“อะไรนะมีคนรักแล้ว และคบกันมาห้าปี !!”
ทุกคนต่างก็ตกใจในคำตอบของมาร์ตินเป็นอย่างมากเพราะไม่คิดว่าเขาจะตอบออกมาแบบนี้ โดยเฉพาะแม่ของเขาที่แทบจะเป็นลมล้มทั้งยืน ก่อนจะรีบลุกขึ้นแล้วดึงลูกชายให้ตามมา ก่อนจะหันมาหาเพื่อนของเธอและนานา
“รอแปบนะคะ พอดีนึกได้ว่ามีเรื่องสำคัญ มานี่เลยพ่อตัวดี” แม่พูดและดึงมาร์ตินให้เดินตามแม่ออกไป และทันทีที่อยู่ในที่ลับตาคนแล้วนั้น ไม่รอช้าคนเป็นแม่ก็หยิกไปที่สีข้างของพ่อลูกชายตัวดีในทันที
“โอ๊ยย..แม่ครับผมเจ็บนะมาหยิกผมทำไมเนี่ย” มาร์ตินร้องออกมาเบา ๆ พร้อมกับเอามือมาลูบสีข้างของเขาที่แม่เพิ่งจะหยิกไปเมื่อก่อนหน้านี้นี่เอง
“ลูกพูดมาได้ไงว่ามีแฟนคบกันมาห้าปี เอาอะไรมาพูดถ้ามีแล้วทำไมแม่ไม่รู้”
“ก็ผมยังไม่อยากเปิดเผยนี่นาแม่ อีกอย่าแม่ดูสิยัยเด็กนานาอะไรนั่นดูท่าทางจะขี้อ่อยสุดฤทธิ์เลยก็ว่าได้นะครับแม่ คนอะไรจะไปเดินเล่นที่คลินิกมันมีที่ไหนกัน อีกอย่างนะผมไม่ชอบยัยนี่ ดูไม่น่าค้นหา”
“ไม่รู้แหละแม่บอกไว้ก่อนเลยนะว่าถ้าไม่พามาแนะนำให้แม่รู้จักล่ะก็ หนูนานาคือตัวเก็งเต็งหนึ่งของว่าที่คู่หมั้นของลูก แล้วเที่ยงนี้ลูกก็ต้องไปกับแม่”
“ไปไหนอีกครับแม่ แม่จะไม่ให้ผมได้พักบ้างเลยเหรอครับ เอาไว้ถึงเวลาผมจะพาแฟนผมมาให้แม่รู้จักครับ”
“ไปบ้านคุณลัดดา”
“หืม ไปทำไมครับไปทวงหนี้เหรอครับ”
“ก็มีส่วน แต่แม่ก็คิดถึงหนูคาเรนเห็นว่าวันนี้จะมาทานข้าวกับพ่อแม่ที่บ้านแม่อยากให้ลูกไปเจอกับน้องอีกครั้งเห็นว่าตั้งแต่ตอนนั้นยังไม่เจอหน้ากันเลยไม่ใช่เหรอ บางทีหากเห็นหน้ากันก็อาจจะเปลี่ยนใจได้”
“อ้าวไหนแม่บอกว่ายัยนานาอะไรนี่เป็นตัวเต็งไงแล้วทำไมยังเผื่อเลือก”
“ก็แม่อยากได้หนูคาเรนนี่ลูก แต่ถ้าไม่ได้ก็เอาตัวสำรองไว้ก่อนคนเรามันต้องมีตัวเลือกไม่ใช่เหรอ”
“แต่ผมไม่ต้องการตัวเลือกผมต้องการตัวจริง เอาเป็นว่าผมจะไปกับคุณแม่ก็แล้วกันแต่ว่ามีข้อแม้นะครับ”
“ข้อแม้อะไรของลูก”
“ห้ามบอกทางนั้นว่าผมจะไปด้วยตกลงไหมครับเพราะถ้าน้องคาเรนรู้เกิดเธอไม่มากินข้าวด้วยจะทำยังไง”
“อ่อ ๆ ได้เลยลูกแม่ไม่ได้บอกเรานัดกันตอนเที่ยงใกล้ถึงเวลาก็ไปเลย”
“งั้นแม่ก็รีบไล่เพื่อนแม่กลับสิครับ เราจะได้รีบไป”
“มาร์ติน !! ลูกนี่ยังไงโตแล้วนะทำตัวเป็นเด็ก ๆ ไปได้ ไปกันเถอะออกมานานเสียมารยาท” แม่เดินนำเข้าไปแต่มาร์ตินเองกับยืนยิ้มอยู่คนเดียว
“ไม่ทราบว่าสองแม่ลูกไปแอบคุยอะไรกันหรือเปล่าคะเนี่ย ” แม่ของหนูนานาเอ่ยถามสองแม่ลูกที่เดินเข้ามา
ทำเอาแม่ของมาร์ตินเงียบไปพักหนึ่งก่อนที่มาร์ตินจะตอบแทนแม่ของเขา
“อ่อ คือว่าคุณแม่บอกผมว่าตอนเที่ยงเราต้องไปธุระกันครับ ท่านเลยบอกให้ผมอย่างเพิ่งไปไหน”
“อ้าวตายแล้ว ถ้าอย่างนั้นเราต้องขอตัวกลับก่อนนะคะคุณรสรินเอาไว้มีโอกาสค่อยแวะมาเมาท์มอยกันใหม่นะคะ นานากราบลาคุณป้าสิลูก”
“งั้นลานะคะคุณป้า ลานะคะพี่มาร์ติน เอาไว้นานาจะแวะไปหาที่โรงพยาบาล ไม่ก็คลินิกนะคะ” นานายกมือไหว้ทั้งสองคนอย่างนอบน้อม มาร์ตินยกมือไหว้ตอบตามมารยาท และหันไปไหว้แม่ของนานาเช่นเดียวกัน
“ผมเดินไปส่งที่รถนะครับคุณป้า”
“ดีเลยค่ะนานาจะได้คุยกับพี่มาร์ตินอีกนิดหน่อยก็ยังดี” มาร์ตินยิ้มแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร เพราะเขาดูออกว่านานาเป็นคนประเภทไหน
“เชิญครับคุณป้า” ว่าแล้วเขาก็เดินไปพร้อมแม่ของนานาโดยที่ไม่สนใจหญิงสาวเลยสักนิด
“เฮ้อ...กว่าจะสลัดยัยนั่นออกยากชะมัด” มาร์ตินคิดไปถึงอีกคนที่ตอนนี้เขาพยายามจะหาจังหวะให้ได้เจอกัน กับอีกคนที่พยายามสลัด
ทางด้านคาเรนนั้นตอนนี้ก็รีบเร่งที่จะออกจากร้าน อีกทั้งยังสั่งงานเด็กที่อยู่ในสวนให้รดน้ำต้นไม้ ดูแดด ดูร่ม ให้กับต้นไม้และดอกไม้ของเธอให้ดี ๆ ก่อนที่ตัวเธอเองจะรีบกลับไปที่บ้าน
“ฝน ๆ กี่โมงนะที่จะไปส่งต้นไม้บ้านลูกค้าคนนั้น และเหลืออีกกี่ % กันที่จะเสร็จ”
“น่าจะไปประมาณช่วงบ่ายสามค่ะพี่คาเรน ส่วนรายละเอียดการส่งนั้นคาดว่าอีก25 % ก็จะส่งมอบจนหมดค่ะพี่”
“อ่อได้งั้นพี่จะรีบไปรีบกลับ แล้วเจอกันนะ”
ว่าแล้วคาเรนก็รีบเดินกึ่งวิ่งไปที่รถของเธอในทันที
กว่าจะมาถึงบ้านก็ใช้เวลานานพอสมควร เมื่อถึงบ้านก็รีบเข้าไปหาแม่ของเธอ
“หนูไม่ได้มาสายไปใช่ไหมคะแม่” คาเรนเดินเข้าไปสวมกอดผู้เป็นแม่และหอมแก้มไปหนึ่งฟอด
“ไม่หรอกลูกมาสิมาช่วยกันเตรียมของไปตั้งโต๊ะ”
“ได้ค่ะแม่”
ว่าแล้วสองคนแม่ลูกก็ช่วยกันจัดโต๊ะอาหาร เพียงไม่นานก็เสร็จและเป็นจังหวะเดียวกันกับที่รถยนต์ของแขกที่จะมาเยือนขับเข้ามาพอดี
“ไปกันลูกไปรับต้อนรับแขกด้วยกันกับแม่หน่อยเร็ว” ว่าแล้วสองแม่ลูกก็เดินออกไปที่โรงจอดรถ และทันทีที่ไปถึงนั้นคาเรนถึงกับตกใจเป็นอย่างมากที่เห็นว่าใครลงมาจากรถ
“นี่นาย..” คาเรนร้องออกมาเบา ๆ
“คาเรนลูกยืนเฉยทำไมเจอผู้ใหญ่ต้องทำยังไง”
“สวัสดีค่ะคุณป้า”
คาเรนทักทายรสรินแม่ของมาร์ตินแต่ก็ยืนนิ่งจนแม่ต้องสะกิดลูกสาวให้ทักทายมาร์ตินด้วย
“สวัสดีค่ะพี่...”
“มาร์ตินครับ” มาร์ตินตอบออกมาและยักคิ้วให้กับหญิงสาวที่ยืนเอ๋ออยู่ตรงหน้าของเขา
“สวัสดีครับคุณป้า ไม่เจอกันนานเลยนะครับน่าจะห้าปีได้ตั้งแต่วันนั้นผมยังจำได้ดี”
มาร์ตินทักทายและมองไปที่คาเรนที่ตอนนี้สับสนเป็นอย่างมากว่าคนที่เธอเจอบ่อย ๆที่คิดว่าเป็นบุพเพสันนิวาสกลับกลายเป็นคนที่เกือบจะเป็นคู่หมั้นกัน