ในห้องนอนที่อบอวลด้วยไออุ่นของแสงไฟสีนวลละมุน วิลเฮล์มนั่งจมอยู่กับเก้าอี้ไม้แกะสลักสีขาวหน้าโต๊ะเขียนหนังสือ ที่ซึ่งกองกระดาษและปากกาวางเรียงราย เขาบรรจงจดรายการสิ่งที่ปรารถนาจะทำในวันพรุ่งนี้ลงบนแผ่นกระดาษอย่างพิถีพิถัน เสียงเพลงคลาสสิกจากลำโพงข้างโต๊ะคลอเคล้าเบา ๆ ราวกับจะบรรเลงประกอบจังหวะการเคลื่อนไหวของปลายปากกา วันรุ่งขึ้นเป็นวันเสาร์ วันแห่งอิสระที่ขยายเวลาให้เขาสามารถโอบกอดค่ำคืนนี้ได้นานกว่าปกติ ไม่ต้องเร่งรีบเข้านอนเหมือนเช่นวันอื่น ๆ ทันใดนั้น แสงสีฟ้าอ่อนก็ฉาบไล้ขึ้นบนหน้าจอโทรศัพท์ของเขา พร้อมกับเสียงเรียกเข้าที่คุ้นเคย ภาพวิดีโอคอลจากมารดาผู้เป็นที่รัก
“สวัสดีครับแม่! ยังไม่นอนอีกเหรอครับเนี่ย?” วิลเฮล์มทักทายด้วยรอยยิ้มกว้างที่แสนอบอุ่น ราวกับแสงตะวันยามเช้า
“โอ๊ย! แม่เพิ่งเสร็จจากคุยงานกับพาร์ทเนอร์จ้ะ แล้วก็เพิ่งถึงโรงแรมเลย อยากจะเห็นหน้าลูกสักหน่อย ดูว่าลูกชายแม่เป็นยังไงบ้าง” อิงเกอร์ตอบกลับมาด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยนไม่แพ้กัน ใบหน้าของเธอปรากฏบนหน้าจออย่างคมชัด แม้จะมีริ้วรอยความเหนื่อยล้าจาง ๆ แต่ดวงตาคู่นั้นยังคงทอประกายแห่งความรักและความคิดถึง
“สบายดีครับแม่! แล้ววันนี้ที่ลอนดอนเป็นยังไงบ้างครับ?” วิลเฮล์มถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสนใจและห่วงใย
อิงเกอร์เริ่มเล่าเรื่องราวการเดินทางของเธอในมหานครลอนดอนอย่างออกรส น้ำเสียงของเธอเปี่ยมล้นไปด้วยความภูมิใจและความสุขที่ได้ทำงานที่รัก จากนั้น เธอก็ทำให้วิลเฮล์มต้องประหลาดใจจนตาโตด้วยข่าวอันน่าตื่นเต้น “อ้อ! แล้วแม่ก็มีของขวัญพิเศษมาฝากลูกด้วยนะ! แม่ซื้อโมเดลแฮร์รี่ พอตเตอร์ชุดใหญ่เลย มีตัวละครครบทุกตัว แถมยังมีแบบจำลองปราสาทฮอกวอตส์อันอลังการงานสร้างด้วยนะ!”
ดวงตาของวิลเฮล์มเป็นประกายระยิบระยับด้วยความดีใจจนแทบจะกระโดด “เจ๋งมากครับแม่! ผมแทบรอไม่ไหวแล้ว! อยากให้แม่กลับมาเร็ว ๆ จังเลยครับ เราจะได้มาต่อโมเดลด้วยกันนะ!”
อิงเกอร์ยิ้มตอบกลับมา ดวงตาของเธอฉายแววแห่งความสุข “แม่ก็เหมือนกันจ้ะ วิลเฮล์ม แม่คิดถึงลูกที่สุดเลยรู้ไหม”
วิลเฮล์มเงียบไปครู่หนึ่ง รอยยิ้มบนใบหน้าค่อย ๆ จางหายไป ก่อนที่เขาจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ลดต่ำลงเล็กน้อย “แม่ครับ… แม่จำวันที่ผมแอบเข้าไปเล่นในกระท่อมร้างกลางป่าได้ไหมครับ?”
อิงเกอร์นิ่งงันไปชั่วขณะ รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอหุบลงเล็กน้อย เสียงของเธออ่อนลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อตอบกลับ “จำได้สิลูก… ทำไมถึงพูดถึงเรื่องนั้นขึ้นมาล่ะ?”
วิลเฮล์มก้มหน้าลงมองที่มือตัวเองที่ประสานกันแน่น ราวกับจะซ่อนความรู้สึกผิดบาปที่ฉายชัดอยู่บนใบหน้า “ผม… เอ่อ…”
ความรู้สึกสงสัยระคนเป็นห่วงแล่นเข้ามาในใจของอิงเกอร์ เธอเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนและนุ่มนวลราวกับจะช่วยปลอบประโลม “มีอะไรหรือเปล่า วิลเฮล์ม? ลูกอยากจะพูดอะไรกับแม่ใช่ไหม?”
วิลเฮล์มอึกอักเล็กน้อย ดวงตาของเขาสั่นไหวราวกับมีบางสิ่งกำลังรบกวนจิตใจอย่างหนัก ก่อนจะตัดสินใจตอบ “ถ้า… ถ้าผมบอกแม่ไปแล้ว… ผมกลัวว่าแม่จะไม่สบายใจ”
เสียงของอิงเกอร์ตอบกลับมาทางปลายสาย น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความห่วงใยที่จับต้องได้ ราวกับจะเอื้อมมือมาลูบผมเขาผ่านหน้าจอ “เรื่องที่ลูกกับเพื่อน ๆ เคยไปเจอหมาป่าที่เนินเขาสีเทาใช่ไหม? คุณย่าท่านเล่าให้แม่ฟังก่อนหน้านี้แล้วนะลูก”
วิลเฮล์มก้มหน้าลงต่ำกว่าเดิมอีก เขาไม่กล้าแม้แต่จะสบตาใคร แม้ว่าจะเป็นเพียงการสนทนาผ่านหน้าจอ “ผมขอโทษครับที่ทำให้แม่กับคุณย่าต้องเป็นห่วง” จากนั้น เขาก็ตัดสินใจเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่โรงเรียนในวันนี้ด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ “วันนี้… มีนักเรียนประถมสี่ถูกหมาป่าทำร้ายที่ด้านหลังโรงเรียนครับแม่ เด็กผู้หญิงคนนั้นเข้าไปเก็บลูกบอลแล้วก็เจอหมาป่าเข้าพอดี ผมเลย… นึกถึงเหตุการณ์ที่ผมกับเพื่อนเคยเจอที่เนินเขาสีเทาขึ้นมาทันที”
อิงเกอร์ตอบกลับมาทันที เสียงของเธอแสดงถึงความเป็นห่วงอย่างชัดเจนราวกับจะทะลุผ่านโทรศัพท์มาบีบหัวใจวิลเฮล์ม “วิลเฮล์ม… แม่ดีใจนะที่ลูกกับเพื่อนรอดมาได้ในตอนนั้น แต่คราวหลังลูกจงจำไว้เสมอว่า ไม่ควรประมาทเด็ดขาดนะลูก” เธอพูดต่อ น้ำเสียงเริ่มสั่นเครือจนแทบจะควบคุมไม่ได้ “แม่เสียพ่อไปคนหนึ่งแล้ว… แม่ก็ไม่อยากเจอความสูญเสียครั้งที่สองอีกแล้วนะลูก…”
วิลเฮล์มลังเลเล็กน้อย ราวกับกำลังชั่งใจกับบางสิ่งในห้วงความคิดอันสับสน ก่อนจะตอบกลับมาอย่างจริงจังและเด็ดเดี่ยว “ผมเข้าใจแล้วครับว่าทำไมแม่ถึงดุผมในตอนนั้น ผมรู้แล้วว่ามันอันตรายมากจริง ๆ และผมก็ไม่ควรทำแบบนั้นเลยครับ”
อิงเกอร์ยิ้มทั้งน้ำตา ความโล่งใจฉายชัดในน้ำเสียงของเธอที่สั่นเครือ “แม่ดีใจที่ได้ยินอย่างนั้น วิลเฮล์ม… เรื่องความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญที่สุดนะลูก โดยเฉพาะเวลาที่ลูกเข้าไปในป่าหรือที่อันตราย แม่แค่อยากให้ลูกปลอดภัยและมีความสุขเท่านั้นเอง”
วิลเฮล์มพยักหน้าเห็นด้วยอย่างหนักแน่น แม้จะรู้ว่าแม่มองไม่เห็นการกระทำนั้น “ครับแม่ ผมรู้แล้วครับ แล้วผมก็ขอบคุณทุกอย่างที่แม่ทำให้ผมด้วยนะครับ”
บทสนทนาของทั้งสองดำเนินต่อไปอีกพักใหญ่ในบรรยากาศที่อบอุ่นและเข้าใจกัน ก่อนที่ทั้งคู่จะกล่าวลากันไป วิลเฮล์มรู้สึกมีความสุขและอบอุ่นใจอย่างประหลาดที่รู้ว่าแม่คิดถึงเขาเสมอ ไม่ว่าระยะทางจะห่างไกลกันเพียงใดก็ตาม
ในค่ำคืนนั้น วิลเฮล์มเข้านอนด้วยใจที่เปี่ยมล้นไปด้วยความรักและความมั่นใจในความปลอดภัยที่แม่มอบให้เสมอมา… แต่ในขณะเดียวกัน ความกังวลบางอย่างก็เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน… หมาป่า… ใช่แล้ว… ภาพเหตุการณ์ที่เนินเขาสีเทาผุดขึ้นมาในหัวอีกครั้งหนึ่งอย่างแจ่มชัด ราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน รวมถึงภาพของพ่อที่ถูกรถชนตายต่อหน้าต่อตาเขาในวันนั้น เมื่อได้ยินคำพูดของแม่ที่ว่า “เสียพ่อไปคนหนึ่งแล้ว…” ความรู้สึกกระสับกระส่าย เย็นยะเยือก และความหวาดกลัวที่ไม่อาจระบุได้ ก็เข้าครอบงำจิตใจของวิลเฮล์มตลอดทั้งคืน… ราวกับมีเงาบางอย่างกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้… เงาที่ซ่อนเร้นอยู่ในความมืดมิดของจิตใจและจะตามหลอกหลอนเขาไปอีกนานแสนนาน…