ภายในห้องนอนที่มีเพียงเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของคนที่กำลังนอนหลับอยู่บนเตียง เปลือกตาของนีอาขยับเล็กน้อยก่อนจะค่อย ๆ ลืมขึ้น หัวเธอยังมึน ๆ อยู่บ้าง ร่างกายหนักเหมือนเพิ่งตื่นจากฝันยาว กลิ่นยาฆ่าเชื้อจาง ๆ ยังติดปลายจมูกทำให้ความทรงจำก่อนหน้านั้นค่อย ๆ ไหลกลับมา โรงเรียน รถล้ม เสียงเรียกชื่อเธอที่คุ้นเคยเกินไป
“อือ” เสียงเรียกหลุดออกมาจากริมฝีปากแห้ง ๆ โดยไม่รู้ตัว เบา แต่ชัดเหมือนร่างกายจดจำได้เองว่า ถ้าไม่สบายควรเรียกใคร
ประตูห้องเปิดแทบจะทันทีเร็วกว่าที่ควรจะเป็นนีโอก้าวเข้ามา สีหน้าเปลี่ยนไปในวินาทีที่เห็นเธอลืมตาความตึงเครียดที่เก็บไว้ทั้งวันหลุดออกมาอย่างไม่ปิดบัง
“ตื่นแล้วเหรอ” เสียงเขาต่ำลงทันทีอ่อนกว่าทุกครั้งที่เธอคุ้นเคยเขาเดินเข้ามานั่งข้างเตียงอย่างระวังมือใหญ่เอื้อมไปแตะหน้าผากเธอแผ่วเบาเหมือนกลัวว่าการสัมผัสแรงกว่านี้จะทำให้เธอเจ็บ
“ยังเวียนหัวไหม” นีอาส่ายหน้าเล็กก่อนจะขมวดคิ้วเหมือนเพิ่งรู้สึกตัว
“พี่นีโอ” เธอมองเขาด้วยสายตานิ่ง “หนูทำให้พี่ตกใจใช่ไหม” คำถามนั้นทำให้นีโอชะงักมือที่วางอยู่บนผ้าห่มกำแน่นขึ้นเล็กน้อย
“พี่ไม่ได้ตกใจ” เขาตอบช้า ๆ แต่สายตากลับไม่สามารถโกหกได้
“พี่แค่… ไม่ชอบ”
“ไม่ชอบอะไรคะ??”
“พี่ไม่ชอบที่เห็นนีอาเจ็บตัว” คำตอบออกมาเรียบ ตรงและหนักแน่นเกินกว่าจะเป็นแค่คำปลอบ นีอาเงียบไปหัวใจเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้เหตุผลความอุ่นบางอย่างแผ่ซ่านในอกทั้งที่ร่างกายยังอ่อนแรง
“หนูไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ นี่คะ อุบัติเหตุใครจะกำหนดได้ว่าจะให้เกิดหรือไม่เกิดได้” เธอพูดเบา ๆ เหมือนกลัวเขาจะโกรธ นีโอถอนหายใจก่อนจะยกมือขึ้นลูบผมเธอช้า ๆ ท่าทางเดียวกับตอนเธอยังเด็ก ไม่เปลี่ยนเลยแม้เวลาจะผ่านไป
“พี่รู้” เสียงเขานุ่มลง “แต่ต่อไป… ระวังมากกว่านี้ได้ไหม รถมอเตอร์อย่าขี่อีก” นีอาพยักหน้ามือเล็กขยับขึ้นมาจับชายเสื้อเขาไว้เบา ๆ เหมือนต้องการยึดอะไรบางอย่างให้มั่นใจ
“พี่จะอยู่กับนีอาใช่ไหม” คำถามสั้น ๆ แต่เต็มไปด้วยความหมาย นีโอมองมือตัวเองที่ถูกจับไว้ ก่อนจะสบตาเธออีกครั้ง
“อื้ม... พี่จะอยู่ตรงนี้” เขาตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด
“ไม่ไปไหน” รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏบนใบหน้าอ่อนแรงของนีอาเปลือกตาค่อย ๆ ปิดลงอีกครั้งเหมือนหมดแรงกังวล นีโอยังนั่งอยู่ตรงนั้นไม่ขยับ ไม่ปล่อย เพราะเขารู้ดีว่าทุกครั้งที่เธอเรียกชื่อเขาแบบนี้มันไม่ใช่แค่ความไว้ใจของน้องสาวแต่มันคือสิ่งเดียวที่เขาไม่เคยยอมให้หายไปจากชีวิตเลยแม้แต่วินาทีเดียว
แสงเย็นเริ่มคลี่ตัวลงนอกหน้าต่างห้องทั้งห้องเงียบสงบ มีเพียงเสียงนาฬิกาเดินช้า ๆ เป็นจังหวะนีอาขยับตัวเล็กน้อยก่อนจะลืมตาขึ้นอีกครั้งคราวนี้ความมึนลดลง แต่ร่างกายยังอ่อนแรง
