ลานหน้าอาคารเรียนเต็มไปด้วยนักศึกษา แดดอ่อนยามสายส่องผ่านแนวต้นไม้ เสียงคุย เสียงหัวเราะ และเสียงเก้าอี้ลากกับพื้นหินอ่อนดังสลับกันเป็นระยะ
นีโอนั่งอยู่ที่โต๊ะหินอ่อนประจำ กระเป๋าวางข้างตัว มือหนึ่งถือแก้วกาแฟ อีกมือไถมือถืออย่างไม่จริงจังนัก ไม่นานนัก เงาสองเงาก็ทิ้งตัวลงนั่งฝั่งตรงข้าม
“โอ้โห มาเช้าผิดปกติว่ะวันนี้” รันพูดพลางวางถาดกาแฟลงบนโต๊ะ ส่วนเฟรมนั่งข้าง ๆ เงียบ ๆ แต่สายตากวาดมองหน้านีโอเหมือนสังเกตอะไรบางอย่าง
“หรือมีแรงใจเป็นพิเศษ หึหึ” รันแซวต่อ นีโอเงยหน้ามองเพื่อนเล็กน้อยก่อนจะยกแก้วขึ้นจิบ
“กูมาเรียน”
“ประชดเก่งนะมึง” รันหัวเราะ เฟรมวางศอกบนโต๊ะ เอียงหน้าเล็กน้อย
“เมื่อกี้อาจารย์ประกาศเรื่องฝึกงานแล้วนะ รู้ยัง??”
“รู้คร่าว ๆ แล้ว” นีโอเลิกคิ้ว
“ต้องเลือกบริษัทภายในเทอมนี้” รันพูดต่อ “มึงมีที่เล็งยัง” คำถามนั้นทำให้นีโอเงียบไปนิดหนึ่งสายตาเขาเหม่อมองนักศึกษาที่เดินผ่านไปมา ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ
“น่าจะเข้าบริษัทที่บ้าน”
“จริงดิ” รันชะงักแม้แต่เฟรมยังหันมามองเต็มตา
“คิดดีแล้วเหรอวะ”
“ยังไงก็ต้องเข้าไปเรียนรู้อยู่แล้ว ฝึกงานไปด้วยน่าจะโอเค” นีโอพยักหน้าเบา ๆ รันพิงพนักเก้าอี้
“ก็จริงนะ บ้านมึงทำธุรกิจใหญ่ด้วย” เฟรมเสริมเสียงนิ่ง
“แต่กูว่ามึงไม่ใช่คนทำตามแผนใครง่าย ๆ นี่”
“เมื่อก่อนใช่” นีโอหัวเราะในลำคอ ก่อนเขาจะหมุนแก้วกาแฟในมือช้า ๆ อย่างคนกำลังใช้ความคิด “แต่ตอนนี้… กูเริ่มคิดว่า ถ้าไม่เตรียมตัวไว้ก่อน วันหนึ่งมันจะหนักกว่านี้”
“หมายถึงเรื่องรับช่วงต่อใช่ไหม” รันมองหน้าเพื่อนนิ่งขึ้น นีโอไม่ตอบทันทีภาพหลายอย่างผ่านเข้ามาในหัว ทั้งพ่อ ทั้งบ้าน ทั้งความรับผิดชอบที่รออยู่ข้างหน้าและอีกภาพหนึ่ง… รอยยิ้มของนีอา
“อืม” เสียงตอบนั้นเบาแต่หนักแน่น เฟรมขยับตัวเล็กน้อยก่อนจะถามคำถามออกมา
“แล้วเรื่องเรียนต่ออะ มึงคิดยัง” คำถามนั้นทำให้นีโอชะงักอีกครั้ง เขาเอนหลังพิงเก้าอี้ดวงตาเหม่อมองท้องฟ้าระหว่างตึกเรียน สายลมบางเบาพัดผ่านให้อารมณ์กำลังและอึดอัดในอกเริ่มผ่อนคลาย
“อาจจะไปเรียนต่อโทที่ต่างประเทศ” รันเบิกตาด้วยความตกใจเพราะไม่คิดว่าเพื่อนจะไปไกลขนาดข้ามฟ้าข้ามทะเล
“โห... จริงจังว่ะ แล้วจะเรียนสายบริหารหรือสายอื่น??”
