ช่วงเวลาสองปีบางคนก็รู้สึกว่าผ่านไปเร็ว บางคนก็เหมือนจะแสนเชื่องช้า หากสำหรับเปรมินทร์แล้วเกิดขึ้นทั้งสองความรู้สึก ในเวลาที่สนุกสนาน ได้พบเจอเรียนรู้สิ่งแปลกใหม่ เปิดหูเปิดตาในสถานที่แตกต่างจากบ้านเกิดเมืองนอน ทุกอย่างก็ดูจะผ่านไปรวดเร็ว แต่เมื่อเกิดความผิดพลาดในงาน ต้องแก้ปัญหาและหาทางออกที่เหมาะสมเวลากลับขยับอย่างยากลำบาก จนแล้วจนรอดเปรมินทร์ก็ก้าวผ่านทุกอย่างมาได้โดยปราศจากความท้อหรือยอมแพ้ ขณะที่ต้องไปศึกษาการบริหารงานของธุรกิจกับผู้เป็นอาที่ออสเตรเลีย
ชายหนุ่มถูกคุณเฮนรี่เคี่ยวเข็ญอย่างหนัก ทั้งที่เรียนจบถึงปริญญาเอก ทว่าเมื่อถึงเมืองไทยก็ต้องลงไปทำงานทุกอย่างในไร่ เรียนรู้ทุกจุด ทุกไร่ที่ครอบครัวมี รวมทั้งเหมืองพลอยที่เป็นมรดกตกทอดของเจ้าแม่อีกด้วย จนกระทั่งสามปี
ชายหนุ่มเข้าอกเข้าใจความรู้สึกนึกคิด ทั้งยังผูกพันกับคนงานตั้งแต่ระดับล่างจนถึงผู้บริหารแล้ว แทนที่คุณเฮนรี่จะให้เขาได้ช่วยงานอย่างเต็มที่และริเริ่มการเพาะกล้วยไม้ ชายหนุ่มกลับถูกส่งไปฝึกเป็นผู้ช่วยอาของตนเองเสียก่อน เนื่องจากท่านอยากให้ลูกชายได้รู้จักการบริหารบริษัทที่อยู่ในระดับกลาง
หลังกลับมาเชียงรายอีกครั้ง เปรมินทร์ก็รับงานต่อจากผู้เป็นพ่อมารับผิดชอบ เรียกได้ว่าเกือบจะครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว มีเพียงเหมืองพลอยเท่านั้นที่คุณเฮนรี่ยังดูแลอยู่ ส่วนงานในไร่ ไม่ว่าจะเป็น กาแฟ ชา องุ่น สตรอเบอร์รี่ กุหลาบ รวมทั้งการเพาะกล้วยไม้ที่ชายหนุ่มเพิ่มเข้ามา เป็นหน้าที่ของเขาทั้งหมด ผลผลิตมีทั้งส่งขายภายในประเทศและส่งออกนอกประเทศ
การที่ต้องมุ่งมั่นเพื่อรับช่วงบริหารงานของครอบครัวทำให้เปรมินทร์ห่างหายจากเพื่อนฝูงพักใหญ่ เมื่องานเริ่มจะลงตัวแล้วถึงได้มีการนัดพบปะบ้าง ความสนิทสนมจึงยังคงเดิม และวันนี้ชายหนุ่มบังเอิญพบเพื่อนอีกคนโดยไม่ได้นัดล่วงหน้า
ร่างสูงเพรียวกำยำก้าวเข้าไปวางมือตบลงบนไหล่ของคนที่สูงไล่เลี่ยกันกับตนเอง แล้วนั่งลงบนเก้าอี้ข้างๆ ด้วยความยินดีระคนประหลาดใจ และเมื่ออีกฝ่ายหันกลับมาก็ทำหน้าแปลกใจเช่นกัน
“ไอ้กลาง”
