ภายในห้องศิลปะยังคงอบอวลไปด้วยบรรยากาศอันอบอุ่นละมุนละไม เสียงหัวเราะคิกคักและการพูดคุยซุบซิบของเด็กๆ ผสมผสานกับเสียงขูดขีดของดินสอที่เสียดสีกับกระดาษอย่างต่อเนื่อง เป็นท่วงทำนองแห่งความคิดสร้างสรรค์ที่ไม่มีวันหยุด สีหน้าของเด็กๆ แต่ละคนเต็มไปด้วยความสุขและความหวังที่ส่องประกายระยิบระยับอยู่ในแววตา
เลน่าซึ่งยืนอยู่ข้างๆ วิลเฮล์มอย่างแนบชิด ยื่นภาพวาดที่ชื่อว่า “เงาลึกลับ” ให้ครูศิลปะดูอย่างระมัดระวัง ดวงตาสีฟ้าใสของเธอฉายแววตื่นเต้นระคนหวาดหวั่นเล็กน้อย เธอเอ่ยเบาๆ ด้วยเสียงสั่นเครือ “ครูคะ... ช่วยดูภาพของหนูหน่อยได้ไหมคะ... มันเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นค่ะ”
ครูศิลปะรับภาพมาพิจารณาอย่างละเอียด ปลายนิ้วเรียวไล้ไปตามเส้นดินสอที่วาดขึ้นเป็นรูปร่างต่างๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเด็กหญิงด้วยแววตาเปี่ยมด้วยความเข้าใจ “ภาพนี้มีพลังบางอย่างนะเลน่า... มันดูเหมือนจะเล่าเรื่องราวที่สำคัญมาก แรงบันดาลใจของภาพนี้คืออะไรจ๊ะ?”
เด็กหญิงก้มหน้าลงด้วยความเขินอายเล็กน้อย แต่ก็มีความมุ่งมั่นที่จะเล่าเรื่องราวที่เก็บงำไว้ เธอเงยหน้าขึ้นมาตอบด้วยดวงตาสีฟ้าเป็นประกายที่สะท้อนความทรงจำอันน่าตื่นเต้น “คือ... มันเป็นตอนที่หนูกับวิลเฮล์มกำลังค้นหาความลับของแก้วไวน์โบราณกับหีบไม้ลึกลับค่ะ เราพยายามค้นหาตั้งแต่ห้องสมุดเก่าที่เต็มไปด้วยฝุ่น หอระฆังที่เสียงดังกังวาน ไปจนถึงหอนาฬิกาเก่าด้านตะวันออกที่เงียบสงัด...” เลน่าเว้นระยะหายใจเฮือกหนึ่งก่อนอธิบายต่อด้วยน้ำเสียงที่ลดต่ำลง “แล้วเราก็ถูกเงาลึกลับ... ที่ดูเหมือนจะไม่ใช่คน... ไล่ตามมาตลอดทางค่ะ มันน่ากลัวมาก...”
“ผมคิดว่าเงานั่นไม่ใช่ผีหรือปิศาจหรอกครับ” วิลเฮล์มกล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงจริงจัง แววตาของเขาฉายความระแวง “มันคือคนสวมชุดผ้าคลุมสีดำที่ดูน่ากลัวมากครับ... พวกเขาพยายามจะจับเรา”
ครูศิลปะพยักหน้าช้าๆ แววตาของเธอเต็มไปด้วยความห่วงใย “อืมม์... งั้นเหรอจ๊ะ ครูพอจะเข้าใจความรู้สึกหวาดกลัวของพวกหนูเลยนะ แล้ว... นางฟ้าตัวน้อยชุดขาวที่ลอยอยู่กลางภาพล่ะจ๊ะ? เธอมีความหมายว่าอะไร?” เธอชี้ไปที่ภาพนางฟ้าตัวน้อยที่ดูบอบบางแต่เปี่ยมด้วยความหวัง
“นั่นคือตัวตนภายในของหนูที่อยากมีความกล้าหาญค่ะ” เลน่าตอบ ผมสีบลอนด์ยาวหยักศกของเธอสะท้อนแสงแดดอ่อนๆ ที่ส่องผ่านกระจกหน้าต่างเข้ามา ดูราวกับมีออร่า “แต่ในความเป็นจริงกลับกลายเป็นว่ายามที่หอนาฬิกาเข้ามาช่วยพวกเราไว้ได้ทันเวลาพอดี แล้วบอกให้พวกเรากลับบ้านทันทีเลยค่ะ”
“ยามคนนั้นบอกว่า... เงานั่นจะจับเด็กอย่างพวกเราไปทำพิธีกรรมลี้ลับบางอย่างที่น่ากลัวมากครับ” วิลเฮล์มเสริมพร้อมกับมองเลน่านิดๆ ราวกับจะย้ำเตือนถึงความหวาดกลัวที่พวกเขาทั้งสองต้องเผชิญ
ครูศิลปะเอามือทาบอกอย่างตกใจ แววตาเบิกกว้างด้วยความไม่เชื่อ “โอ้ พระเจ้า! นี่มันเป็นเรื่องจริงหรือนี่ โชคดีจริงๆ ที่พวกเธอปลอดภัยแล้ว... พ่อแม่พวกเธอรู้เรื่องนี้หรือเปล่าจ๊ะ?”
วิลเฮล์มและเลน่าส่ายหน้าพร้อมกันอย่างพร้อมเพรียง ความลับที่พวกเขาสองคนเก็บงำมานานกำลังถูกเปิดเผย “เปล่าครับ... เปล่าค่ะ...” เลน่าเล่าต่อด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “พวกเราไม่ได้บอกเรื่องนี้กับพ่อแม่ค่ะ... หนูกลัวพ่อกับแม่จะไม่สบายใจและเป็นห่วงพวกเรามากเกินไป”
“ไม่เป็นไรจ้ะ” ครูศิลปะกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและปลอบโยน “พวกเธอยังมีโอกาสที่จะมาระบายกับครูได้เสมอ ห้องศิลปะแห่งนี้คือพื้นที่ปลอดภัยของพวกหนูนะจ๊ะ” ครูศิลปะชะเง้อมองภาพวาดอีกภาพที่เลน่าเหน็บไว้ที่รักแร้ด้วยความสนใจ “แล้วภาพนั้นล่ะจ๊ะ? ดูเหมือนจะมีความหมายพิเศษไม่แพ้กันเลยนะ”
เลน่ายื่นภาพวาด “นกสีน้ำเงิน” ให้ครูศิลปะดู ในภาพนั้นเป็นภาพที่วิลเฮล์มสวมชุดทิลทิลและตัวเธอเองอยู่ในชุดมิทิลที่ดูน่ารัก โดยมีนางฟ้าองค์หนึ่งปรากฏอยู่ตรงหน้าพร้อมไม้คฑาที่เปล่งประกาย และนกสีน้ำเงินตัวเล็กๆ หลายตัวที่บินวนรอบอย่างอิสระเหนือศีรษะ พร้อมข้อความบรรยายเป็นประโยคภาษาสวีดิชที่สวยงามว่า “Vill du finna lyckan, leta efter den blå fågeln.”
ครูศิลปะเอ่ยชมด้วยความชื่นชมอย่างจริงใจ “หนูวาดได้ดีมากเลยจ้ะ! หนูสามารถถ่ายทอดเรื่องราวจากวรรณกรรมออกมาได้อย่างน่าประทับใจจริงๆ ครูอยากทราบแรงบันดาลใจเบื้องหลังภาพที่เปี่ยมไปด้วยความหวังนี้จ้ะ”
“คือหนู... วาดมันขึ้นมาเพื่อปลอบใจตัวเองแล้วก็เพื่อนของหนูค่ะ” เธอมองไปยังวิลเฮล์มด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความผูกพัน ก่อนจะหันกลับมาพูดกับครูศิลปะด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้น “หนูจำคำพูดจากหนังสือเล่มนั้นได้ค่ะ... มีคำพูดหนึ่งบอกว่า ‘ระหว่างตามหานกสีน้ำเงิน จงพยายามรักนกสีเทาที่พบเจอระหว่างทางด้วย’ หนูรู้สึกว่ามันตรงกับเรื่องราวของพวกเราค่ะ”
“เธอหมายความว่าเราต้องเผชิญกับความยากลำบาก... หรือแม้กระทั่งความหวาดกลัว... ก่อนที่เราจะสามารถพบกับความสุขที่แท้จริงได้ครับ” วิลเฮล์มเสริมด้วยน้ำเสียงที่แสดงถึงความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง
ครูศิลปะพยักหน้าอย่างเข้าใจ แววตาของเธอเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจในตัวเด็กๆ ทั้งสองคน “ครูเข้าใจแล้วจ้ะ... มันเป็นข้อคิดที่ลึกซึ้งและงดงามจริงๆ” เธอยิ้มอย่างอบอุ่น “เอาเป็นว่า... ครูจะขอเก็บภาพวาดที่เปี่ยมไปด้วยเรื่องราวและความหมายของพวกเธอทั้งสองคนนี้ไว้ เพื่อเตรียมจัดแสดงในนิทรรศการศิลปะที่หอศิลปะนะจ๊ะ... เพื่อให้ทุกคนได้เห็นถึงความกล้าหาญและความงดงามในจิตใจของพวกเธอ”
ทั้งสองรีบกล่าวขอบคุณครูศิลปะด้วยความซาบซึ้งและรู้สึกโล่งใจอย่างยิ่งที่ได้ระบายความในใจออกมา “ขอบคุณครับ! ขอบคุณค่ะ!” เสียงของพวกเขาประสานกันอย่างมีความสุข ราวกับภาระหนักอึ้งได้ถูกปลดปล่อยออกไปในที่สุด