ช่วงสายของวันในรั้วมหาวิทยาลัย ลานหน้าอาคารเรียนปีสองคึกคักกว่าปกติ นักศึกษานั่งกระจายกันตามโต๊ะหินอ่อนใต้ร่มไม้ เสียงคุย เสียงหัวเราะคลอไปกับอากาศอุ่น ๆ ของปลายเทอม
นีอานั่งอยู่กับซาซ่าที่โต๊ะตัวเดิม หนังสือเรียนกองเล็กวางข้างแก้วชาเย็น เธอก้มอ่านโน้ตอยู่เงียบ ๆ แต่แสงแดดที่ตกกระทบผมยาวกับรอยยิ้มบาง ๆ บนใบหน้า ก็ยังดึงสายตาจากคนรอบข้างมาได้เสมอโดยที่เธอไม่รู้ตัว
“นีอา วันนี้มีติวอีกใช่ไหม” ซาซ่าถามพลางไถมือถือ
“ใช่ ตอนบ่ายน่ะ” นีอายิ้มบาง ๆ ยังไม่ทันได้คุยต่อ เสียงรองเท้าผ้าใบก็ดังใกล้เข้ามา
“เอ่อ… น้องนีอาใช่ไหมครับ” ทั้งสองเงยหน้าขึ้นพร้อมกัน ผู้ชายตัวสูงในเสื้อช็อปคณะวิศวะยืนอยู่ตรงหน้า มือหนึ่งถือถุงกระดาษจากร้านขนมชื่อดัง สีหน้าดูเกร็งนิด ๆ แต่แววตาตั้งใจชัดเจน
“ผมเห็นน้องนีอาบ่อย ๆ ที่ลานนี้ เลยซื้อมาฝากครับ” เขายื่นถุงให้ นีอาชะงัก มือยังวางอยู่บนหนังสือ ไม่ได้ยกขึ้นไปรับทันที
“เอ่อ…” ยังไม่ทันที่เธอจะพูดอะไร ซาซ่าก็เอนตัวเข้ามาขวางแบบแนบเนียน
“ของหวานเหรอคะ” ซาซ่ามองถุงขนมก่อนเงยไปมองหน้าเขา “นีอาแพ้น้ำตาลช่วงสอบนะคะ กินแล้วจะง่วง” หนุ่มวิศวะสะดุดเล็กน้อย
“อ๋อ… เหรอครับ ผมไม่รู้” ซาซ่ายิ้มสุภาพ แต่แววตากลับเหมือนตั้งการ์ดบาง ๆ
“แล้วนี่… รู้จักกันหรือยังคะ”
“ยังครับ แต่ผมอยาก...”
“อยากเลี้ยงใช่ไหมคะ” ซาซ่าพูดแทรกทันที “คิวนี้ต้องจองล่วงหน้าค่ะ ตอนนี้เต็ม” นีอาเกือบหลุดหัวเราะ ต้องรีบก้มหน้าลงซ่อนสีหน้า ผู้ชายคนนั้นยิ้มเจื่อน ๆ
“งั้น… ฝากไว้ก่อนก็ได้ครับ”
“ไม่ได้ค่ะ เดี๋ยวคนอื่นเข้าใจผิด” ซาซ่าส่ายหน้าปฏิเสธช้า ๆ
“เข้าใจผิดอะไรครับ” เขาชะงัก
“เข้าใจผิดว่านีอาโสดและว่างไงคะ” ซาซ่าพูดหน้าตาใส นีอาสะดุ้งทันที
“ซาซ่า!!”
“อ๋อ… โอเคครับ ขอโทษนะครับ” หนุ่มวิศวะชะงักไปเต็ม ๆ ก่อนจะรีบก้มหัวนิดหนึ่ง
“ไม่เป็นไรค่ะ” นีอาพูดตามมารยาท เขาถอยออกไปช้า ๆ ถุงขนมยังอยู่ในมือตัวเอง สีหน้าทั้งเก้อทั้งงง ก่อนจะหันไปอีกทางพอเขาเดินลับตาไป นีอาก็หันกลับมามองซาซ่าด้วยสายตาดุดุ
“ซาซ่า!! พูดแรงไปไหม”
“แรงตรงไหน นี่เรียกป้องกันทรัพย์สิน” ซาซ่าเอนหลังพิงเก้าอี้ด้วยท่าทางสบาย ๆ แต่คำตอบของซาซ่าเอานีอาอดจะถามด้วยความสงสัยไม่ได้
“ทรัพย์สินอะไร??”