ชายที่เปรมินทร์ทักเป็นหนุ่มผู้มีแววตาพราวระยับราวหนุ่มเจ้าเสน่ห์ การแต่งกายก็เรียบหรูภูมิฐาน ใบหน้าคมหล่อเหลา ผิวขาวอมชมพูดูผ่องกว่าเขาเล็กน้อย ปากบางมีเลือดฝาดอย่างสุขภาพดีจนเปรมินทร์มักจะแซวอีกฝ่ายบ่อยครั้ง เพราะดูเหมือนหนุ่มสำอางที่สนใจในเพศเดียวกันมากกว่าจะมองผู้หญิงสวยๆ หากคนตรงหน้าไม่เปลี่ยนสาวๆ ที่ควงแทบจะเดือนละคนคงไม่มีใครเชื่อ และด้วยความที่ทั้งคู่เป็นเพื่อนซี้ ทำให้เปรมินทร์รู้ดีว่าเพื่อนของเขาเป็นประเภทผู้ชายหน้าหวาน และตรงจุดนี้แหละที่หลอกล่อสาวๆ ได้ดีนัก เพราะพวกเธอมักจะไว้ใจคนหน้าตาดีอย่างหมอนี่
“อ้าว ไอ้มินทร์ มาได้ยังไงวะเนี่ย ฉันคิดว่านายจะปักหลักอยู่แต่เมืองเหนือแล้วก็บนดอยซะอีก ไม่คิดว่าจะลงมาถึงกรุงเทพฯ นี่ได้”
อีกฝ่ายทักกลับด้วยน้ำเสียงดีใจ แม้จะกัดบ้างตามประสาเพื่อนก็ตาม
“ก็ถ้าไม่ลงมาคงไม่ได้เจอหน้านาย เพื่อนๆ ขึ้นไปเที่ยวเหนือกันครั้งก่อนนายก็ไม่ได้ไปนี่หว่า พวกนั้นนอนกลิ้งเกลือกเมาอยู่บนภูตั้งสามวันสามคืนแน่ะ รู้ไหม”
คนฟังยิ้มน้อยๆ เพราะรู้ดีว่าเวลาเพื่อนฝูงเจอกันก็จะเป็นอย่างนี้ แถมการไปพักผ่อนในที่บรรยากาศดี อาหารที่พักพร้อมอย่างภูศรีจันด้วยแล้ว พวกนั้นก็คงสนุกเต็มคราบแน่นอน แม้จะอยากสังสรรค์กับเพื่อนแต่พออายุมากขึ้น ก็ต้องให้ความสำคัญกับงานและครอบครัวเป็นหลัก ซึ่งช่วงนี้ตัวเขาไม่อาจปลีกไปไหนได้จริงๆ
“งานมีปัญหาว่ะ เลยต้องขอตัว”
น้ำเสียงของคนพูดดูไม่ดีนักทำให้เปรมินทร์ฉุกใจขึ้นมา จะว่าไปแล้วเขาก็ได้ยินมาจากเพื่อนคนหนึ่ง ว่ารู้จากวงในเกี่ยวกับธุรกิจของครอบครัวอีกฝ่ายที่มีปัญหา แม้แรกได้ยินเปรมินทร์จะไม่ค่อยเชื่อนัก เนื่องจากเพื่อนของเขาคือ หม่อมหลวงกิตติกร อรรถพันธ์พงศ์ ซึ่งเป็นทายาทคนรองของ หม่อมราชวงศ์พงศกร อรรถพันธ์พงศ์ กับคุณรุจีรัตน์ที่เป็นเจ้าของห้องเสื้อแบรนด์ดังในไทย ทั้งยังมีธุรกิจจิวเวลรี่ที่เปิดตัวอย่างอลังการโด่งดังทั่วประเทศเมื่อห้าปีก่อนอีกด้วย แต่มาเห็นท่าทางที่ดูโตกว่าเมื่อก่อนและเคร่งขรึม แถมหน้าตายังเครียดขึ้นเมื่อเอ่ยถึงเรื่องงาน เปรมินทร์ก็คิดว่าเพื่อนเขาคงกำลังมีปัญหาจริงๆ