“น่าจะบริหาร แต่ก็ไม่แน่” นีโอพูดช้า ๆ
“กูไม่ได้อยากเรียนเพราะอยากเท่หรอก แต่กูอยากรู้ว่าถ้าวันหนึ่งต้องดูแลอะไรหลายอย่าง กูก็อยากจะทำอะไรให้พลาดน้อยที่สุด”
“มึงโตขึ้นนะ” เฟรมพยักหน้าเบา ๆ แต่รันกลับหัวเราะออกมา สายตามองนีโอด้วยอย่างจับผิดให้กับความคิดของเพื่อนรัก
“เมื่อก่อนกูถามเรื่องอนาคตที กูโดนมึงบอกว่า ‘เดี๋ยวค่อยคิด’ ตลอด” นีโอยิ้มบาง
“ตอนนี้มันมีเหตุผลให้ต้องคิด” น้ำเสียงราบเรียบที่ออกมาจากปากเฟรมทำเอารันต้องเลิกคิ้วขึ้นด้วยความสงสัยก่อนจะเอ่ยปากถามอย่างห้ามไม่อยู่
“เหตุผลแบบไหนวะ??”
“หลายอย่าง” นีโอเหลือบมองเพื่อน ก่อนจะหลบสายตาอย่างแนบเนียน เฟรมมองออกทันที แต่ไม่ซักต่อเพียงแค่พูดขึ้นเบา ๆ
“ไม่ว่าอะไร ก็ดูเหมือนมึงเริ่มอยากสร้างเส้นทางของตัวเองจริง ๆ” นีโอพยักหน้ารับ
“กูไม่อยากเดินไปเรื่อย ๆ แล้วปล่อยให้ใครตัดสินใจแทน”
“สรุปคือ อนาคตมึงอยากเลือกเอง” รันยิ้มมุมปาก “แต่ก็ยังหล่อเหมือนเดิม”
“ไอ้ห่ารัน!!” นีโอขว้างฝาหลอดใส่เพื่อนด้วยความหงุดหงิดที่โดยอีกฝ่ายแซวตั้งแต่ต้นจนจบ
“หึหึ” เฟรมหัวเราะเบา ๆ ลมพัดผ่านโต๊ะหินอ่อน เสียงมหาลัยยังคงคึกคักแต่สำหรับนีโอ บทสนทนาธรรมดาเรื่องฝึกงานกับเรียนต่อในวันนี้มันไม่ใช่แค่เรื่องอนาคตมันคือจุดเริ่มต้นของการ ‘เลือกทาง’ ด้วยตัวเองจริง ๆ
ภายในห้องเรียนแสงแดดอ่อนยามสายส่องลงมากระทบโต๊ะไม้เป็นริ้ว ๆ เสียงเด็ก ๆ คุยกันจอแจปนหัวเราะ แต่ที่โต๊ะริมหน้าต่าง นีอานั่งเงียบกว่าปกติ ดินสอในมือหมุนไปมาโดยไม่รู้ตัว สมุดระบายสีเปิดค้างอยู่แต่ภาพตรงหน้ายังขาวเกือบทั้งแผ่นสายตาใสเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นแต่ท้องฟ้าสีฟ้าอ่อนกับยอดไม้ไหวเบา ๆ ตามลม หัวใจเธอไม่ได้อยู่ตรงนั้น มันยังวนอยู่กับภาพในห้างวันนั้น ตอนมืออุ่น ๆ ที่จับแน่นเสียงทุ้มที่พูดว่า “พี่ไม่อยากให้ใครเข้ามาใกล้” และสายตาที่มองเธอเหมือนโลกมีแค่ตรงนั้น นีอากดปลายดินสอลงบนกระดาษโดยไม่รู้ตัว เส้นสีเลอะเป็นทางยาว
“เฮ้ย!! นีอา” เสียงหนึ่งดังขึ้นใกล้หู
“นี่หรือรูปแมว หรือรอยแผ่นดินไหว” นีอาสะดุ้งเล็กน้อยก่อนหันไปมอง ซาซ่านั่งเท้าคางอยู่โต๊ะข้าง ๆ ทำตาโตใส่หน้าเธออย่างจับผิด
“นีอาเหม่อทั้งคาบแล้วนะ” นีอากะพริบตาปริบ ๆ
“เหรอ…”
“เหรออะไร” ซาซ่าขยับหน้าเข้ามาใกล้ “ตั้งแต่เช้ามาครูเรียกชื่อยังไม่รู้ตัวเลย” นีอามองสมุดของตัวเองอีกครั้งภาพที่ควรเป็นทุ่งหญ้ากลับมีแค่เส้นยุ่ง ๆ ที่ไม่เป็นรูปเป็นร่าง
“นีอาแค่คิดอะไรนิดหน่อย”
“นิดหน่อยอะไร ปกติไม่ทำสมุดเละขนาดนี้นะ” ซาซ่าเลิกคิ้วหรี่ตามองเพื่อนสนิทเหมือนนักสืบตัวจิ๋วกำลังสืบหาความจริงจากเบาะแส
“เล่ามา!!”
