มาร์ตินตามคาเรนออกมาจากผับก่อนจะขับรถตามไปเรื่อย ๆ แต่ก็ต้องตกใจและแปลกใจที่อยู่ ๆ ก็เห็นว่าคาเรนจอดรถแถวสะพานพระราม 9 แล้วอยู่ ๆ เธอก็ลงรถแล้วตรงไปที่สะพาน
“เห้ย ๆ ยัยบ้านั่นทำอะไรอย่าบอกนะว่าแค่นี้ถึงกับจะฆ่าตัวตาย” มาร์ตินรีบลงจากรถแล้วรีบวิ่งไปหาคาเรนที่ตอนนี้กำลังชะโงกหน้าหรือทั้งตัวก็ไม่รู้ไปที่สะพาน เมื่อวิ่งมาถึงมาร์ตินก็คว้าตัวของคาเรนมากอดเอาไว้แน่น
“อร๊ายยยปล่อยนะแกเป็นใครไอ้โรคจิต !! ”
คาเรนร้องเสียงดังลั่นทั้งดิ้นทั้งกระทืบเท้า ทำเอาทั้งสองเสียหลักล้มไปนอนกองกับพื้นโดยที่ตัวของคาเรนทับตัวของมาร์ตินอยู่ สองคนมองหน้ากัน และเป็นคาเรนที่ตกใจเป็นอย่างมาก
“นี่คุณอีกแล้วเหรอ ? ” คาเรนถามด้วยความแปลกใจ มาร์ตินยักคิ้วให้กับคาเรน
“ใช่ !! ผมเอง ไม่คิดว่าเราจะมาเจอกันอีกครั้งนะบุพเพสันนิวาสหรือเปล่าเนี่ย” มาร์ตินถามและมองหน้าคาเรนที่ตอนนี้ใบหน้าหวานนั้นกลายเป็นสีชมพูระเรื่อ
“ปล่อยฉันได้แล้วค่ะ และลุกออกไปจากตัวฉันสักทีจะทับนอนแบบนี้อีกนานเท่าไหร่คะ”
“นอนทับ ? ผมนอนทับคุณอย่างนั้นเหรอ ? ”
“ใช่คุณกำลังลวนลามฉัน และกำลังฉวยโอกาสเป็นอย่างมากเลยรู้ไหม ลุกเสียที”
“หึ..หลงตัวเองชะมัดดูดี ๆ ก่อนสิคุณ ผมว่าคุณต่างหากที่ล่วงเกินผม” คราวนี้มาร์ตินตอบและกางแขนทั้งสองข้างออกทำเอาคาเรนค่อย ๆ สำรวจตัวเองอย่างช้า ๆ ยิ่งได้เห็นว่ากลายเป็นตัวเองที่นอนทับตัวมาร์ตินนั้นยิ่งตกใจก่อนจะรีบดีดตัวเอง และลุกออกมาจากตัวเขา
มาร์ตินลุกขึ้นมาแล้วปัดเสื้อผ้าเบา ๆ
“เจอคุณทีไรมีแต่ปัญหา ชีวิตคุณมีเรื่องราวอะไรรันทัดมากมายขนาดนั้นถึงต้องคิดจะฆ่าตัวตาย ไม่ห่วงพ่อแม่พี่น้องบ้างเลยเหรอ ? “
“เดี๋ยวนะฆ่าตัวตาย ? ฉันนะเหรอฆ่าตัวตายบ้านไปกันใหญ่แล้ว ”
“ไม่ฆ่าตัวตายแล้วมาชะโงกหน้าที่สะพานทำไม เมื่อกี้มองก็รู้ว่าจะฆ่าตัวตาย”
“ไม่ใช่นะไปกันใหญ่แล้ว ฆ่าตัวตายอะไรกันฉันแค่เวียนหัวเพราะเมื่อกี้ตอนอยู่ในผับกลิ่นบุหรี่มันแรง ฉันแค่อยากจะอ้วกเท่านั้นเอง”
“อ้วก !! ?? ”
“อืมใช่ฉันแพ้ควันบุหรี่ มันคอยจะอ้วกทุกทีที่ได้กลิ่น แล้วว่าแต่นายเอ้ยคุณทำไมมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ”
“อ่อพอดีมีงานด่วนแล้วเห็นเธอเอ้ยไมใช่สิเห็นว่ามีคนจะกระโดดน้ำเลยรีบจอดรถลงมาช่วย ก็ไม่คิดเลยว่าจะเป็นเธอ ”
“อ่อ ยังไงก็ขอบคุณก็แล้วกันนะคะที่มีน้ำใจต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ถ้ายังไงซะฉันขอตัวกลับก่อนนะคะ ขอบคุณอีกครั้งนะคะที่มีน้ำใจ แต่จะว่าไปวันนี้เราเจอกันสองครั้งแล้วนะคะ แต่ละครั้งที่เจอกันก็ไม่ค่อยจะดีสักเท่าไหร่เลยนะคะ ขอให้ครั้งหน้าถ้าเจอกันขอให้เป็นวันที่ดีนะคะ”
ว่าแล้วคาเรนก็รีบเดินปรีไปที่รถของเธอและขับออกไปในทันที มาร์ตินถึงกับยืนนิ่งอึ้งเพราะผู้หญิงคนนี้มีอะไรให้น่าค้นหาอีกตั้งเยอะ แต่ทำไมวันนี้กับวันนั้นมันต่างกันมากขนาดนี้ กำลังคิดอยู่เพลิน ๆ เสียงโทรศัพท์ก็ดังอีกครั้งหนึ่ง มาร์ตินมองหน้าจอและกดรับสาย