“ก่อนฉันจะไปออสเตรเลียนายก็เริ่มเข้าไปช่วยงานที่บ้าน หน้าตาตอนนั้นของนายดูสบายๆ ไม่เครียดขนาดนี้ แถมเมื่อวานฉันอ่านเห็นในหนังสือพิมพ์ด้วยว่าเสื้อผ้ากับจิวเวลรี่แบรนด์ของบ้านนาย ได้รับเลือกให้สนับสนุนการประกวดนางงามเวทีใหญ่เลยนี่นา ดูกำลังไปได้สวย ไม่น่ามีปัญหาอะไรนี่หว่า”
เปรมินทร์ลองเลียบเคียงไปเพราะไม่อยากโพล่งพูดตามตรงในสิ่งที่ได้ยินให้เพื่อนผิดใจกันขึ้นมาได้
“ก็...เครียดเรื่องนี้แหละ”
กิตติกรเอ่ยพร้อมกับถอนหายใจ ทั้งยังทำเหมือนไม่มีอะไรมากมาย ทั้งที่หน้าตาดูราวกับมีเรื่องให้ต้องคิด
“แต่ช่างเถอะ ทำงานก็ต้องมีปัญหาอยู่แล้ว ว่าแต่ ทำไมอยู่ๆ นายถึงมางานนี้ได้ล่ะ”
งานนี้เป็นงานสืบสานศิลปวัฒนธรรมไทยที่กระทรวงวัฒนธรรม กรมศิลปากร กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงการต่างประเทศร่วมกันจัดขึ้นในศูนย์การแสดงใหญ่ใจกลางกรุง เพื่อส่งเสริมให้เด็กไทยหันมาสนใจความเป็นไทย ทั้งยังเพื่อสนับสนุนให้ชาวต่างชาติได้มาศึกษาวัฒนธรรมของไทยอีกด้วย ในงานมีนิทรรศการต่างๆ เกี่ยวกับความเป็นไทย ประวัติความเป็นมาแต่ละยุคสมัย วัฒนธรรมของแต่ละภาคแต่ละท้องถิ่น รวมถึงอาหารขึ้นชื่อจากทั่วประเทศไทย ส่วนบนเวทีใหญ่ก็จะมีการแสดงนาฏศิลป์ ไล่ตั้งแต่ การละเล่นแบบพื้นบ้าน นาฏศิลป์ท้องถิ่น วรรณคดี จนถึงการแสดงโขนจากกรมศิลปากร ซึ่งรายการต่างๆ มีแจกในแผ่นพับพร้อมแผนผังการแสดงงานทั้งหมดตั้งแต่ประตูทางเข้า ผู้ที่มาชมงานส่วนใหญ่หากไม่เป็นนักเรียนจากโรงเรียนในกรุงเทพฯ ต่างจังหวัด และโรงเรียนนานาชาติ ก็มีนักศึกษา ผู้ใหญ่ที่ชื่นชอบความเป็นไทย คณะจากสถานทูตของประเทศอื่นๆ ทำให้ชายหนุ่มทั้งสองต่างก็แปลกใจที่พบเจอกันและกันที่นี่
“มาแทนเจ้าแม่น่ะ ท่านเป็นกรรมการของสมาคมศิลปะท้องถิ่นที่เชียงรายที่มาจัดแสดงในงานนี้ด้วย แต่ท่านติดงานแต่งงานลูกสาวท่านรองผู้ว่าฯ ฉันมาธุระเรื่องงานท่านเลยบอกให้ฉันมาเป็นตัวแทนหน่อย คณะทำงานที่มาจะได้รู้ว่าท่านให้ความสำคัญกับงานนี้มาก นี่ก็เห็นว่ากำลังจะขึ้นแสดงบนเวทีนะ ฉันไปพบกับครูที่เป็นรุ่นน้องของเจ้าแม่มาเมื่อกี้ ท่านบอกให้ฉันมารอดู”
