ตั้งแต่นี้ไป... เธอจะดูแลลูก ๆ ให้ดีที่สุด
มื้อแรกที่อิ่มจนพุงกาง
เด็กทั้งสามนั่งล้อมวงกันรอบโต๊ะไม้เล็ก ๆ ที่มีรอยแตกร้าว แม้ว่าโต๊ะจะเก่า แต่บรรยากาศในเรือนกลับอบอุ่นเป็นพิเศษ
พวกเขามองถ้วยซุปฟักทองและข้าวต้มที่แม่ของพวกเขาทำด้วยสายตาลังเล แต่เมื่อได้ลองชิมคำแรก คำที่สองก็ตามมาอย่างรวดเร็ว และไม่นานก็เริ่มตักกันจนชามเกือบหมด
เด็กหญิงคนเล็กตบพุงตัวเองเบา ๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองพี่ชายและพี่สาว “วันนี้ข้ากินอิ่มจังเลย!”
เด็กหญิงอีกคนพยักหน้าเห็นด้วย
“ข้าก็เหมือนกัน นานแล้วที่เราไม่ได้กินข้าวอิ่มแบบนี้”
ซูหนิงเหยียนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามมองเด็ก ๆ ด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
เธอรับรู้จากความทรงจำของร่างเดิมว่า เด็ก ๆ แทบไม่เคยได้กินอิ่มท้องเลยสักครั้ง เนื่องจาก "ซูหนิงเหยียน" คนก่อนเป็นคนที่ไม่สนใจดูแลลูก ๆ ของตัวเอง เอาแต่ใช้เงินไปกับเรื่องไร้สาระและทิ้งให้เด็ก ๆ หิวโหย
แต่จากนี้ไป จะไม่มีวันเป็นแบบนั้นอีก
“ถ้าอยากกินอิ่มแบบนี้ทุกวัน เจ้าต้องช่วยข้าดูแลเรือนและหาอาหารด้วยนะ” เธอพูดขึ้นพร้อมรอยยิ้ม
เด็กชายคนโตเงยหน้าขึ้นมองเธอ สีหน้าเขายังมีแววระแวงเล็กน้อย แต่น้ำเสียงของเธอไม่ได้แข็งกร้าวหรือบังคับเหมือนเมื่อก่อน ทำให้เขาค่อย ๆ พยักหน้า “ข้าจะช่วยท่านแม่”
เด็กหญิงฝาแฝดก็มองหน้ากันก่อนจะยิ้มออกมา
“ข้าก็จะช่วย!”
ซูหนิงเหยียนหัวเราะเบา ๆ พลางลูบศีรษะเด็ก ๆ ด้วยความเอ็นดู
นี่เป็นก้าวแรกของครอบครัวใหม่ที่แท้จริง
หนี้สินจากอดีต
หลังจากที่เด็ก ๆ อิ่มท้องเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน พวกเขาก็นั่งพิงกันอย่างสบายใจอยู่บนเสื่อฟางภายในเรือน ซูหนิงเหยียนนั่งมองเด็ก ๆ ด้วยความรู้สึกอบอุ่นในใจ
แต่ไม่นาน…
ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงเคาะประตูดังสนั่นจนฝุ่นร่วงลงมาจากขื่อเรือน เด็กทั้งสามสะดุ้งเฮือก รีบขดตัวเข้าใกล้กัน ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
“นังซูหนิงเหยียน! ออกมาเดี๋ยวนี้!”
เสียงแหลมของหญิงวัยกลางคนดังขึ้นจากนอกเรือน ตามมาด้วยเสียงชายร่างใหญ่ที่ตะโกนเสริม “เจ้าจะหลบหน้าหนี้ไปถึงเมื่อไร หา?!”
ซูหนิงเหยียนขมวดคิ้วแน่น ในความทรงจำของร่างเดิม เธอจำได้ว่า "ซูหนิงเหยียน" คนก่อนใช้ชีวิตฟุ่มเฟือย หลงระเริงกับการพนันและเครื่องประทินโฉมจนเป็นหนี้สินมากมาย และคนที่อยู่หน้าประตูก็คือ แม่หม้ายหลี่ เพื่อนบ้านที่เคยให้เจ้าของร่างเดิมยืมเงิน
หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปเปิดประตู
เมื่อบานไม้เก่าถูกผลักออก แม่หม้ายหลี่ในชุดผ้าฝ้ายสีเทาก็ยืนกอดอก จ้องมองซูหนิงเหยียนด้วยสายตาดูถูก ข้าง ๆ นางมีชายฉกรรจ์สองคนที่น่าจะเป็นลูกน้องที่นางพามาข่มขู่
“หึ! เจ้าคิดว่าหลบอยู่แต่ในเรือนแล้วจะหนีพ้นหรืออย่างไร?”
แม่หม้ายหลี่เอ่ยเสียงเยาะเย้ย ก่อนจะก้าวเข้ามาภายในลานบ้านโดยไม่รอให้ซูหนิงเหยียนเชิญ “เงินที่เจ้ายืมไปเมื่อเดือนก่อน ไหนล่ะ? ถึงเวลาต้องคืนแล้ว!”
ซูหนิงเหยียนกอดอก มองแม่หม้ายหลี่นิ่ง ๆ ร่างนี้เป็นคนก่อหนี้ขึ้นมา แต่คนที่ต้องมารับกรรมกลับเป็นเธอในตอนนี้… นี่มันไม่ยุติธรรมเลยสักนิด!
เด็ก ๆ ที่อยู่ในเรือนรีบกอดกันแน่น ตัวสั่นเล็กน้อย พวกเขารู้ดีว่าแม่ของพวกเขาเป็นหนี้เพื่อนบ้าน แต่ที่ผ่านมาก็ได้แต่หวังว่าเจ้าหนี้จะลืมหรือไม่ก็มองข้ามพวกเขาไป
ซูหนิงเหยียนสูดหายใจเข้าลึก ก่อนจะถามเสียงเรียบ “ข้าติดหนี้เจ้าเท่าไร?”
แม่หม้ายหลี่ยิ้มเยาะ “สิบตำลึงเงิน! พร้อมดอกเบี้ยอีกห้าตำลึง”
เด็ก ๆ ที่นั่งฟังอยู่เบิกตากว้าง สิบห้าตำลึง?
สำหรับพวกเขาที่แทบไม่มีเงินติดบ้าน นั่นเป็นจำนวนเงินที่มากมายมหาศาล!
ซูหนิงเหยียนขมวดคิ้ว เจ้าของร่างเดิมใช้เงินมากมายขนาดนี้ไปกับเรื่องไร้สาระได้อย่างไร?
แม่หม้ายหลี่เห็นซูหนิงเหยียนเงียบไป ก็ยิ้มเยาะหนักขึ้น
“หรือเจ้าจะบอกว่าไม่มีเงิน? ถ้าไม่มี เจ้าก็ควรหาทางใช้คืนมา ไม่อย่างนั้น… ข้าอาจจะต้องเอาของในเรือนเจ้าติดมือกลับไปสักหน่อย”
นางว่าพลางกวาดตามองไปทั่วเรือน แววตาเต็มไปด้วยความโลภ
ซูหนิงเหยียนกำหมัดแน่น ของในเรือนมีอยู่เพียงน้อยนิด หากนางเอาไปจริง ๆ เด็ก ๆ จะอยู่อย่างไร?
เธอรู้ดีว่าตอนนี้ไม่มีเงินพอจะใช้หนี้ แต่เธอก็ไม่ยอมให้ใครมารังแกครอบครัวของเธออีกต่อไป
เธอเงยหน้าขึ้น มองแม่หม้ายหลี่ด้วยสายตานิ่งสงบ แต่แฝงไว้ด้วยความแน่วแน่ “ข้าไม่มีเงินตอนนี้ แต่ข้าจะหาให้”
แม่หม้ายหลี่เลิกคิ้ว “หา? เจ้าจะหาได้จากที่ไหนกัน? หรือจะให้ข้ารอจนชาตินี้ชาติหน้า?”
ซูหนิงเหยียนยิ้มบาง ๆ “ข้าขอเวลาสามวัน ข้าจะคืนเงินให้”
แม่หม้ายหลี่หัวเราะเสียงดัง
“สามวัน? นังซูหนิงเหยียน เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใคร? สามวันจะหาเงินสิบห้าตำลึงได้งั้นหรือ?”
“ถ้าภายในสามวันข้าหาเงินมาไม่ได้ เจ้าค่อยมาเอาของในเรือนข้าไป”
ซูหนิงเหยียนตอบเสียงเรียบ แต่แววตาเต็มไปด้วยความมั่นใจ
แม่หม้ายหลี่จ้องเธอเขม็ง ดูเหมือนนางเองก็ไม่คิดว่า "ซูหนิงเหยียน" ที่เคยอ่อนแอและขี้ขลาดจะกล้าต่อรองกับนางแบบนี้
“ดี! ถ้าครบสามวันแล้วยังไม่มีเงิน ข้าจะมาเอาของทุกอย่างในเรือนเจ้าไป รวมถึงตัวเจ้าด้วย!”
ซูหนิงเหยียนไม่ตอบอะไร เธอเพียงแค่ยืนมองแม่หม้ายหลี่และพวกลูกน้องเดินออกจากเรือนไป
เมื่อเธอปิดประตูลง เด็ก ๆ ก็รีบวิ่งเข้ามากอดชายเสื้อของเธอแน่น
“ท่านแม่… เราจะทำอย่างไรดี?”
เด็กชายคนโตมองเธอด้วยความเป็นห่วง ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวว่าแม่ของพวกเขาจะถูกขายใช้หนี้
ซูหนิงเหยียนย่อตัวลง ลูบศีรษะลูกชายเบา ๆ ก่อนจะยิ้ม “ไม่ต้องห่วง แม่จะไม่ให้ใครมาทำอะไรพวกเราได้”
สามวัน… เธอต้องหาเงินสิบห้าตำลึงให้ได้
และเธอจะไม่ยอมให้ครอบครัวนี้ต้องลำบากอีกต่อไป!
วิธีหาเงินภายในสามวัน
ซูหนิงเหยียนเดินวนไปมาภายในเรือน สีหน้าครุ่นคิดอย่างหนัก
สิบห้าตำลึง… ภายในสามวัน… จะหาเงินจากที่ไหนกัน?
เด็กทั้งสามนั่งเบียดกันอยู่บนฟูกเก่า ๆ ดวงตากลมโตจับจ้องมารดาของตนไม่กะพริบ ตั้งแต่แม่ของพวกเขาถูกทวงหนี้ เธอก็เอาแต่เดินวนไปมาพลางพึมพำอะไรบางอย่างอยู่คนเดียว
เด็กหญิงคนเล็กกระซิบกับพี่สาว “ท่านแม่เป็นอะไรหรือเปล่า? ทำไมเดินไปเดินมาแบบนั้น?”
เด็กชายคนโตถอนหายใจเบา ๆ “ข้าคิดว่า… ท่านแม่คงกำลังหาทางหาเงิน”
ซูหนิงเหยียนหยุดเดิน ก่อนจะหันไปมองเด็ก ๆ ที่กำลังจ้องเธออย่างสนใจ
“ข้าคิดออกแล้ว!” เธอประกาศเสียงดัง ทำให้เด็กทั้งสามสะดุ้งเล็กน้อย
“ท่านแม่คิดจะทำอะไรหรือ?” เด็กชายคนโตถามด้วยความสงสัย
ซูหนิงเหยียนยิ้มกว้าง “เราจะทำอาหารขาย!”
“อาหาร?” เด็กหญิงฝาแฝดมองหน้ากันอย่างงุนงง
“ใช่! แม่สังเกตเห็นว่าหมู่บ้านของเรามีตลาดเล็ก ๆ ทุกเช้า ชาวบ้านมักจะไปซื้ออาหารก่อนออกไปทำงานในไร่นา” ซูหนิงเหยียนอธิบาย “ถ้าเราทำของกินอร่อย ๆ ไปขาย พวกเขาต้องสนใจแน่!”
เด็กชายคนโตขมวดคิ้ว “แต่เรามีเงินไม่พอซื้อวัตถุดิบ…”
ซูหนิงเหยียนหัวเราะเบา ๆ “ไม่เป็นไร ข้าจะใช้สิ่งที่มีอยู่ก่อน แล้วค่อยขยายในวันต่อ ๆ ไป”
เธอเดินไปเปิดตู้เก็บเสบียงในครัว แม้ของจะเหลือน้อย แต่ยังมีแป้งข้าวเจ้า ถั่วเขียว และน้ำตาลอยู่บ้าง
ถั่วเขียวต้ม! นี่แหละสิ่งที่เธอจะทำขายในวันแรก!
เด็ก ๆ มองแม่ของพวกเขาด้วยแววตาตื่นเต้น นี่เป็นครั้งแรกที่แม่ของพวกเขาดูจริงจังกับการทำงานขนาดนี้
“พรุ่งนี้เช้า เราจะเริ่มขายของกัน!” ซูหนิงเหยียนประกาศอย่างมั่นใจ
เด็ก ๆ มองหน้ากันก่อนจะพยักหน้า แม้ว่าจะยังไม่แน่ใจว่าแผนนี้จะสำเร็จหรือไม่ แต่พวกเขาก็อยากช่วยแม่ให้ได้!
สามวันจากนี้จะเป็นการต่อสู้เพื่ออนาคตของพวกเขาทั้งหมด!