“ครับ ๆ ครับ พรุ่งนี้จะเข้าไปครับดึกแล้วแม่นอนพักผ่อนเถอะนะครับยังไงซะคืนนี้คงกลับไม่ทัน คงค้างที่คอนโดเหมือนเดินนั่นแหละครับ”
เช้าวันต่อมา
มาร์ตินมาที่บ้านของเขาเองตามที่พ่อกับแม่นัดไว้แต่เช้าเพราะเห็นว่าเพื่อนจะมาทานอาหารที่บ้าน และอยากคุยเรื่องการเปิดคลินิกของเพื่อนแม่ นั่นเลยทำให้เขาต้องเข้าไปด้วยเพราะการเปิดคลินิกนั้นหากสนิทกันนั่นหมายความว่าเขาอาจจะทำเงินในการนำเข้ายาและเครื่องมือต่าง ๆ ได้อีกด้วย นี่แหละที่เขาเข้ามาเพื่อเงินเท่านั้น
“อะไรวะเหมือนหาเงินอย่างหนักเพื่อไประบายกับอีกคน” เขาบ่นพึมพำก่อนจะเข้าไปในบ้าน เมื่อเข้าไปถึงนั้นทุกคนต่างก็พร้อมกันที่บนโต๊ะอาหารกลางบ้านแล้ว
“เข้ามานั่งข้าง ๆ น้องสิลูก เดี๋ยวแม่จะแนะนำให้ลูกรู้จักกับเพื่อนแม่ และลูกสาวเพื่อนแม่นะ”
มาร์ตินเดินไปนั่งข้าง ๆ ตามที่แม่ของเขาแนะนำก่อนยกมือไหว้ผู้ใหญ่ทั้งสองคนตามมารยาท
“นี่ลุงไพบูลย์ และป้าสุพรรณี เพื่อนแม่ ส่วนนี่หนูนานาลูกสาวของทั้งสองน้องเพิ่งจบจากนอกอยากจะมาเปิดคลินิกรู้จักกันเอาไว้สิลูก”
“สวัสดีครับผมมาร์ตินครับ ” ชายหนุ่มทักทายตามมารยาท
“สวัสดีค่ะพี่มาร์ติน นานาฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ”
“ผมว่ากินข้าวกันดีกว่าไหมครับ ส่วนเรื่องงานค่อยคุยกันหลังกินข้าวเสร็จแล้วน่าจะดีกว่านะครับ”
“ไม่ต้องรีบร้อนหรอกลูกวันนี้แม่จองตัวลูกครึ่งวันเพราะต้องไปทำธุระเป็นเพื่อนแม่อีกที่หนึ่งด้วย”
หลังจากทานข้าวเสร็จแล้วนั้นทุกคนก็มานั่งคุยกันถึงเรื่องงานเรื่องคลินิกต่าง ๆ
“ระหว่างที่คลินิกของนานายังไม่เสร็จเห็นว่าพี่มาร์ตินเองก็มีคลินิกจะว่าอะไรไหมคะ ถ้านานาอยากจะขอไปเยี่ยมที่คลินิกบ้าง อยากไปดูการทำงานเพื่อเป็นไกด์ได้ไหมคะจะรบกวนหรือเปล่า ? ”
“ถ้าถามว่ารบกวนไหม ก็ไม่นะครับแต่มันก็ไม่ใช่สถานที่เดินเล่น อีกอย่างมันก็ไม่มีอะไรให้น่าดู”
“งั้นถ้านานาอยากไปตรวจ ฟัน !! ละคะจะได้ไหมช่วงนี้รู้สึกว่าปวดฟันบ่อย ๆ ค่ะ ได้ไหมคะ”
“น้องนานาครับถ้าปวดฟันก่อนอื่นต้องรักษาให้มันหายปวดโดยการรักษาสุขภาพฟัน หมั่นแปลงฟันให้สะอาดบ้านปากด้วยน้ำยาบ้วนปากด้วยนะครับหายเมื่อไหร่ก็ค่อยไปตรวจ เพราะตอนที่ปวดไปตรวจหมอก็ทำอะไรไม่ได้หรอกครับข้อนี้น่าจะรู้ดี ต่อให้ไม่ได้เรียนมาก็น่าจะรู้นะครับ” มาร์ตินฟาดไปหนึ่งกรุบกับความวุ่นวายที่จะมาถึงตัวเอง เขาจำเป็นต้องรีบตัดไฟเสียแต่ต้นลม
“มาร์ติน !! ” เป็นเสียงแม่ที่ทำให้เขาสงบลงอีกครั้ง
“จริงสิได้ข่าวว่าหนูนานายังไม่มีแฟนเหรอลูกไม่น่าเชื่อนะว่าสวยขนาดนี้ไม่มีแฟน ป้าจะบอกว่าพี่เขาก็โสดเหมือนกันป้าว่าเราสองคนน่าจะลองศึกษานิสัยใจคอกันดูบ้างนะเผื่อว่ามันมีอะไรที่เข้ากันได้”
“คุณป้าพูดอะไรออกมาค่ะเนี่ยหนูเขินไปหมดแล้วเนี่ยอย่างนี้จะกล้ามองหน้าพี่มาร์ตินยังไงกันละคะ”
“พี่ว่าน้องนานาไม่ต้องเขินหรอกครับแม่พี่อาจจะยังไม่รู้ว่าพี่มีคนรักแล้วครับ เราคบกันมาห้าปีแล้วแค่ยังไม่ได้เปิดตัวกันเฉย ๆ ”
“อะไรนะมีคนรักแล้ว และคบกันมาห้าปี !!”