“อ๋อ”
อีกฝ่ายพนักหน้าเข้าใจ ก่อนจะพูดพร้อมยิ้มน้อยๆ เหมือนจะอารมณ์กลับเข้ามาในโหมดสนุกสนานเมื่อพูดคุยกับเพื่อนสนิท
“แค่แปลกใจที่เห็นคนที่ไม่เคยรู้จักความสวยงามของศิลปวัฒนธรรม หรือความงดงามของนาฏศิลป์มาก่อนอย่างนายในที่แบบนี้เท่านั้นเอง”
สมัยเรียนที่อเมริกาด้วยกันเปรมินทร์ปฏิเสธคำชวนไปดูการแสดง ไม่ว่าจะเป็น ละครเวที โอเปร่า หรือแม้กระทั่งนาฏศิลป์ของไทยที่ไปเปิดโชว์ที่นั่นเสมอ
ชายหนุ่มบอกเพื่อนว่าขี้เกียจนั่งนิ่งๆ ดูอะไรที่เชื่องช้าเสียเวลา เขามักจะท่องเที่ยว เล่นกีฬา หรืออยู่กับสาวๆ
“ไอ้บ้า ฉันแค่ไม่ค่อยสนใจ ดูก็ไม่เห็นเสียหายอะไร ฉันก็เป็นคนนะเว้ย ถึงจะไม่ได้รู้สึกลึกซึ้งอะไร แต่ก็ไม่ได้แข็งกระด้างจนถึงกับดูไม่ได้สักหน่อย นายเถอะ หนุ่มสังคมที่สาวๆ ต่างก็ห้อมล้อมวันนี้ทำไมฉายเดี่ยวได้วะ แถมยังมางานที่ไม่น่าจะมีสาวๆ ไฮโซที่ไหนชวนนายมาแบบนี้ด้วย”
“ก็มากับน้องนี่หว่า จะควงสาวที่ไหนมาได้ล่ะ”
“น้อง?”
เปรมินทร์ถามกลับด้วยใบหน้าฉงน เขารู้ว่าเพื่อนมีน้องสาว แต่คนที่เขาเคยเจอครั้งเดียวทักทายกันเล็กน้อย ตอนอีกฝ่ายไปเยี่ยมพี่ชายที่อเมริกาเพื่อท่องเที่ยวในช่วงปิดเทอม ดูไม่สนใจเรื่องแบบนี้ น้องสาวของกิตติกรเป็นสาวสวยเปรี้ยวฉูดฉาด แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าแบรนด์เนมแฟชั่นจ๋า
“อืม”
“อย่างน้องนายเนี่ยนะมาทำอะไรที่นี่”
ด้วยความที่ซี้ปึ้กเปรมินทร์จึงกล้าพูดอย่างไม่ต้องเกรงใจ แล้วก็เห็นเพื่อนยิ้มกว้างขึ้นกว่าเดิมราวกับภาคภูมิใจโดยยังไม่ได้ตอบอะไร
ขณะนั้นการแสดงบนเวทีเปลี่ยนจากการละเล่นไปเป็นดนตรีในแบบร่ายรำ ปกติแล้วมันคงไม่สามารถเรียกความสนใจของเปรมินทร์ที่กำลังคุยกับเพื่อนอยู่ได้เลย หากไม่ใช่เพลงที่เขาจำได้ขึ้นใจทั้งที่เคยฟังและได้ชมมาเพียงครั้งเดียวตั้งแต่สองปีก่อน
แล้วร่างงดงามอ้อนแอ้นที่ก้าวออกมาช้าๆ พร้อมอากัปกิริยากรีดกรายที่อ่อนช้อยชวนจดจำอย่างต้องตาต้องใจ โดยมีพวงมาลัยที่เกี่ยวนิ้วในมือข้างหนึ่ง ก็ทำให้ตาคู่คมของเปรมินทร์ที่หันมองตามเสียงดนตรีตะลึง
ใบหน้าสวยราวนางสวรรค์ที่ชายหนุ่มไม่มีวันลืมนับตั้งแต่วันที่เขาอุ้มลูกสุนัขที่เคยอยู่ในอ้อมกอดของเธอกลับบ้าน ปรากฏขึ้นบนเวทีให้เขาได้เห็น
อีกครั้งอย่างคาดไม่ถึง
เสียงดนตรีประกอบคำร้องที่ไพเราะ ทั้งการเยื้องย่างกรีดกรายที่พร้อมเพรียงงดงาม บวกกับใบหน้ารูปร่างอันหมดจดของสองนางรำทำให้ผู้คนต่างก็นั่งชมเงียบ รวมทั้งเปรมินทร์เองก็เช่นกัน ชายหนุ่มมองการร่ายรำของหญิงสาวที่สวยราวนางฟ้าในความทรงจำของตนอย่างไม่สามารถละสายตาได้เช่นครั้งก่อน หากแต่เมื่อได้ยินเพื่อนที่นั่งอยู่ข้างๆ เอ่ยขึ้นเปรมินทร์ก็มองมาที่กิตติกร
“นั่นไงน้องสาวฉัน”
“ว่าไงนะ”
เปรมินทร์ถามก่อนจะหันกลับไปจ้องบนเวทีอีกครั้งอย่างไม่ต้องการให้เสียเวลาพร้อมเอ่ยต่อ
“ทำไมฉันไม่คุ้นหน้าเลย”
“อ๋อ ไม่ใช่คนที่นายเคยเจอหรอก นี่น้องสาวคนเล็ก”
“น้องสาวคนเล็กงั้นเหรอ”
ชายหนุ่มหันมามองเพื่อนอีกครั้งแล้วถามย้ำ
“คนไหน”
ตอนนี้กิตติกรเองก็หันมามองเพื่อนเช่นกัน เขายิ้มกว้างขณะตอบ
“คนซ้ายมือ คนที่อยู่ทางซ้ายมือของเราน่ะ”
คำบอกของเพื่อนทำให้เปรมินทร์เหมือนจะหยุดหายใจไปชั่วขณะอย่างลืมตัว นางฟ้าคนนั้นคือน้องสาวคนเล็กของเพื่อนสนิทเขาเอง เขาได้รู้จักกิตติกรตอนเรียนที่อเมริกาแล้วอยู่คณะเดียวกัน การเป็นคนไทยด้วยกันทำให้ทั้งคู่ปรึกษาช่วยเหลือกันและกันระหว่างเรียนมาตลอด เปรมินทร์รู้เพียงว่ากิตติกรมาจากครอบครัวผู้ดีเก่าจากนามสกุลของเขาเท่านั้น ด้วยความที่ทั้งสองคบหากันด้วยใจมากกว่า ก็เลยไม่มีการพูดคุยหรือถามไถ่เกี่ยวกับประวัติครอบครัวของกันและกันมากนัก ต่างก็รู้เท่าที่อีกฝ่ายบอกหรือไม่ก็พูดขึ้นในบางครั้ง เขารู้ว่ากิตติกรมีพี่น้องนับรวมตัวเองด้วยกันสี่คน เป็นผู้ชายสองผู้หญิงสอง รายละเอียดอื่นเขาไม่สนใจ ก็เหมือนกับกิตติกรที่รู้แค่ว่าเปรมินทร์เป็นลูกชายคนเดียวของเจ้านายทางเหนือ
ชายหนุ่มหันกลับไปมองบนเวทีอีกครั้งด้วยท่าทางที่ปกปิดได้อย่างมิดชิด ไม่มีทีท่าใดๆ ให้สังเกตได้ แม้ว่าในใจจะกำลังเต็มไปด้วยความรู้สึกระรื่นอย่างแปลกประหลาด ทั้งสมองก็เริ่มสนใจนึกอยากทำความรู้จักน้องสาวคนสวยของเพื่อนขึ้นมา
“น้องนายสวยดีนะ”
“หืม?”