“ดาวมหาลัยของเราไง” ซาซ่ายื่นหน้าเข้ามาใกล้ พูดด้วยน้ำเสียงกึ่งล้อกึ่งจริง นีอาหัวเราะออกมาเบา ๆ แต่รอยยิ้มกลับค่อย ๆ จางลงเอง สายตาเธอเลื่อนไปมองตำแหน่งที่ถุงขนมเคยถูกยื่นมา ก่อนจะพูดเสียงเบา
“จริง ๆ เขาก็ไม่ได้ผิดอะไร”
“นีอาไม่ได้อยากให้ใครเข้ามาใกล้ใช่ไหม??” ซาซ่ามองหน้าเพื่อนทันที นีอานิ่งไป ลมพัดผ่านโต๊ะสนามเบา ๆ เสียงใบไม้ไหวคล้ายเติมความเงียบให้ชัดขึ้น
“ไม่ใช่…” เธอหยุดคำเล็กน้อย “…แค่ยังไม่มีใครดีเท่าพี่นีโอแค่นั้นเอง” ซาซ่าเงียบนีอามองไปไกลทางตึกเรียน เหมือนมองผ่านมหาลัยออกไปไกลกว่านั้น
“ต่อให้มีหนุ่มทั้งมหาลัยเอาขนมมาให้…” เสียงเธอเบาลง “…หนูก็ยังอยากได้แค่เสียงพี่โอโทรมาถามว่า กินข้าวหรือยัง มากกว่าอยู่ดี”
“แกนี่มัน…” ซาซ่าถอนหายใจแล้วก็ยิ้มเศร้านิดหนึ่ง “รักพี่ชายเกินไปแล้วนะ” นีอายิ้มบาง ๆ แต่ในอกกลับว่างเพราะของหวานจากใครก็ไม่อุ่นเท่าความห่วงใยของคนที่อยู่ไกลจนเอื้อมไม่ถึงแล้ว
เย็นวันนั้น แสงแดดสีส้มอ่อนทอดยาวบนถนน นีอานั่งอยู่เบาะหลังมือกอดกระเป๋าไว้กับอก รถค่อย ๆ แล่นออกจากรั้วมหาวิทยาลัย เสียงเมืองที่คึกคักถูกทิ้งไว้ด้านหลังทีละนิด
ในรถเปิดเพลงคลอเบา ๆ แต่ไม่มีใครพูด ความเงียบไม่อึดอัด เพียงแต่เต็มไปด้วยความคิดของแต่ละคน นีอามองวิวข้างทาง ตึกสูงค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นบ้านเรือนและแนวต้นไม้ เธอสูดลมหายใจช้า ๆ ราวกับกำลังพาตัวเองกลับไปหาที่ที่คุ้นเคย ทว่าลึก ๆ ในใจก็ยังแอบหวั่น ไม่นานรถก็เลี้ยวเข้าซอยเดิม รั้วสีขาว สนามหญ้า และต้นไม้หน้าบ้านยังเหมือนเดิมทุกอย่าง เนโอจอดรถหน้าบ้าน
“ถึงแล้ว” นีอาพยักหน้า ก่อนเปิดประตูลงมา ลมเย็นยามเย็นพัดผมเธอปลิวเบา ๆ ไฟในบ้านเปิดสว่างเหมือนมีใครรออยู่ ทันทีที่ประตูเปิด
“นีอา!!” เสียงแม่ลินาดังขึ้นก่อนตัวจะโผล่ออกมาเธอเดินเร็ว ๆ เข้ามาหาแล้วดึงเธอเข้าไปกอดแน่น
“โตขึ้นอีกแล้วนะเรา”
“คิดถึงแม่ค่ะ” กลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ ของแม่ทำให้นีอารู้สึกเหมือนได้พักหัวใจ พ่อเอเดนที่นั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นลุกขึ้น เดินเข้ามายิ้ม ๆ
“แล้วนี่เนโอไปไหน ทำไมไม่กลับมาด้วย”
“ติดงานกลุ่มค่ะ”
“กลับมาก็ไม่โทรบอก เดี๋ยวแม่ก็เตรียมกับข้าวไม่ทันหรอก”
“เตรียมทันอยู่แล้วนั่นแหละ” แม่หันไปส่งค้อนเบา ๆ ให้สามีของตัวเอง นีอาหัวเราะ ก่อนถอดรองเท้าแล้วเดินเข้าไปในบ้าน บ้านยังเหมือนเดิม โซฟาตัวเดิม โต๊ะกลางเดิม รูปครอบครัวบนผนังยังอยู่ครบ แต่หัวใจเธอกลับเผลอมองไปทางบันไดโดยไม่รู้ตัวเหมือนเคยมีใครยืนรออยู่ตรงนั้น
“มองหาอะไรลูก” พ่อสังเกตเห็นสายตาลูกสาว
“เปล่าค่ะ” นีอาชะงักก่อนยิ้มหวานกลบเกลื่อนอาการของตัวเอง แม่ยกมือขึ้นลูบหัวเธอเบา ๆ
“ไปล้างมือ เดี๋ยวมากินข้าวกัน แม่ให้ทำกับข้าวที่หนูชอบไว้ด้วยนะ” คำว่า หนูชอบ ทำให้อกเธออุ่นขึ้นนิดหนึ่ง นีอาเดินขึ้นบันไดช้า ๆ ผ่านหน้าห้องหลายห้อง จนหยุดอยู่หน้าห้องหนึ่งห้องที่ยังปิดสนิทมือเธอเกือบจะยกขึ้นจับลูกบิดแต่สุดท้ายก็ปล่อยลงแล้วเดินต่อไปเพราะบางความคิดถึงแค่ยืนใกล้… ก็เจ็บพอแล้วเสียงแม่เรียกจากด้านล่าง
“นีอา มากินข้าวได้แล้วลูก!!”
