นิทรรศการ​ภาพวาด​ 1

1376 Words
หอศิลป์แห่งนี้อบอวลไปด้วยบรรยากาศผ่อนคลาย ต่างจากความพลุกพล่านที่พบเห็นได้ทั่วไป เพราะเป็นวันแรกของการเปิดนิทรรศการแสดงผลงานภาพวาดของเด็กๆ โดยทุกภาพไม่ได้ระบุชื่อศิลปินตัวน้อยเจ้าของผลงานไว้ ทำให้ผู้ชมได้จมดิ่งไปกับงานศิลปะโดยปราศจากอคติใดๆ ภาพแรกที่สะดุดตาจนไม่อาจละสายตาได้คือผลงานชื่อ "เงาจากอดีต" ของวิลเฮล์ม ใต้ภาพไม่ได้มีชื่อเขาปรากฏอยู่ แต่ระบุเพียงว่าเป็นฝีมือของเด็กชายอายุ 14 ปี ภาพนี้แสดงให้เห็นตัวเด็กชายในวัย 11 ขวบกำลังยืนอยู่โดดเดี่ยวตรงประตูห้องโถงที่เปิดออกสู่ระเบียงบ้าน แสงสีอบอุ่นจากภายนอกดูเหมือนจะขับเน้นความอ้างว้างภายในตัวเด็กชายให้ชัดเจนยิ่งขึ้น "ภาพนี้ให้ความรู้สึกอ้างว้างอย่างบอกไม่ถูกเลย ราวกับว่าโลกทั้งใบได้เงียบงันลงไปพร้อมกับเด็กคนนั้น" ผู้เข้าชมคนหนึ่งพึมพำด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา อีกคนก็กล่าวเสริมด้วยความเข้าใจว่า "เด็กที่วาดภาพคงรู้สึกแบบนั้นจริงๆ การวาดมันออกมาได้ขนาดนี้คงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย" สำหรับวิลเฮล์มเองแล้ว ไม่มีใครจะเข้าใจความรู้สึกเหงาและเดียวดายที่เขาต้องเผชิญหลังจากการจากไปของพ่อได้ลึกซึ้งเท่าเขา แม้ว่าเขายังมีแม่ แต่แม่ก็ต้องทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับการดูแลนาธาเนียลน้องชายที่ยังเป็นทารก ทำให้เขาต้องรับหน้าที่พี่ชายคอยดูแลน้องชายในยามที่แม่ต้องวุ่นอยู่กับงานบ้าน ความรับผิดชอบที่ถาโถมเข้ามาตั้งแต่ยังเด็กได้หล่อหลอมให้เขากลายเป็นเด็กที่เก็บซ่อนความรู้สึกเก่งกว่าวัย ขณะที่อีกภาพชื่อ "ขจัดความกลัว" ซึ่งเป็นผลงานที่เขา โกรัน และลาร์สกำลังต่อสู้กับหมาป่าสีดำ พร้อมกับข้อความภาษาสวีเดนที่เขียนด้วยลายมือหวัดๆ ว่า "Vem skulle kunna ge oss superkrafter?" (ใครจะมอบพลังวิเศษให้พวกเราได้บ้างนะ?) ก็ดึงดูดความสนใจจากผู้ชมได้ไม่แพ้กัน มันสะท้อนถึงความปรารถนาในพลังที่จะเอาชนะความยากลำบากที่เด็กๆ ต้องเผชิญ วิลเฮล์มที่มาถึงแกลเลอรี่ก่อนใครเพื่อน กำลังมองหาเพื่อนๆ คนอื่นๆ ที่น่าจะมาดูงานเหมือนกัน โดยเฉพาะเลน่า เขากวาดสายตาไปรอบๆ อย่างมีความหวัง แต่ไม่ว่าจะมองหายังไงก็ยังไม่เจอเธอหรือเพื่อนๆ คนไหนเลย ความเงียบรอบตัวยิ่งทำให้เขารู้สึกโดดเดี่ยวขึ้นมาอีกครั้ง "หรือว่าพวกนั้นไม่ว่างกันนะ... หรือว่าพวกเขาลืมวันนัดกันไปแล้ว" วิลเฮล์มคิดในใจ พลางถอนหายใจแผ่วเบา เขาเดินดูงานศิลปะที่จัดแสดงอยู่ไปเรื่อยๆ ทีละภาพ พยายามซึมซับเรื่องราวที่ศิลปินตัวน้อยต้องการจะสื่อ โดยเฉพาะภาพ "นกสีน้ำเงิน" กับ "เงาลึกลับ" ของเลน่า ซึ่งมักจะสะท้อนความรู้สึกที่ซับซ้อนของเธอออกมาเสมอ รวมถึงภาพของเอลาร่า เด็กหญิงประถมสี่คนนั้นด้วย เขาพิจารณาภาพเหล่านั้นอย่างตั้งใจ พยายามทำความเข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังสีสันและรูปทรงต่างๆ จู่ๆ สายตาเขาก็พลันเหลือบไปเห็นคนคุ้นหน้าคุ้นตาถึงสองคนยืนอยู่หน้าภาพวาด "บ้านที่ไร้รอยยิ้ม" ซึ่งเป็นผลงานของเด็กหนุ่มวัยสิบหกคนหนึ่ง ภาพนั้นมีโทนสีหม่นหมองและไร้ชีวิตชีวาอย่างน่าประหลาด "แม่กับนาธาเนียล!" เขาร้องอุทานในใจด้วยความประหลาดใจระคนดีใจเมื่อเห็นแม่กับน้องชาย อิงเกอร์กำลังอุ้มนาธาเนียลตัวน้อยยืนจ้องมองภาพนั้นอย่างพินิจพิจารณา แววตาของแม่ดูครุ่นคิด "แม่! เนท! มาได้ยังไงครับเนี่ย" วิลเฮล์มเรียกแม่กับน้องชายเสียงดังด้วยความตื่นเต้น อิงเกอร์หันไปตามเสียงเรียก ก็พบเข้ากับลูกชายคนโตยืนอยู่ด้านหลัง แววตาของเธอฉายแววประหลาดใจไม่แพ้กัน "อ้าว วิลเฮล์ม! ลูกก็มาด้วยเหรอเนี่ย แม่ไม่คิดว่าจะเจอที่นี่เลยนะ" อิงเกอร์ทักขึ้นด้วยรอยยิ้มอบอุ่น พร้อมเสียงเจื้อยแจ้วของนาธาเนียลที่ร้องด้วยความดีใจเมื่อเห็นพี่ชาย "เย้! วิลลี่มาแล้ว! มีรูปของวิลลี่ด้วย!" เด็กชายตัวเล็กชี้มือไปทางภาพวาดที่อยู่ใกล้ๆ อย่างร่าเริง วิลเฮล์มเดินเข้าไปลูบหัวน้องชายเบาๆ ด้วยความเอ็นดู แล้วหันไปตอบแม่ว่า "ผมมาตั้งแต่เมื่อสักพักแล้วครับ แล้วก็มารอเพื่อนๆ อยู่ด้วย แต่ก็ยังไม่เจอใครเลย" น้ำเสียงของเขามีแววผิดหวังเล็กน้อย อิงเกอร์ยิ้มปลอบลูกชายพลางลูบผมสีบลอนด์ของวิลเฮล์มอย่างอ่อนโยน "พวกนั้นอาจจะมาสายหน่อยน่ะลูก แต่แม่เชื่อว่ายังไงก็ต้องมาแน่ๆ จ้ะ อาจจะติดอะไรนิดหน่อย" "แล้วแม่มาที่นี่ได้ยังไงครับ?" วิลเฮล์มถามด้วยความสงสัย อิงเกอร์มองนาธาเนียลที่กำลังแกะห่อเยลลี่ในมืออย่างเพลิดเพลินขณะที่เธออุ้มเขาอยู่ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงสบายๆ ว่า "แม่มาซื้อของจ้ะ พอดีเห็นว่ามีนิทรรศการภาพวาด เลยแวะเข้ามาดูสักหน่อย ไม่คิดว่าจะเจอของดีแบบนี้" เธอมองไปที่ภาพ "เงาจากอดีต" ของวิลเฮล์มด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ไม่อาจเข้าใจได้ทั้งหมด "เอ่อ... แม่เห็นรูปวาดของผมกับเลน่าแล้วใช่ไหมครับ?" วิลเฮล์มถามอย่างอ้ำอึ้ง