“หิวไหม??” เสียงนีโอดังขึ้นจากข้างเตียงเขานั่งอยู่ตรงนั้นเหมือนไม่ได้ขยับไปไหนเลยตั้งแต่เธอหลับนีอาพยักหน้าเบา ๆ ยังไม่ทันพูดอะไร นีโอก็ลุกขึ้นไปหยิบถาดอาหารที่ลินาเตรียมไว้เป็นโจ๊กถ้วยเล็ก ๆ อุ่นกำลังดีเขานั่งลงใกล้กว่าเดิมจัดหมอนให้เธอเอนสบายท่าทางคล่องแคล่วเหมือนทำแบบนี้มานับครั้งไม่ถ้วน
“นั่งไหวไหม”
“ไหวค่ะ” นีโอตักโจ๊กขึ้นมาเป่าเบา ๆ ก่อนจะยื่นไปใกล้ริมฝีปากเธอ นีอาชะงักเล็กน้อย มองเขาเหมือนจะพูดอะไรสักอย่างแต่สุดท้ายก็อ้าปากรับอย่างว่าง่าย
“ร้อนบอกนะ” เขาพูดเสียงเรียบ แต่สายตาจับทุกการเคลื่อนไหวของเธอ
“ไม่ร้อนค่ะ” เธอตอบหลังกลืนคำแรกลงไป “อร่อยด้วย”
นีโอไม่ตอบแต่ปลายช้อนหยุดนิ่งไปเสี้ยววินาทีก่อนจะป้อนคำต่อไปอย่างเงียบ ๆ ไม่มีคำพูดเกินจำเป็นไม่มีความอึดอัดมีแค่ความใกล้ชิดที่คุ้นเคยเกินไปจนแทบลืมไปแล้วว่าเธอโตขึ้นมากแค่ไหนเมื่อโจ๊กหมดถ้วยนีโอวางถาดลงหยิบแก้วยากับน้ำขึ้นมาแทน
“ยานะ” เขาบอกสั้น ๆ นีอาทำหน้าลังเลเล็กน้อยก่อนจะหัวเราะออกมา “พี่นีโอทำเหมือนตอนหนูยังเด็กเลย” มือของนีโอชะงักแต่เขาไม่ได้เถียงเพียงยื่นยาให้เธอเหมือนเดิม
“กินเสร็จแล้วค่อยพูด” นีอารับยาไปกินอย่างว่าง่ายนีโอส่งน้ำให้ทันทีรอจนแน่ใจว่าเธอกลืนหมดจริง ๆ ถึงจะวางแก้วลง
“ดีมาก” คำชมหลุดออกมาโดยไม่รู้ตัวนีอายิ้มรอยยิ้มเล็ก ๆ ที่ทำให้หัวใจของเขาแน่นขึ้นทุกครั้งที่เห็น
“ง่วงแล้ว” เธอพูดเบา ๆ นีโอลุกขึ้นจัดหมอน จัดผ้าห่มให้เข้าที่ทุกการเคลื่อนไหวช้า ระวัง และคุ้นเคยจนเป็นธรรมชาติ เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย เขากำลังจะถอยออกมาแต่มือเล็กกลับเอื้อมมาจับข้อมือเขาไว้
“พี่นีโอ” เสียงนั้นแผ่วเหมือนกลัวเขาจะหายไปถ้าเรียกดังเกินนีโอหยุดทันทีหันกลับมา
“พี่อยู่นี่” เขาพูดโดยไม่ต้องให้เธอถามเขานั่งลงข้างเตียงอีกครั้งมือใหญ่คลุมมือเล็กไว้หลวม ๆ ไม่แน่น ไม่บีบ แค่พอให้รู้ว่ายังอยู่ตรงนี้จริง ๆ นีอาหลับตาลงลมหายใจค่อย ๆ สม่ำเสมอนีโอยังคงนั่งอยู่ตรงนั้นจนแน่ใจว่าเธอหลับสนิทแล้วถึงจะค่อย ๆ ดึงมือออกอย่างระมัดระวังก่อนลุกจากเตียงเขาก้มลงเล็กน้อยจัดผ้าห่มให้แนบตัวเธอขึ้นอีกนิด
“ฝันดีนะ” เสียงเบาจนแทบไม่ได้ยินไฟหัวเตียงถูกปิดลงห้องกลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้งแต่นีโอกลับรู้ดีว่าคืนนี้…เขาคงไม่ได้นอนง่าย ๆ เพราะยิ่งดูแล ยิ่งใกล้ชิดหัวใจเขายิ่งแน่ใจในสิ่งเดียว การปล่อยให้นีอาเจ็บคือสิ่งที่เขารับไม่ได้และการถอยออกมาในฐานะพี่ชายกำลังยากขึ้นทุกที
ค่ำวันนั้นบ้านเงียบลงมากหลังทุกคนเข้านอนแสงไฟในห้องทำงานยังเปิดอยู่เป็นจุดเดียวในบ้านเอเดนนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้ตัวเดิม เอกสารงานวางเรียงเป็นระเบียบนีโอยืนเคาะประตูเบา ๆ ก่อนจะเปิดเข้าไป
“เรียกผมหรือเปล่าครับ แด๊ด” เอเดนเงยหน้าขึ้นแววตาเคร่งจากงานอ่อนลงทันที
“เข้ามานั่งก่อน” นีโอเดินเข้าไปนั่งฝั่งตรงข้ามท่าทางสงบ แต่สายตานิ่งจริงจังเอเดนพับเอกสารชุดหนึ่งเก็บไว้ด้านข้างเหมือนตั้งใจจะวางเรื่องงานลงชั่วคราว
“ลูกอยู่ปีสามแล้วใช่ไหม”
“ครับ”
“เทอมหน้าก็ฝึกงานแล้ว”
“ครับ”
“พอเรียนจบลูกคิดหรือยังว่าจะทำอะไรต่อ จะเรียนต่อหรือทำงานเลย” น้ำเสียงไม่ได้กดดัน แต่เต็มไปด้วยความสนใจ นีโอพยักหน้า
“ผมอยากเรียนต่อโท” เอเดนมองลูกชายด้วยสายตาเรียบไม่ได้แปลกใจ แต่ก็ไม่ได้รีบพูดอะไรต่อ ปล่อยให้คำตอบนั้นอยู่ในอากาศสักพัก
“ด้านไหน” เขาถามในที่สุด น้ำเสียงเรียบ แต่ตั้งใจฟัง
“บริหารครับ” นีโอตอบทันที “ผมอยากเข้าใจระบบทั้งหมดให้มากกว่านี้ ไม่ใช่แค่ตามแด๊ดไปประชุมแล้วพยักหน้า”
“แล้วเรื่องงานล่ะ” เอเดนยิ้มมุมปากเล็กน้อยเป็นรอยยิ้มที่เหมือนจะบอกว่า คิดไว้แล้วว่าลูกจะตอบแบบนี้
“คิดจะเข้ามาช่วยบริษัทเมื่อไหร่” นีโอนิ่งไปครู่หนึ่งสายตาเขาไม่ได้หลบ แต่หนักแน่นขึ้น
“ผมอยากออกไปทำงานข้างนอกก่อนครับ”
“อย่างน้อยก็สักปีสองปี เรียนรู้จากที่อื่น ล้มเอง เจ็บเอง แล้วค่อยกลับมา” เอเดนพยักหน้าไม่ได้ขัด ไม่ได้ค้าน
“กลัวอะไร” เขาถามตรง ๆ
“กลัวคนมองว่ามาเพราะนามสกุล…หรือกลัวตัวเองยังไม่พร้อม” นีโอสูดลมหายใจเบา ๆ ก่อนจะตอบด้วยเสียงนิ่ง
“ทั้งสองอย่างครับ” ความเงียบปกคลุมห้องทำงานอีกครั้งแต่ไม่ใช่ความเงียบที่อึดอัดเอเดนเอนหลังพนักเก้าอี้มือคลายจากกัน วางบนที่เท้าแขน
“แด๊ดไม่เคยคิดให้ลูกต้องรีบรับช่วงต่อ” เขาพูดช้า ๆ
“บริษัทจะอยู่ได้ ไม่ได้ขึ้นกับว่าใครเป็นลูกใคร แต่มันอยู่ที่ว่าใคร รับผิดชอบมันได้จริง” สายตาพ่อกับลูกสบกันนิ่ง เท่าเทียม และจริงใจ
“วันที่ลูกกลับมา” เอเดนพูดต่อ “แด๊ดอยากให้ลูกกลับมาในฐานะนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่แค่ทายาทที่รอสืบทอด” นีโอพยักหน้า ไหล่ที่ตึงมาตลอดวันค่อย ๆ ผ่อนลงเล็กน้อย
“นั่นแหละครับ ที่ผมอยากเป็น” เอเดนลุกขึ้นยืนเดินอ้อมโต๊ะมาหยุดข้างลูกชาย ก่อนจะวางมือลงบนไหล่เขาเบา ๆ
“แด๊ดเชื่อในตัวลูกนะ นีโอ”
“ไม่ใช่เพราะลูกเก่งที่สุด แต่เพราะลูกรู้จักรับผิดชอบคนอื่น” คำพูดนั้นทำให้นีโอก้มหน้าลงเล็กน้อยไม่ใช่เพราะเขินแต่เพราะมันหนักแน่นเกินกว่าจะตอบอะไรทันที
“แต่อย่าลืมอย่างหนึ่ง” เอเดนเสริมน้ำเสียงอ่อนลงอย่างชัดเจน “ลูกไม่จำเป็นต้องแบกทุกอย่างไว้คนเดียวเหมือนที่ทำกับน้อง ๆ ลูกยังมีแด๊ดคอยอยู่ข้างหลังเสมอ” นีโอเงยหน้าขึ้นก่อนจะตอบสั้น ๆ แต่จริง
“ครับ แด๊ด” แสงไฟในห้องทำงานยังสว่างเอกสารยังวางอยู่บนโต๊ะแต่บทสนทนานั้นไม่ได้เป็นเรื่องของงานอีกต่อไป
มันคือการส่งต่อความไว้ใจระหว่างพ่อกับลูกชายคนโตที่กำลังเติบโตขึ้นอย่างเงียบ ๆ