ดวงตะวันยามเย็นคล้อยต่ำลงทุกที ราวกับลูกแก้วสีเพลิงที่กำลังจะหล่นหายไปใต้ขอบฟ้า วิลเฮล์มวิ่งเหยาะๆ ผ่านสนามหญ้าที่ถูกอาบไล้ด้วยแสงสีทองยามอัสดงจนดูเรืองรองจับตา มือของเขากำสายสะพายเป้เก่าๆ แน่นจนปวดข้อ ภายในเป้นั้นมีแก้วใบหนึ่งกับกล่องไม้ปริศนาซุกซ่อนอยู่ราวกับเป็นความลับที่ไม่อาจแพร่งพราย
"หวังว่าบันไดนั่นจะไม่พังไปกว่าเดิมนะ" วิลเฮล์มบ่นพึมพำกับตัวเอง เสียงลมหายใจของเขาเริ่มถี่ขึ้น พลางเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นอีก สองขาพุ่งทะยานไปยังประตูหลังไม้เก่าที่แกว่งไกวตามแรงลมเอื่อยๆ ราวกับกำลังโบกมือเรียกให้เข้าไป
"เดี๋ยวฉันจะเอากาวอีพ็อกซี่ที่ห้องช่างไปซ่อมก่อน!" เสียงของเลน่าตะโกนตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่นปนหอบเล็กน้อย เธอวิ่งตามมาติดๆ ใบหน้าแดงก่ำจากการวิ่ง "แต่เธอต้องกลับมาก่อนที่ครูใหญ่จะมาตรวจห้องสมุดล่ะ! ไม่งั้นโดนกักบริเวณแน่!"
วิลเฮล์มไม่ใส่ใจคำเตือนนั้นแม้แต่น้อย ดวงตาของเขามุ่งมั่นจับจ้องไปยังหอนาฬิกาเก่าแก่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ไกลๆ ยอดแหลมของมันเสียดฟ้าสีครามที่เริ่มจะกลายเป็นสีม่วงเข้ม ราวกับเข็มทิศนำทางสู่ปริศนาที่รอคอย
เลน่ารับปากด้วยน้ำเสียงจริงจังบ่งบอกความตั้งใจ "แล้วฉันจะหาวิธีซ่อมมันให้เนียนที่สุดเลย... ให้มันเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน!"
วิลเฮล์มรู้สึกถึงความเร่งรีบของเวลาที่บีบคั้นทุกวินาที เขารู้ดีว่าต้องไปถึงหอนาฬิกาก่อนที่ตะวันจะลับขอบฟ้าไปเสียก่อน มิฉะนั้นทุกอย่างที่วางแผนมาอาจจะพังไม่เป็นท่า
"ฉันจะรีบไปให้เร็วที่สุดเลย!" วิลเฮล์มตะโกนตอบกลับไปพลางก้าวข้ามธรณีประตูไม้ที่ผุพังจนมีรอยแตกยับยู่ยี่ราวกับฟันของปีศาจ
"ระวังอย่าวิ่งชนใครเข้านะ โดยเฉพาะครูใหญ่น่ะ! เธอก็รู้ว่าแกจ้องจะจับผิดเราอยู่แล้ว!" เลน่าตะโกนไล่หลังมาอีกหน เสียงของเธอดังแผ่วลงเมื่อวิลเฮล์มทิ้งระยะห่างออกไป
วิลเฮล์มไม่รอช้า เพิ่มความเร็วขึ้นอีก ย่ำเท้าลงบนกรวดหินในลานกว้างจนเกิดเสียงดังแกรกกรากคล้ายกระดูกแตกหักดังลั่นไปทั่วบริเวณ บ่งบอกถึงความเร่งรีบและใจที่เต้นระรัวของเขา
"ฉันเห็นหอคอยนั่นแล้ว!" วิลเฮล์มตะโกนตอบกลับไป เสียงของเขาสั่นเครือด้วยความตื่นเต้น พลางชี้ไปยังสิ่งก่อสร้างโลหะขึ้นสนิมที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยวแต่ไกลลิบเสียจนแทบจะกลืนหายไปกับเงาของผืนป่าด้านหลัง
"อย่าเพิ่งตื่นเต้นไปมากนักสิ วิลเฮล์ม!" เลน่าตะโกนตอบกลับมาเสียงหอบหายใจ เธอพยายามวิ่งตามมาให้ทัน ขายาวๆ ของเธอพาให้ร่างโปร่งวิ่งได้เร็วพอสมควร "ระวังอย่าให้ใครเห็นกล่องนั่นเชียว! จำได้ไหมที่เราคุยกันไว้!"
