กระดาษสีขาวแผ่นบางถูกขยำจนยับยู่ยี่คามือหนาที่สั่นเทาด้วยแรงอารมณ์ คิมหันต์ขบกรามแน่นจนนูนเป็นสัน เส้นเลือดดำปูดโปนขึ้นตรงขมับบ่งบอกถึงความโกรธจัดที่พุ่งทะลุขีดจำกัด
ลาออกเพื่อแสวงหาความก้าวหน้าในสายอาชีพใหม่ อย่างนั้นเหรอ? ข้ออ้างสับปลับ เธอคิดว่าเขาโง่จนดูไม่ออกหรือไงว่านี่คือการหนีเขา
"ใครอนุญาตให้เธอลาออกพัชชาฉันยังไม่ได้เซ็นอนุมัติ"
เขาคำรามลั่นห้องทำงานที่ว่างเปล่า กวาดแขนปัดแฟ้มเอกสารบนโต๊ะร่วงหล่นกระจัดกระจายเต็มพื้น
ชายหนุ่มคว้าโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดโทรออกหาเบอร์ที่คุ้นเคยเป็นครั้งที่สิบ ยี่สิบ หรืออาจจะสามสิบ เขาก็ไม่ได้นับ รู้เพียงแต่ว่ายิ่งได้ยินเสียงระบบตอบรับอัตโนมัติซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความโกรธก็ยิ่งสุมทับทวีคูณจนแทบจะระเบิดออกมา
หมายเลขที่คุณเรียก ไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้...
"โธ่เว้ย รับสายสิพัชชา รับสายฉันเดี๋ยวนี้"
คิมหันต์สบถอย่างหัวเสียก่อนจะปาโทรศัพท์เครื่องหรูลงบนโซฟาอย่างแรง เขาหอบหายใจหนักหน่วง พยายามเค้นสมองคิดว่าผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ไม่มีญาติพี่น้องที่ไหนในกรุงเทพฯ จะหนีไปซ่อนตัวอยู่ที่ไหนได้
และแล้วสถานที่แห่งหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัว... คอนโด
คอนโดมิเนียมหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่เขาเป็นคนควักเงินซื้อให้เธอเป็นของขวัญเมื่อสองปีก่อน เพื่อให้เธอเดินทางมาทำงานได้สะดวก และที่สำคัญ เพื่อให้เธอ สแตนด์บายรอรับใช้เขาทุกครั้งที่เขาต้องการ ไม่ว่าจะดึกดื่นแค่ไหนก็ตาม
คิมหันต์ไม่รอช้า เขากระชากกุญแจรถสปอร์ตคันเก่งแล้วพุ่งพรวดออกจากห้องทำงานไปทันที ทิ้งความวุ่นวายและเอกสารสำคัญนับสิบโปรเจกต์ไว้เบื้องหลังอย่างไม่ไยดี
รถสปอร์ตสีดำขลับแล่นแหวกการจราจรที่ติดขัดของกรุงเทพฯ ด้วยความเร็วและจังหวะปาดซ้ายป่ายขวาที่ทำเอาผู้ร่วมทางต้องบีบแตรด่าทอ แต่คิมหันต์ไม่สนอะไรทั้งสิ้น ในหัวของเขามีเพียงใบหน้าหวานที่เปื้อนคราบน้ำตาเมื่อเช้านี้ เขาต้องจับตัวเธอมาคาดคั้นให้รู้เรื่อง เธอไม่มีสิทธิ์ทิ้งเขาไปโดยที่เขาไม่อนุญาต ไม่มีสิทธิ์หนีไปไหนทั้งนั้นจนกว่าเขาจะเป็นคนเอ่ยปากไล่
ใช้เวลาเพียงไม่นาน รถสปอร์ตก็เลี้ยวปาดเข้ามาจอดในโซนวีไอพีของคอนโดหรู ชายหนุ่มก้าวเท้ายาวๆ ตรงดิ่งไปยังลิฟต์ กดรหัสผ่านส่วนตัวด้วยนิ้วที่สั่นเทาเล็กน้อย ทันทีที่ประตูลิฟต์เปิดออกที่ชั้นยี่สิบห้า เขาก็พุ่งตรงไปยังห้องริมสุดทางเดินทันที
ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ดๆๆ ... แกร๊ก !!
รหัสผ่านหกหลักที่เขาเป็นคนตั้งให้เธอยังคงใช้งานได้ คิมหันต์ผลักประตูเข้าไปอย่างแรงจนบานประตูกระแทกผนังเสียงดังสนั่น
"พัชชา ออกมาคุยกับฉันให้รู้เรื่องเดี๋ยวนี้นะ "
เสียงทุ้มตวาดลั่นก้องไปทั่วห้อง ทว่าสิ่งที่ตอบรับกลับมามีเพียงความเงียบงัน เงียบจนได้ยินเสียงเครื่องปรับอากาศที่ไม่ได้ถูกเปิดใช้งานมาพักใหญ่
คิมหันต์ก้าวเข้ามาในห้องนั่งเล่น สิ่งแรกที่เขาสัมผัสได้คือความว่างเปล่า มันไม่ใช่แค่การที่เธอไม่อยู่ในห้อง แต่มันคือบรรยากาศที่ไร้ซึ่งชีวิตจิตใจ ชายหนุ่มใจหายวาบเมื่อเหลือบไปเห็นชั้นวางรองเท้าที่ว่างเปล่า เขาพุ่งตัวเข้าไปในห้องนอน กระชากประตูตู้เสื้อผ้าบานใหญ่เปิดออก
ราวแขวนผ้าโล่งเตียนไม่มีชุดเดรสทำงานสีเอิร์ธโทนที่เธอชอบใส่ ไม่มีเสื้อยืดกางเกงขาสั้นตัวโปรด แม้แต่ลิ้นชักโต๊ะเครื่องแป้งก็ถูกเก็บกวาดจนสะอาดสะอ้าน ขวดน้ำหอมกลิ่นดอกไม้ป่าที่เขาเคยชมว่าหอมนักหนาก็อันตรธานหายไป
ของทุกอย่างที่เป็นของเธอหายไปหมดราวกับไม่เคยมีผู้หญิงที่ชื่อพัชชาอาศัยอยู่ที่นี่
หรือว่า ..
ร่างสูงทรุดลงนั่งบนเตียงนอนกว้างอย่างหมดแรง กลิ่นหอมจางๆ ของแชมพูที่ติดอยู่บนหมอนเป็นสิ่งเดียวที่ยืนยันว่าเธอเคยอยู่ที่นี่จริงๆ มือหนายกขึ้นลูบหน้าตัวเองอย่างคนจนปัญญา ความโกรธเกรี้ยวที่พกมาเต็มอกเมื่อครู่แตกสลายกลายเป็นความตื่นตระหนกที่แสนน่ากลัว
เธอไม่ได้แค่หนีไปพักใจแต่เธอตั้งใจจะตัดขาดจากเขาอย่างถาวร
สายตาคมกริบเหลือบไปเห็นซองเอกสารสีน้ำตาลวางทิ้งไว้บนโต๊ะหัวเตียง คิมหันต์เอื้อมมือไปหยิบมันขึ้นมาเปิดดู ภายในนั้นคือโฉนดคอนโดมิเนียมห้องนี้ที่สลักชื่อเธอเป็นเจ้าของ พร้อมกับกุญแจรถยนต์มินิคูเปอร์ที่เขาซื้อให้เธอไว้ใช้สอยส่วนตัว
เธอคืนมันให้เขาทุกอย่างเธอไม่เอาอะไรที่มาจากเขาสักชิ้นเดียว
"คิดจะตัดหางปล่อยวัดฉันง่ายๆ อย่างนี้เหรอพัชชา.
"
คิมหันต์กำกุญแจรถในมือแน่นจนข้อขาว ดวงตาที่เคยวูบไหวด้วยความสูญเสียแปรเปลี่ยนเป็นความดุดันและวาวโรจน์ยิ่งกว่าเดิม
"เธอประเมินความเลวของฉันต่ำเกินไปแล้ว"
ชายหนุ่มหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาอีกครั้ง แต่คราวนี้เขาไม่ได้กดหาเบอร์ที่ปิดเครื่องหนี ทว่ากดโทรออกหาลูกน้องคนสนิทแทน
"ไอ้กร... สั่งระงับบัตรเครดิตทุกใบที่เป็นชื่อพัชชา เช็กกล้องวงจรปิดของคอนโดและบริษัททุกตัว หาให้เจอว่าเธอขึ้นรถแท็กซี่คันไหน ทะเบียนอะไร และไปที่ไหน"
เสียงทุ้มสั่งการเยียบเย็น แฝงไปด้วยอำนาจที่พร้อมจะพลิกแผ่นดินหา
"ต่อให้ต้องพลิกกรุงเทพฯ หรืองมเข็มในมหาสมุทรมึงก็ต้องลากตัวผู้หญิงของฉันกลับมาให้ได้ ภายในยี่สิบสี่ชั่วโมง!"