ใบหน้าของเขาดูเป็นกังวลเล็กน้อย อิงเกอร์พยักหน้าช้าๆ "ใช่จ้ะ แม่เห็นแล้ว แต่แม่ติดใจภาพ 'เงาลึกลับ' ของหนูเลน่าเป็นพิเศษ แม่ไม่เข้าใจว่าทำไมมันถึงดูน่ากลัวในความรู้สึกของแม่ มันมีบางอย่างที่ทำให้แม่รู้สึกไม่สบายใจ" วิลเฮล์มทำท่าอ้ำอึ้งอีกครั้งก่อนจะถามว่า "แม่คิดว่ามันน่ากลัวเหรอครับ? แต่ผมคิดว่าเธอพยายามจะใช้ความกล้าหาญของเธอเพื่อหยุดยั้งเงาที่ไล่ตามพวกเราอยู่ต่างหาก" เขาก้มหน้าเล็กน้อยแล้วพูดต่อด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา "แม่เห็นรูปนางฟ้าในภาพนั้นไหมครับ? นั่นแหละคือตัวเธอที่อยากจะกล้าหาญกว่าที่เป็นอยู่ เธออยากจะแข็งแกร่งพอที่จะเผชิญหน้ากับทุกสิ่ง" อิงเกอร์ลูบหัวลูกชายอย่างอ่อนโยน เธอเข้าใจความรู้สึกของวิลเฮล์มดี "แม่รู้จ้ะ แต่บางครั้งคนเราก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงปัญหาต่างๆ ได้หรอกนะวิลเฮล์ม ลูกกับเพื่อนๆ ยังเด็กอยู่เลยนะ และยังต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันไปอีกนาน ไม่มีใครห้ามไม่ให้เรื่องร้ายเกิดขึ้นได้หรอกลูก แต่เราควรจะระมัดระวังและป้องกันไม่ให้มันบานปลาย และที่สำคัญคือต้องมีสติและกล้าที่จะเผชิญหน้ากับมันอย่างเข้มแข็ง" วิลเฮล์มพยักหน้าเข้าใจคำพูดของแม่ เขารู้ดีว่าเขาไม่สามารถห้ามไม่ให้ปัญหาต่างๆ เกิดขึ้นได้ สิ่งที่เขาทำได้คือการพยายามป้องกันไม่ให้เรื่องราวร้ายๆ ซ้ำรอยเดิมอีก และเรียนรู้ที่จะอยู่กับความจริงที่ว่าชีวิตไม่ได้มีแต่ความสุขเสมอไป อิงเกอร์มองนาฬิกาบนโทรศัพท์มือถือ ก่อนจะบอกวิลเฮล์มด้วยน้ำเสียงที่แสดงความเสียดายเล็กน้อย "แย่แล้ว แม่ต้องกลับไปทำข้าวกลางวันก่อน แล้วลูกจะกลับบ้านเมื่อไหร่ล่ะ? อย่ากลับช้าเกินไปนะลูก" เธอถามด้วยความเป็นห่วง วิลเฮล์มก้มหน้าลงเล็กน้อย ผมสีบลอนด์ปรกลงมาบนหน้าผาก "ยังไม่แน่ใจครับ ตอนนี้ผมต้องรอเพื่อนๆ" "ถ้าอย่างนั้นก็อย่ากลับช้านักนะ แม่เป็นห่วง ตอนนี้แม่ต้องขอตัวไปก่อน" อิงเกอร์พานาธาเนียลที่ยังคงถือเยลลี่ในมือออกจากหอศิลป์ไปทันที วิลเฮล์มมองตามหลังแม่กับน้องชายอย่างใช้ความคิด ความรู้สึกอบอุ่นจากการได้เจอครอบครัวยังคงอบอวลในใจ แต่ความกังวลเรื่องเพื่อนๆ ก็กลับเข้ามาแทนที่ เขาสูดหายใจลึกๆ แล้วเขาก็เริ่มมองหาเพื่อนๆ ต่อไปอีกครั้งด้วยความหวังว่าพวกเขาจะปรากฏตัวในไม่ช้า
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD