ตอนที่3.ความอัศจรรย์ของพลังยุทธ์

2159 Words
ตอนที่ 3: ความอัศจรรย์ของพลังยุทธ์ สองพันสิบปีผ่านไป หลังวันโลกาวินาศ ภูมิทัศน์บนโลกเปลี่ยนไปอย่างมากมาย พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นทะเล บนเรือเหาะที่กำลังแล่นด้วยความเร็ว อาจารย์เกาพาฤทธาเดินเข้ามาในห้องพักบนเรือเหาะ โดยฤทธายังถือสัมภาระของตนอยู่ "เอาของวางไว้ แล้วมานั่งตรงนี้" อาจารย์เกาบอกพร้อมชี้ไปที่เบาะที่พื้นห้อง “ก่อนเข้ามาข้ารู้สึกว่าเรือแล่นเร็วมาก แต่เรือนิ่งมาก และห้องนี้ดูจากด้านนอกก็ไม่ได้กว้างขนาดนี้” ฤทธาสังเกตรอบๆ ตัว ฤทธาวางของเรียบร้อยก่อนจะเดินมานั่งตรงหน้าอาจารย์เกา เขาสังเกตภายในห้อง มันกว้างกว่าที่เห็นจากข้างนอกมาก แถมยังมีประตูอีกหลายห้อง อาจารย์เกาจับข้อมือของเขาแล้วเริ่มตรวจสอบชีพจรด้วยสัมผัสปราณ "ข้าชื่อเกาสง ทุกคนเรียกข้าว่าอาจารย์เกา เจ้าชื่อฤทธาสินะ อืม...ร่างกายแข็งแรงดี เตรียมตัวมาดีทีเดียว" อาจารย์เกาเผยรอยยิ้มขณะตรวจดูพลังในร่างกายของเด็กหนุ่ม ก่อนจะถามอย่างใคร่รู้ "ไหนเล่าให้ข้าฟังซิ เจ้าเตรียมตัวมายังไงบ้าง?" ฤทธาตอบด้วยความภาคภูมิใจ แววตาเป็นประกาย "ครับอาจารย์ ข้าอ่านตำราสมุนไพรพื้นฐาน หนังสือความรู้ทั่วไปเรื่องพลังปราณ หนังสือแนะนำสัตว์อสูรเบื้องต้น รวมถึงนิยายจอมยุทธ์อีกยี่สิบกว่าเล่ม แล้วก็ฝึกฝนร่างกายให้แข็งแรงครับ" เด็กหนุ่มทำท่าเบ่งกล้ามโชว์เล่นๆ จนอาจารย์เกาหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ "โฮ่!...เจ้าเป็นนักอ่านตัวจริง ฮ่า ฮ่า ฮ่า บนตัวเจ้ามีกลิ่นสมุนไพร คงผ่านการแช่สมุนไพรมาด้วย ดีมากๆ" ฤทธายิ้มบาง ๆ ก่อนจะเล่าเสริมด้วยน้ำเสียงที่เจือความเสียดาย "ในหมู่บ้านไม่มีหนังสือมากนัก รอเรือสินค้ามาทีหนึ่งก็สามเดือน และส่วนใหญ่ไม่ได้มีหนังสือที่ข้าต้องการอ่านด้วยซ้ำ..." อาจารย์เกาพยักหน้าอย่างเข้าใจ ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นใจ "ไม่ต้องห่วง ที่สำนักเย่วจีมีห้องสมุดที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง เจ้าอ่านจนตาแฉะได้เลย เอาล่ะ มาเข้าเรื่องดีกว่า หลังจากที่เจ้าปลุกพลังแล้ว จุดตันเถียนของเจ้าจะเริ่มดูดซับพลังได้โดยธรรมชาติ" อาจารย์เกาจับไหล่ของฤทธาเบาๆ แล้วจับให้เด็กน้อยหมุนตัวหันหลังให้เขา "เจ้าเป็นผู้มีปราณคู่ คือมีทั้งปราณยุทธ์และปราณวิญญาณ ซึ่งหาได้ยากมาก การฝึกก็จะยากขึ้น แต่ผลลัพธ์ก็ยิ่งใหญ่นัก หลับตาลง ข้าจะช่วยส่งพลังให้เจ้าได้สัมผัสพลังปราณเป็นครั้งแรก" ฤทธาหลับตาลง อาจารย์เกาวางฝ่ามือขวาบนหลังของเขา ความอบอุ่นแผ่ซ่านเข้าสู่ร่างกายของเด็กหนุ่มทีละน้อย จนสัมผัสได้ถึงพลังงานอ่อนๆ ไหลเวียนไปทั่วร่าง "เจ้ารู้สึกได้หรือยัง?" อาจารย์เกาถาม ฤทธาลืมตาด้วยแววตาเป็นประกาย "รู้สึกได้ครับ มันเหมือนมีอะไรบางอย่างไหลเวียนในตัวข้า แล้วก็...สบายอย่างบอกไม่ถูก" "ดีมาก" อาจารย์เกาพยักหน้าอย่างพอใจ "ทีนี้ลองหลับตาใหม่ ตั้งสมาธิและรับรู้ถึงพลังรอบๆ ตัวเจ้า เพ่งจิตไปที่แกนกลางลำตัว ตรงนั้นเรียกว่าจุดตันเถียน แล้วพยายามดึงพลังรอบตัวเข้ามาเก็บไว้ในตันเถียนของเจ้า ในห้องนี้มีค่ายกลช่วยเสริมพลัง เจ้าจะรู้สึกถึงมันได้ไม่ยาก ลองทำดู ข้าจะดูอยู่ห่างๆ" ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม ฤทธามีความรู้สึกถึงพลังที่อัดแน่นในร่างกายระเบิดออก พร้อมกับความรู้สึกถึงความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้น ประสาทสัมผัสและการรับรู้ต่างๆ ก็เพิ่มตาม เขาลืมตาขึ้นมาด้วยความรู้สึกอัศจรรย์ พร้อมละอองพลังปราณค่อยจางหายไป หลังจากบรรลุ “ไม่เลวๆ ถือว่าเร็วมากในการบรรลุก่อเกิดปราณขั้นหนึ่ง” อาจารย์เกาที่นั่งทำสมาธิอยู่ลืมตาขึ้นมา “ตอนนี้ถ้าเปรียบให้เจ้าเข้าใจง่ายเรื่องพลังปราณ สมมติว่าก่อนนี้เจ้าเป็นถ้วยชา ที่เริ่มรู้จักดูดซับพลังปราณ จนมาอัดแน่นและระเบิดออกกลายเป็นถ้วยใส่ขนมหวาน คือหลังจากนี้ภาชนะที่คือตัวเจ้า จะสามารถดูดซับและกักเก็บพลังปราณได้มากกว่าเมื่อก่อน” อาจารย์เกาพยายามอธิบายให้หนูน้อยฟัง “อ๋อ…เข้าใจแล้ว ถ้าข้าบรรลุอีกขั้น ข้าก็จะมีพลังมากขึ้น กักเก็บพลังได้มากขึ้น ใช่มั้ยขอรับ” ฤทธาเริ่มเข้าใจการบรรลุแต่ละขั้น “ใช่…แต่มันก็ยากขึ้นตามลำดับ และการบ่มเพาะนั้นจะต่างไปอีกแบบ ข้าจะเปรียบเจ้าเป็นดั่งต้นไม้ เมื่อก่อนเจ้าเป็นต้นผักชีที่มีรากลงดินราวข้อนิ้วก้อย มีต้นสูงราวหนึ่งฝ่ามือมั่นคงแข็งแรง แต่ตอนนี้เจ้าบรรลุหนึ่งขั้น ทำให้ลำต้นเจ้าสูงเป็นต้นพริก แต่รากเจ้ายังเท่าเดิม นั่นหมายความว่าอะไร?” เขาถามศิษย์ เพื่อทดสอบความเข้าใจ “รากฐานผมไม่แข็งแรงใช่มั้ยครับ” ฤทธาตอบด้วยความมั่นใจ “ถูกต้อง การบ่มเพาะคือการทำร่างกายและจิตใจให้แข็งแกร่ง ไม่ว่าเจ้าจะฝึกศาสตร์การต่อสู้ใด รากฐานก็คือร่างกาย ส่วนการจะให้จิตใจแข็งแกร่ง ก็ต้องผ่านการต่อสู้ ผ่านเรื่องราวต่างๆ จะให้จิตวิญญาณเติบโตรากฐานก็คือความรู้ ความเข้าใจในชีวิต เมื่อรากฐานทั้งหมดของเจ้าพร้อม เจ้าก็จะเติบโตอย่างมั่นคงและแข็งแรง” “ศิษย์เข้าใจแล้วครับ ขอบคุณอาจารย์ที่ชี้แนะ คำสอนครั้งนี้สำคัญมาก ข้าจะจำให้ขึ้นใจครับ” ฤทธารู้สึกว่าคำสอนของอาจารย์เกา ทำให้เขารู้ถึงแผนการฝึกปัจจุบันไปถึงอนาคตเลยทีเดียว “เอาล่ะ เจ้าเอาของไปเก็บที่มุมนั้นแล้วออกมากินข้าวกัน” เขาชี้ไปที่มุมห้องที่มีที่นอนกับหมอนพับเตรียมไว้แล้ว … ย้อนไปตอนฤทธาบรรลุขั้นแรก มีละอองเล็กๆ ลอยออกจากตัวเขาไปตามลม จนมาถึงรูปปั้นที่หัวเรือ ในความมืด ดวงตาของวิญญาณที่ถูกปลุก ลืมตาขึ้นอีกครั้ง เห็นดวงตาสีเหลือง ตาดำเป็นแนวตั้ง “เจ้าหนู ที่มีกลิ่นเหมือนนายท่าน พลังของข้าเริ่มกลับมาเพราะเขาอย่างนั้นรึ?” เช้าวันรุ่งขึ้น... เช้าวันที่สอง ขณะเรือแล่นแบบเอื่อยๆ ไม่ได้เร่งความเร็ว เพื่อทยอยเปลี่ยนหินวิญญาณ เติมพลังงานใหม่เข้าไป อาจารย์เกาลุกขึ้นมาแต่เช้าตรู่ เขามองหาฤทธาแต่ไม่พบ จึงออกไปด้านนอกเรือ "เจ้าฤทธาอยู่ไหนรึ?" เขาถามอาจ้านผู้ดูแลบนเรือ ผู้ดูแลตอบด้วยเสียงขำขันเล็กน้อย "เขาอยู่ท้ายเรือครับท่านอาจารย์ แต่...อาจารย์ต้องไปดูเองถึงจะเข้าใจขอรับ" อาจารย์เกาเดินไปที่ท้ายเรือเหาะแล้วต้องตะลึง ฤทธาผูกเชือกไว้ที่เอวแล้วปล่อยตัวลอยตามแรงลม ขาแขนกางออกเหมือนกำลังบินอยู่ในอากาศ "เจ้าทำอะไรอยู่?" อาจารย์เกาตะโกนถามด้วยความงุนงงปนขำ ฤทธายิ้มกว้างแล้วตะโกนตอบว่า “ข้าอยากรู้ว่าตอนบินเป็นยังไงน่ะครับ!" อาจารย์เกาให้ฤทธาขึ้นมาแล้วให้เรือเตรียมเดินทางต่อตามกำหนดการ เขาให้ฤทธาอ่านและท่องกฎสำนักให้ขึ้นใจ “รู้สึกว่าตั้งแต่ปลุกพลังมา การจดจำจากการอ่านของข้าดีขึ้นมาก อ่านแค่รอบเดียวก็จำได้หมดเลย” ฤทธาสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงหลังเพิ่มระดับขั้น “อาจารย์ครับ ที่สำนักน่าจะมีศิษย์เยอะ คงจะแบ่งเป็นห้องๆ ผมต้องเรียนร่วมกับเพื่อนๆ ใช่มั้ยขอรับ” ฤทธาเริ่มอยากรู้ “ไม่หรอก…เด็กอย่างพวกเจ้า ถ้าจับมานั่งเรียนนั่งสอน พวกเจ้าคงไม่สนใจ แต่ถ้าพวกเจ้าสนใจเรื่องอะไรสักเรื่องพวกเจ้าจะค้นคว้า ขวนขวายเองจนได้รู้ และช่วงนั้นพวกเจ้าจะสนุก สำนักเลยให้พวกเจ้าหาความสนใจของตัวเองได้อย่างอิสระ พอพวกเจ้าเจอสิ่งที่สนใจ จะวิ่งไปถามรุ่นพี่ ถามอาจารย์ หาหนังสือ หาข้อมูลเองนั่นแหละ” อาจารย์เกาอธิบาย บ่ายวันเดียวกัน... หลังอาหารกลางวัน ฤทธาได้เลือกตำราทักษะการต่อสู้เบื้องต้น และเริ่มฝึกวิชาหมัดมวยพื้นฐาน อาจารย์เกาจัดหาหุ่นฝึกให้ลองใช้พลังปราณควบคู่กับการโจมตีปกติ "ลองใช้พลังปราณรวมไว้ที่มือ แล้วชกไปที่หุ่น" อาจารย์เกาสั่ง ฤทธาตั้งสมาธิ ดึงพลังปราณมารวมไว้ที่หมัดขวา ก่อนจะปล่อยหมัดไปเต็มแรง หุ่นฝึกที่เดิมแทบไม่สะเทือนจากการชกปกติ กลับถูกแรงปราณผลักจนถอยไปครึ่งก้าว "เจ้าเห็นความแตกต่างหรือไม่?" อาจารย์เกายิ้มอย่างพอใจ "พลังปราณสามารถเสริมพละกำลังได้อย่างมาก หากฝึกควบคุมได้ดี จะสามารถต่อสู้กับคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งกว่าตัวเองได้" ฤทธาตอบด้วยความตื่นเต้น “ใช่ พลังปราณมีสองแบบ จุดตันเถียนคือที่เก็บพลัง ที่เจ้าใช้เมื่อสักครู่คือปราณยุทธ์ อีกปราณคือปราณวิญญาณ ปราณวิญญาณคือการใช้ปราณร่วมกับพลังธรรมชาติ เรียกสั้นๆ ว่าพลังเวท” อาจารย์จับมือฤทธามาหงาย แล้วใช้พลังทำให้เกิดรอยบาดเล็กๆ จนมีเลือดซึมออกมาเล็กน้อย ฤทธาสะดุ้งนิดหน่อย “ตั้งสมาธิ เพ่งสมาธิที่ธาตุแสงในตัวเจ้า แล้วรวมแสงไว้ที่แผล” อาจารย์เกาแนะ ฤทธาหลับตาแล้วทำตาม สักพักก็ลืมตามองไปที่แผล มีแสงสีทองที่แผล แผลเริ่มสมานจนปิดสนิท “ผมพอเข้าใจบ้างแล้วครับอาจารย์” ฤทธามองเกาสงด้วยรอยยิ้ม “ตอนนี้ให้เจ้าเลือกฝึกต่อสู้พื้นฐานอย่างหนึ่งไปก่อน” วันนั้นทั้งวันฤทธาก็ฝึกอยู่กับหุ่นซ้อม ช่วงพักเขาก็จะเดินสำรวจเรือ และสนใจการทำงานของมัน เขาพูดคุยซักถามกับคนบนเรือในสื่งที่สงสัย ตอนค่ำก็มานั่งรวมพลังปราณและเข้านอน วันที่สาม... เช้าวันที่สาม ด้วยร่างกายที่ฝึกฝนมาอย่างดี ฤทธานั่งบ่มเพาะพลังที่โถงฝึกจนบรรลุระดับก่อเกิดปราณขั้นสอง มีคลื่นละอองพลังระเบิดออกจากร่างกาย ฤทธารู้สึกประหลาดใจ เขาลืมตาขึ้นพบว่าอาจารย์เกายืนดูอยู่ “เจ้ารู้สึกเช่นไร ตอนทะลวงขั้น” อาจารย์เกาถามหนูน้อย “ข้ารู้สึกเหมือน พละกำลังและประสาทสัมผัสของข้าเพิ่มขึ้นครับ” ฤทธาบรรยายความรู้สึก “ดีมาก ตอนนี้ลองสำรวจร่างกายดูว่าเป็นอย่างไร” อาจารย์เกาบอกกับฤทธา ฤทธาลองรวมพลังลมปราณไว้ที่มือ แล้วตอบอาจารย์ “ข้ารู้สึกว่า ข้ามีพลังกายและพลังปราณมากกว่าเมื่อวานครับ” อาจารย์เกาเดินไปที่หุ่นฝึกพร้อมกล่าวว่า “อืม... หลังจากนี้เจ้าจงฝึกร่างกายและรวบรวมลมปราณเหมือนที่ทำมาไปก่อน เกี่ยวกับการฝึกปราณยุทธ์คู่ ยังไม่ต้องไปสนใจ ก่อนการสอบครั้งแรกอย่าเพิ่งฝึกอย่างอื่น แล้วข้าจะคอยแนะนำ” อาจารย์เกากำชับฤทธา ขณะนั้นเองเรือเหาะมีการสั่นไหว อาจ้านเดินเข้ามา “มีฝูงแร้งปีกเขียว ที่ยอดเขาข้างหน้าครับอาจารย์” อาจ้านรายงาน ทั้งสามเดินออกไปที่หัวเรือ ฝูงแร้งสี่ตัวกำลังโจมตีเรือ ข้างหน้ามีฝูงแร้งอีกหลายสิบตัว ฤทธามองดูด้วยความตื่นเต้น ฝูงแร้งโจมตีแต่ติดเกาะป้องกัน แม้กระนั้นก็ทำให้เรือสั่นสะเทือนเล็กน้อย ขณะฤทธากำลังมองอยู่นั้น เขารู้สึกใจหายวูบ เหมือนกำลังตกเหว หลังคอเขาขนลุกตั้ง เขารู้สึกถึงอันตราย มีลมวูบหนึ่งผ่านตัวเขาไป คลื่นพลังนั้นแผ่กระจายออกไปเป็นวงกว้าง ทำให้ฝูงแร้งร้องเสียงดัง แล้วบินแตกกระจายกันเป็นวงกว้าง ถอยห่างออกไปจากเรือ “เจ้ารู้สึกเช่นไร” เกาสงถามฤทธา “ชั่วครู่หนึ่ง ผมรู้สึกถึงอันตรายอย่างมาก” ฤทธาอธิบาย “ดีมาก ที่เจ้ารู้สึกนั่นเรียกว่าจิตสัมผัส สิ่งที่ข้าปล่อยออกไปคือจิตสังหาร ถือว่าเจ้ามีจิตสัมผัสที่ดีมากในขั้นยุทธ์แค่นี้ เจ้าดูลูกเรือบางคนยังไม่รู้สึกอะไรเลย” อาจารย์เกาบอกพร้อมบ่ายหน้าให้ฤทธาดูลูกเรือ ฤทธาสังเกต เป็นอย่างที่อาจารย์เกากล่าว ขณะที่ฝูงแร้งกลับรู้สึกกลัว แล้วบินหนีไป เวลาผ่านไปไม่นาน เรือเหาะถึงสำนักเย่วจีพอดี เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่าง เขาเห็นภูเขาสูงตระหง่าน ท้องฟ้ากว้างใหญ่ และอาคารที่สร้างอยู่บนเขาเหมือนลอยอยู่กลางอากาศ "นี่แหละ สำนักเย่วจี เรามาทันเวลาพอดี" อาจารย์เกาพูดด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ ฤทธามองออกไปด้วยดวงตาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและมุ่งมั่น "ท่านพ่อท่านแม่ ข้ามาถึงแล้ว พวกท่านไม่ต้องห่วงข้านะ" ฤทธารำพึงในใจ จบตอน.
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD