แสงไฟนีออนในออฟฟิศชั้น 22 กระพริบถี่ๆ ราวกับจะหมดแรง "วิน" ถอนหายใจยาวพลางบิดขี้เกียจจนกระดูกลั่น กองเอกสารโปรเจกต์ใหญ่ตรงหน้าเพิ่งจะเสร็จสิ้นลงในเวลา 00:15 น. บรรยากาศรอบตัวเงียบสงัด มีเพียงเสียงพัดลมระบายอากาศและเสียงรัวคีย์บอร์ดจากโต๊ะไกลๆ ที่เพื่อนร่วมงานคนอื่นกลับบ้านกันไปหมดแล้ว
"เหลือเราคนเดียวอีกแล้วเหรอเนี่ย" วินพึมพำเบาๆ เขาจัดแจงปิดคอมพิวเตอร์และคว้ากระเป๋าเป้คู่ใจ เดินตรงไปยังโถงลิฟต์ที่มืดสลัว
ตึกสำนักงานแห่งนี้เก่าแก่และมีเรื่องเล่าปากต่อปากในหมู่พนักงานว่า “ลิฟต์ตัวที่สี่” ทางขวาสุดมักจะมีปัญหาบ่อยครั้ง บ้างก็ว่ามันชอบจอดที่ชั้น 13 ทั้งที่ไม่มีคนกด บ้างก็ว่าเคยมีพนักงานหญิงกระโดดตึกลงมาค้างอยู่บนหลังคาลิฟต์ตัวนี้เมื่อหลายปีก่อน
วินยืนรอหน้าลิฟต์ หัวใจเต้นรัวอย่างไม่มีสาเหตุ 'อย่ามาหลอนตอนนี้สิวะ รีบกลับไปนอนดีกว่า' เขาคิดในใจพลางเอื้อมมือไปกดปุ่มลูกศรลง
ติ๊ง!
ลิฟต์ตัวที่สี่เปิดออกพอดี วินชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะก้าวเข้าไปข้างใน ลิฟต์ตัวนี้มีกระจกเงาบุรอบด้านทำให้ห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ดูมีมิติซ้อนทับกันไม่รู้จบ แสงไฟภายในสลัวกว่าปกติและมีกลิ่นอับชื้นเหมือนผ้าเปียกที่ทิ้งไว้นานๆ เขาเอื้อมมือไปกดปุ่มชั้น G
ประตูลิฟต์ค่อยๆ เลื่อนปิดลงช้าๆ แต่ก่อนที่มันจะปิดสนิท มีมือที่ซีดขาวและผอมแห้งยื่นมาขวางไว้!
ครืด...
ประตูลิฟต์เปิดออกอีกครั้ง ชายคนหนึ่งในชุดสูทสีดำสนิทก้าวเข้ามา เขาโน้มตัวเล็กน้อยเป็นเชิงทักทายแต่ไม่พูดอะไร ชายคนนั้นเดินไปยืนที่มุมลิฟต์ด้านหลังวิน วินรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยเพราะเขาจำไม่ได้ว่าเห็นใครทำงานอยู่ชั้นนี้อีก แต่เขาก็ไม่ได้ทักทายอะไรกลับไป
ลิฟต์เริ่มเคลื่อนที่ลงอย่างช้าๆ ตัวเลขดิจิทัลเปลี่ยนจาก 22 เป็น 21... 20... 19...
วินมองเงาสะท้อนในกระจกด้านหน้า เขาเห็นตัวเองยืนอยู่ และเห็นชายชุดดำยืนอยู่ข้างหลัง แต่ทว่า... “ในกระจกนั้น ชายชุดดำไม่มีใบหน้า” มันเป็นเพียงก้อนเนื้อเรียบตึงสีเทาซีดที่ไม่มีดวงตา จมูก หรือปาก
วินชาวาบไปตั้งแต่หัวจรดเท้า ลมหายใจเริ่มติดขัด 'ตาฝาดแน่ๆ แสงมันมืดไปเอง' เขาพยายามปลอบใจตัวเองและไม่กล้าหันไปมองข้างหลังตรงๆ
ติ๊ง!