เมื่อกิตติกรทำท่าทางสะดุดใจกับคำพูดของเขาเปรมินทร์จึงรู้ตัวว่าพูดตรงเกินไป
“ฉันหมายถึงรำสวย”
“นายดูเป็นด้วยเหรอ ถึงบอกได้ว่าสวย”
กิตติกรแซวเพื่อนขำๆ ทั้งที่รู้ดีว่าเปรมินทร์กำลังหมายถึงอะไร เพราะผู้ชายที่ไม่เคยเสพนาฏศิลป์หรือสัมผัสถึงแก่นความงดงามคงไม่เห็นอะไรโดดเด่นไปมากกว่าหน้าตาของนางรำ
“เอาน่า ฉันเคยดูฟ้อนมาลัยมาก่อนก็แล้วกัน ถึงพูดได้”
“จริงเหรอ”
“งั้นสิ”
เปรมินทร์ตอบเพื่อนอย่างหนักแน่นจริงจัง กิตติกรจึงยอมพยักหน้าเข้าใจ
“ก็คงจริง ไม่งั้นนายคงไม่รู้ว่านี่เรียกว่าฟ้อนมาลัย”
การแสดงจบลงและได้รับเสียงปรบมือดังลั่นเช่นที่เปรมินทร์เคยได้ดูฟ้อนมาลัยชุดนี้ และเป็นอีกครั้งที่เขารู้สึกอิ่มเอมกับการรับชมยิ่งนัก
“ฉันจะรอดูการแสดงของสมาคมของเจ้าแม่นายก่อน แล้วอีกสักพักจะไปหาน้องก้อยตรงที่นัดเจอกัน นายจะกลับพร้อมฉันเลยหรือเปล่า มีธุระอะไรต่ออีกไหม ถ้าว่างก็ไปกินข้าวด้วยกันสิ ไม่ได้เจอกันตั้งนาน”
กิตติกรชวนคุยขณะที่การแสดงชุดต่อไปกำลังจะเริ่มขึ้น
“ฉันก็อยากคุยกับนายนานกว่านี้อีกหน่อยเหมือนกัน แต่มีนัดคุยกับลูกค้าตอนบ่ายโมง ขอโทษทีนะ แล้วค่อยโทรนัดกันอีกทีแล้วกัน”
“งั้นเหรอ...เสียดายว่ะ อุตส่าห์บังเอิญมาเจอในวันว่างของฉันแท้ๆ แล้วนี่นายจะอยู่กรุงเทพฯ ถึงอาทิตย์หน้าหรือเปล่าล่ะ”
“ฉันต้องรีบบินกลับคืนนี้เลย”
เปรมินทร์บอกพร้อมกับตบไหล่อีกฝ่าย
“เฮ้อ...งั้นก็ช่างเถอะ เอาไว้คราวหน้าก็ดีเหมือนกัน เพราะวันนี้ยังไงฉันก็ไปกินข้าวกับนายในที่ที่มีอาหารตาเยอะแบบหนุ่มโสดไม่ได้อยู่แล้ว เพราะต้องพาน้องก้อยไปด้วย ไว้สะดวกกว่านี้ก็ดีเหมือนกัน”
ในขณะที่กิตติกรบอกแบบนั้นเปรมินทร์ก็ชักเสียดาย แม้จะคิดว่าตนเองไม่ได้สนใจน้องสาวเพื่อนมากมาย นอกจากชอบมองของสวยงามตามประสาหนุ่มโสด แต่พอเห็นโอกาสที่อาจได้ทำความรู้จักกันหลุดมือก็นึกเซ็งในใจอยู่เหมือนกัน
แต่ก็ดีแล้ว ผู้หญิงที่เป็นน้องของเพื่อนไม่เหมาะที่จะคบหา เพราะ
เปรมินทร์ยังไม่ให้ความสำคัญกับคำว่า ‘ชีวิตคู่’ สาวๆ ก็เพียงสีสันสำหรับเขา ยอมรับว่าเสน่ห์อันล้นเหลือของเขามักดึงดูดผู้หญิงเสมอ ฉะนั้นการอยู่ห่างๆ โดยไม่รู้จักกับน้องสาวของเพื่อนก็ถือว่าดี หากพบกันแล้วเขาเผลอดีด้วยจนเธอมาหลงเข้า เขากับเพื่อนจะมองหน้ากันลำบาก
“ถ้าฉันลงมากรุงเทพฯ อีกฉันจะโทรหานาย นายเองก็เหมือนกัน ขึ้นเหนือก็อย่าลืมโทรหาฉันด้วย”
“โอเคเพื่อน”
สองหนุ่มหล่อต่างตบไหล่กันและกันยืนยันคำมั่น ขณะที่คนรอบข้างหลายคนสนใจการแสดงบนเวที บางคนก็มองหนุ่มหล่อบาดใจสองคนที่ดูดีกว่าพระเอกหรือนายแบบทั่วไปด้วยซ้ำ รวมทั้งนักข่าวของนิตยสารฉบับหนึ่งที่มาเก็บภาพบรรยากาศของงานแล้วบังเอิญรู้ว่าสองหนุ่มเป็นใคร ก็เก็บภาพทั้งคู่เอาไปประกอบเพิ่มความน่าสนใจในคอลัมน์อีกด้วย
======