“ค่ะ!!” เธอตอบ ก่อนหันกลับไปมองประตูห้องนั้นอีกครั้ง แล้วกระซิบในใจเบา ๆ บ้านยังอยู่ครบ… แต่คนในบ้านไม่ครบเหมือนเดิมแล้ว
โต๊ะอาหารถูกจัดเรียบร้อย กลิ่นต้มจืดสาหร่ายลอยอ่อน ๆ ไปทั่วห้อง นีอานั่งลงตรงเก้าอี้ประจำของตัวเอง พ่อนั่งหัวโต๊ะแม่นั่งอยู่ฝั่งขวา แม่ตักข้าวใส่ชามให้
“เรียนปีสองแล้ว เหนื่อยไหมลูก??” นีอารับชามมา ยิ้มบาง
“เหนื่อยนิดหน่อยค่ะ แต่พอกลับบ้านมาก็หายเลย”
“พูดเอาใจเก่งขึ้นนะเรา” แม่หัวเราะเบา ๆ พลางมองเธอด้วยสายตาเอ็นดู ด้านพ่อมองแล้วยิ้มมุมปากให้กับความขี้อ้อนของลูกสาว
“สมัยมัธยมไม่เห็นปากหวานขนาดนี้”
“ก็หนูคิดถึงบ้านนี่คะ คิดถึงกับข้าวแม่ คิดถึงพ่อด้วย” นีอาวางช้อนแล้วเอนเข้าไปใกล้แม่ ทำเสียงอ้อนเหมือนเดิม แม่ส่ายหน้าแต่ก็ลูบผมเธอ
“โตแล้วยังทำเหมือนเด็กอีก”
“แด๊ดไม่คิดถึงหนูเหรอคะ” นีอายิ้มอ้อนก่อนขยับไปหาพ่อ เอาคางวางบนไหล่เขาเบา ๆ พ่อหัวเราะในลำคอ
“คิดถึงสิ แต่ดูท่าลูกสาวแด๊ดจะคิดถึงของกินมากกว่านะ”
“ก็ของกินมันอร่อยนี่นา” แม่มองสองพ่อลูกแล้วถอนหายใจอย่างเอ็นดู
“นี่แหละ นีอาคนเดิม ไม่ว่ากี่ปีผ่านไปก็ยังอ้อนเก่งเหมือนเดิมนะเรา”
“ถ้าไม่ให้หนูอ้อนแด๊ดกับแม่แล้วจะให้ไปอ้อนใครละคะ” นีอาพูดเสียงออดอ้อน แต่คำพูดนั้นทำให้พ่อกับแม่ยิ้ม แม่เอื้อมมาจับมือเธอ นีอายิ้มแต่ขอบตากลับร้อนวูบขึ้นเธอก้มหน้ากินข้าวต่อ
“งั้นหนูขอเพิ่มอีกชามนะคะ วันนี้หิวเป็นพิเศษ”
“โธ่… นี่อ้อนหรือหิวกันแน่”
“ทั้งสองอย่างค่ะ”
พ่อหัวเราะตาม บรรยากาศบนโต๊ะอาหารอบอุ่นขึ้นช้า ๆ เสียงช้อนกระทบชามปะปนกับความคิดถึงที่ไม่มีใครพูดออกมา นีอาเอนหลังพิงเก้าอี้ มองหน้าพ่อแม่แล้วคิดในใจว่าต่อให้โลกข้างนอกเปลี่ยนไปแค่ไหน… แค่ได้กลับมานั่งอ้อนอยู่ตรงนี้เธอก็ยังเป็นเด็กของบ้านหลังนี้เสมอ