ลิฟต์หยุดชะงักที่ชั้น 13 ประตูกว้างเปิดออกสู่ทางเดินที่มืดสนิท ไม่มีใครรออยู่ข้างนอก ลมเย็นยะเยือกพัดกรรูเข้ามาในลิฟต์จนวินต้องกระชับเสื้อคลุม
"มีใครจะเข้าไหมครับ?" วินถามด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า หวังจะทำลายความเงียบที่น่าอึดอัด
ไม่มีเสียงตอบรับ มีเพียงเสียงลมหวีดหวิว วินรีบกดปุ่มปิดประตูรัวๆ ทว่าชายชุดดำที่ยืนอยู่ข้างหลังกลับยื่นมือมาจับไหล่ของเขาไว้ มือข้างนั้นเย็นเจี๊ยบราวกับก้อนน้ำแข็งที่เพิ่งออกมาจากช่องฟรีซ
“จะรีบไปไหนล่ะ...ยังรำไม่เสร็จเลย”เสียงนั้นไม่ได้ดังมาจากปาก แต่มันก้องอยู่ในหัวของวิน วินสะดุ้งสุดตัวและสะบัดไหล่หนี
"คุณเป็นใคร! ต้องการอะไร!" เขาตะโกนลั่นพลางหันกลับไปมอง แต่ที่มุมลิฟต์นั้นกลับว่างเปล่า... ชายชุดดำหายไปแล้ว
แต่เมื่อเขามองไปที่กระจกเงารอบด้าน เขากลับเห็นเงาของชายชุดดำนับสิบคนยืนล้อมรอบเงาของเขาไว้ในกระจก ทุกเงาเริ่มขยับร่ายรำด้วยท่าทางที่บิดเบี้ยว แขนขาของเงาเหล่านั้นหักงอผิดรูป เสียงกระดูกลั่น เปรี๊ยะ...เปรี๊ยะ...ดังระงมไปทั่วลิฟต์
'นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน! ปล่อยกูไป!'วินตะโกนในใจ น้ำตาเริ่มไหลด้วยความหวาดกลัว
ทันใดนั้น ลิฟต์ก็กระชากอย่างแรงจนวินล้มลงไปกองกับพื้น แสงไฟในลิฟต์ดับพรึบลง ทิ้งให้เขาอยู่ท่ามกลางความมืดสนิทที่มีเพียงเสียงลมหายใจหอบถี่ของตัวเอง
เขาคลำหาโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเพื่อใช้แสงไฟ แต่เมื่อเปิดไฟฉายขึ้นมา แสงไฟกลับส่องไปกระทบกับใบหน้าหนึ่งที่อยู่ห่างจากหน้าเขาเพียงไม่กี่นิ้ว
มันคือใบหน้าของหญิงสาวที่เน่าเฟะ ผิวหนังหลุดลอกจนเห็นฟันที่เหยินออกมา ดวงตาข้างหนึ่งโบ๋กลวง ส่วนอีกข้างห้อยรุ่งริ่งอยู่บนแก้ม เธอกำลังจ้องมองเขาด้วยความอาฆาต
“มึงมาแทนที่กู...มึงต้องมาอยู่ตรงนี้แทนกู!”เธอหวีดร้องจนแก้วหูของวินแทบแตก
เพดานลิฟต์เริ่มมีของเหลวสีดำข้นหยดลงมาใส่หน้าของเขา กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งจนน่าอาเจียน วินพยายามจะคลานไปที่ประตู แต่เขารู้สึกเหมือนมีมือล่องหนนับร้อยมาฉุดกระชากขาและลำตัวของเขาไว้ ร่างของเขาถูกยกขึ้นลอยเหนือพื้นลิฟต์
วินมองเห็นเงาตัวเองในกระจกที่แตกละเอียดจากการสั่นสะเทือน เงาของเขาในกระจกเริ่มเปลี่ยนไป...ใบหน้าของเขาค่อยๆ หลอมละลาย กลายเป็นเนื้อเรียบตึงเหมือนชายชุดดำคนนั้น
"ไม่! ช่วยด้วย!"เสียงเรียกสุดท้ายของเขาถูกกลืนหายไปเมื่อประตูลิฟต์เปิดออกที่ชั้น G
รปภ. ที่เข้าเวรดึกเดินมาดูเมื่อเห็นลิฟต์ตัวที่สี่จอดแช่อยู่นานผิดปกติ เมื่อประตูเปิดออก เขาพบเพียงลิฟต์ที่ว่างเปล่า...ไม่มีร่องรอยของพนักงานที่ชื่อวิน ไม่มีกระเป๋าเป้ มีเพียงคราบน้ำสีดำจางๆ บนพื้นลิฟต์ที่ส่งกลิ่นเหม็นอับพิกล
"ลิฟต์ตัวนี้เสียอีกแล้วเหรอเนี่ย"รปภ. บ่นพึมพำพลางกดปิดประตู
ทว่าในวินาทีที่ประตูลิฟต์กำลังจะปิดลง รปภ. กลับเห็นเงาสะท้อนในกระจกเบาบาง...เป็นเงาของชายหนุ่มคนหนึ่งในชุดพนักงานออฟฟิศ ยืนก้มหน้าอยู่มุมลิฟต์ข้างหลังเขา และที่น่าขนลุกที่สุดคือ ชายคนนั้นกำลังร่ายรำด้วยท่าทางบิดเบี้ยว พร้อมกับส่งยิ้มที่ฉีกกว้างไปถึงใบหูมาให้เขาผ่านกระจก
“คืนนี้... มีเพื่อนร่วมทางเพิ่มอีกคนแล้วนะ”เสียงกระซิบนั้นดังแผ่วมาตามลม ก่อนที่ลิฟต์ตัวที่สี่จะเริ่มเคลื่อนที่ขึ้นไปยังชั้น 13 อีกครั้ง... และไม่มีใครเห็นวินเดินออกมาจากตึกนั้นอีกเลยตลอดกาล