“เล่าอะไร??”
“เรื่องที่ทำให้นีอาคนสวยนั่งยิ้มคนเดียวแล้วก็เหม่อเหมือนโดนมนต์สะกด” แก้มของนีอาเห่อร้อนขึ้นทันที
“นีอาไม่ได้ยิ้มซะหน่อย”
“โกหก!!” ซาซ่าชี้หน้านีอา “เมื่อกี้ซาซ่าเห็นเต็มสองตาเลย ว่านีอาจ้องยางลบแล้วก็ยิ้มเหมือนมันเป็นคน” นีอารีบยกสมุดมาบังหน้า
“ซาซ่า!!”
“เอาล่ะ ๆ ไม่แซวก็ได้” ซาซ่าหัวเราะคิก ก่อนจะกระซิบเสียงเบาลง
“แต่ต้องเล่า” นีอานิ่งไปครู่หนึ่ง นิ้วเล็กบีบขอบสมุดแน่น
“นีอาว่ามันแปลกเกินไป”
“แปลกแบบน่าฟังนะ” ซาซ่าดวงตาเป็นประกาย นีอาถอนหายใจเบา ๆ
“เมื่อวานพี่นีโอพานีอาไปเที่ยวห้าง”
“อื้อ แล้วไง??”
“แล้วพี่นีโอจับมือนีอาตลอดเวลาเลย” ซาซ่าพยักหน้า
“พี่ชายจับมือน้องสาวก็ปกติไหม”
นีอาส่ายหัวช้า ๆ
“แต่… มันไม่เหมือนกัน”
“ไม่เหมือนยังไง??” ซาซ่าชะงัก
“ตอนมีคนทักว่าเราเป็นแฟนกันพี่นีโอไม่ปฏิเสธ” นีอาก้มมองปลายนิ้วของตัวเอง ซาซ่าเงียบไปเสี้ยววินาที ก่อนจะยิ้มมุมปาก
“ตอนมีคนทักว่าเราเป็นแฟนกัน…” เสียงเธอเบาลง “…พี่นีโอไม่ปฏิเสธ” ซาซ่าเงียบไปเสี้ยววินาที ก่อนจะยิ้มมุมปากอย่างมีความหมาย
“โอ้โห!!” เธอเอนตัวเข้ามาใกล้ “แล้วตอนนั้นนีอารู้สึกยังไง” นีอาชะงัก หัวใจเต้นตุบ
“เหมือนใจมันหวิว ๆ ยังไงก็ไม่รู้” ซาซ่าหรี่ตา
“หวิวแบบไหน”
“ไม่รู้เหมือนกัน รู้แค่ว่ามันหวิว ๆ” นีอาเม้มริมฝีปาก ซาซ่ามองหน้านีอาด้วยสายตาค้นคว้าหาความจริง
“งั้นซาซ่าว่าแย่แล้วล่ะ”
“แย่ยังไง??”
“แปลว่านีอาอาจจะไม่ได้มองพี่นีโอเป็นแค่พี่ชายแล้ว” คำพูดนั้นทำให้นีอานิ่งไปเสียงรอบตัวเหมือนเบาลง เหลือแค่เสียงหัวใจตัวเอง
“มันผิดไหม??” นีอาถามเบามาก ซาซ่ามองหน้าเพื่อนอย่างจริงจังกว่าที่เคย
“ไม่ผิดแต่ทำไม่ได้” นีอาก้มหน้า ปลายนิ้วเกลี่ยรอยดินสอบนสมุดช้า ๆ ในหัวไม่ได้มีบทเรียนมีแต่ภาพรอยยิ้มของใครบางคนและคำถามเล็ก ๆ ที่เริ่มชัดขึ้นเรื่อย ๆ ทำไมเธอถึงรู้สึกกับพี่ชายแบบนี้