วิลเฮล์มเร่งฝีเท้าอีกครั้ง หัวใจของเขาเต้นรัวเร็วจนแทบจะหลุดออกมาจากอก ย่ำลงบนกรวดหินในลานกว้างจนเกิดเสียงดังแกรกกรากคล้ายกระดูกแตกหักซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขารู้ดีว่าต้องไปถึงหอนาฬิกาก่อนตะวันจะลับไป นี่คือช่วงเวลาแห่งความเป็นความตายของการผจญภัยครั้งนี้
"ฉันเห็นสัญลักษณ์นั่นแล้ว!" วิลเฮล์มร้องบอก ใบหน้าของเขาดูเคร่งเครียดภายใต้แสงตะวันยามเย็นที่เริ่มอ่อนลงอย่างรวดเร็ว สีส้มแดงค่อยๆ จางหายไป กลายเป็นสีม่วงหม่นที่เริ่มปกคลุมท้องฟ้า
เขารีบตรงไปยังส่วนฐานของหอนาฬิกาเก่า แท่งหินแกรนิตสีเทาเข้มขนาดใหญ่ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่เบื้องหน้า ราวกับเป็นผู้พิทักษ์ความลับมานับร้อยปี
"ตรงไหนกันวิลเฮล์ม?" เลน่าหอบหายใจพลางถาม ขณะที่เธอตามมาทันพอดี ดวงตาของเธอสอดส่ายมองไปรอบบริเวณลานอย่างรวดเร็ว ราวกับกำลังค้นหาสัญญาณอันตรายที่อาจแฝงตัวอยู่
วิลเฮล์มไม่พูดพร่ำทำเพลง ชี้ไปที่รอยแยกขนาดใหญ่ที่พาดผ่านแผ่นหินด้านตะวันตกไปเกือบครึ่ง รอยแยกนั้นดูแปลกประหลาด ไม่เหมือนรอยร้าวจากการสึกหรอทั่วไป
"รอยนี้นี่เอง... มันเหมือนกับสัญลักษณ์ในหนังสือไม่มีผิดเพี้ยนเลย!" เสียงของวิลเฮล์มเต็มไปด้วยความทึ่ง ราวกับกำลังเผชิญหน้ากับความจริงที่อยู่เหนือความคาดหมาย
"มันดูเหมือนรอยที่ถูกสร้างขึ้นอย่างตั้งใจมากกว่าการสึกหรอตามธรรมชาติเสียอีก" เลน่าพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น แววตาเป็นประกาย "ใครกันนะที่ทำแบบนี้?"
"เราต้องงัดมันออกมาให้ได้" วิลเฮล์มพูดพลางหยิบท่อนเหล็กเส้นเก่าๆ ที่ถือติดมือมาเพื่อใช้เป็นเครื่องมือ ดวงตาของเขาเป็นประกายด้วยความมุ่งมั่น
"ใจเย็นๆ ก่อนสิวิลเฮล์ม อย่าให้เสียงดังจนคนอื่นได้ยินเข้าล่ะ!" เลน่ากระซิบเตือนเสียงเบาหวิว ราวกับกลัวว่ากำแพงจะมีหู ก่อนจะรีบแทรกตัวหายเข้าไปในพุ่มไม้รกๆ ที่ขึ้นอยู่รอบฐานหอระฆัง ราวกับเป็นเงาที่กลืนหายไปกับความมืด
วิลเฮล์มคว้าท่อนเหล็กที่เลน่าชี้ให้ รู้สึกถึงความหนักและความเย็นของเหล็กในมือ มันเป็นความเย็นยะเยือกที่ปะปนกับความร้อนรุ่มในใจ ก่อนจะรีบวิ่งกลับไปที่ฐานหอระฆัง ดวงอาทิตย์กำลังคล้อยต่ำลงเรื่อยๆ แสงสุดท้ายกำลังจะลาจาก
"ฉันเห็นอะไรบางอย่างแวววาวอยู่ในนั้น!" วิลเฮล์มตะโกน เสียงของเขาแหบแห้งไปด้วยความตื่นเต้นสุดขีดจนแทบจะกลั้นหายใจ
"ดึงออกมาเลย!" เสียงของเลน่าดังแว่วมาจากในพุ่มไม้ฟังดูร้อนรน "เร็วเข้าวิลเฮล์ม! เงาพวกนั้นกำลังคืบคลานเข้ามาแล้วนะ!"
