมองดูอยู่
หลังจากนั้นอาจารย์เกา ก็พาฤทธาเหาะขึ้นเรือไป พร้อมเสียงโห่ร้องยินดีของคนในหมู่บ้าน
ฤทธายืนโบกมือจากบนเรือที่ค่อยๆ ลอยห่างออกไป
เสียงในรูปปั้นดังขึ้นมา “กลิ่นบัว” ……..
บนเรือหลังจากลอยห่างหมู่บ้านมาแล้ว ฤทธาก็หลั่งน้ำตาออกมา
“ท่านพ่อ ท่านแม่ และทุกคน ข้าจะเข้มแข็งและจะเติบโตอย่างดี ไม่ต้องเป็นห่วง” หนูน้อยคิดในใจขณะมองภาพหมู่บ้านที่กำลังลับตาไป
“เจ้าอดทนเก่งไม่เบานะ ไม่อยากให้พวกเขาเห็นน้ำตาล่ะสิ” เสียงอาจารย์เกาเดินเข้ามา ตบไหล่เจ้าหนูเบาๆ พร้อมพาไปยืนดูพระอาทิตย์กำลังตกดินที่หัวเรือ.