วิลเฮล์มออกแรงงัดเฮือกสุดท้าย พละกำลังทั้งหมดที่มีถูกระดมมาที่สองแขน แผ่นหินแกรนิตขนาดใหญ่เลื่อนออกด้วยเสียงเสียดสีอันน่าขนลุก เผยให้เห็นโพรงสีดำสนิทที่ซ่อนอยู่ข้างใน ความมืดมิดนั้นดูราวกับเป็นปากถ้ำที่กลืนกินแสงสว่าง
"ฉันเห็นกล่องไม้เล็กๆ อีกใบ!" วิลเฮล์มพูดพลางรีบคว้ามันออกมาจากความมืดมิด หัวใจของเขาเต้นแรงราวกับกลองรบ ภูมิใจกับสมบัติล้ำค่าที่ได้ค้นพบด้วยมือของตัวเอง
"เร็วเข้าวิลเฮล์ม! เงาพวกนั้นกำลังคืบคลานเข้ามาแล้วนะ!" เลน่าโผล่พรวดออกมาจากพุ่มไม้ ใบหน้าของเธอซีดเผือดขณะจ้องมองดวงอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้าไปจนเหลือเพียงขอบสีส้มแดงจางๆ
"เราต้องกลับไปที่ห้องสมุดเดี๋ยวนี้เลย" เธอพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังและเด็ดขาด
"ฉันรู้สึกว่าทุกอย่างมันกำลังเชื่อมโยงกันหมดแล้ว" วิลเฮล์มตอบ ดวงตาของเขาจ้องมองกล่องไม้แกะสลักนั้นราวกับมันคือขุมทรัพย์ล้ำค่าที่เพิ่งค้นพบ ไม่ใช่แค่สมบัติธรรมดา แต่เป็นกุญแจไขปริศนาบางอย่าง
"เร็วเข้า ก่อนที่ใครจะเห็นว่าเราหายไป" เลน่ากระซิบเสียงหนักแน่น แววตาของเธอเต็มไปด้วยความกังวล ขณะที่ทั้งสองรีบวิ่งออกจากฐานหอนาฬิกาไปในทิศทางเดียวกับที่มา
"ฉันรู้สึกเหมือนมีใครจ้องมองเราอยู่เลย" เธอว่าพลางกวาดสายตาไปรอบลานกว้างที่ว่างเปล่า มีเพียงเงาต้นไม้ที่ทอดยาวบิดเบี้ยวตามแสงสุดท้ายที่กำลังจะหมดลง
"อย่าคิดมากน่า" วิลเฮล์มคว้ามือเธอไว้แน่น ความอบอุ่นจากฝ่ามือของเขาช่วยปลอบประโลมความกลัวของเลน่าได้บ้าง "เราต้องถึงห้องสมุดก่อนพระอาทิตย์ตกดินเท่านั้น!"
"อืม... งั้นก็ไปกันเถอะ!" เลน่าเร่งเร้าด้วยน้ำเสียงร้อนรน และออกแรงวิ่งให้เร็วขึ้นไปอีก
วิลเฮล์มและเลน่ารีบวิ่งหนีออกจากฐานหอระฆังอย่างรวดเร็วราวกับถูกวิญญาณร้ายไล่ตาม ใจเต้นแรงด้วยความตื่นเต้นระคนหวาดระแวง ทั้งสองรู้ว่าพวกเขาต้องรีบกลับไปยังห้องสมุดก่อนที่แสงแดดสุดท้ายจะจางหายไปจนหมดสิ้น แต่ในใจก็ไม่อาจละสายตาจากกล่องไม้สลักล้ำค่าที่ซ่อนอยู่ในเงามืดของหอระฆังได้ พวกเขารีบก้าวเท้าให้เร็วขึ้นอีก ประตูห้องสมุดกำลังรอพวกเขาอยู่ข้างหน้า... พร้อมกับคำตอบของปริศนา และอาจจะเป็นอันตรายที่คาดไม่ถึง!