ความลับที่ซ่อนเร้น

1295 Words
ท่ามกลางแสงแดดอุ่นที่ลอดผ่านกิ่งก้านของต้นไม้ใหญ่ ทิ้งเงาเต้นระริกบนโต๊ะไม้เก่าคร่ำที่ปูพรมด้วยใบไม้แห้งกรอบ เสียงแก้วกระทบจานเบาๆ และกลิ่นหอมหวานของช็อกโกแลตร้อนคลุกเคล้ากับขนมอบใหม่ๆ ลอยอวลในอากาศ ราวกับจะกลบซ่อนความตึงเครียดบางอย่างที่เริ่มก่อตัวขึ้นในวงสนทนา โซเฟียเอ่ยขึ้นด้วยแววตาเป็นประกายฉายแววอยากรู้อยากเห็น “งั้นแสดงว่า... แก้วไวน์เก่าแก่ที่ดูเหมือนเพิ่งโผล่จากก้นหลุมศพเมื่อวานนี่น่ะ พวกเธอเจอในถังขยะตอนที่เราไปเก็บขยะกันจริงๆ ใช่ไหมเนี่ย?” วิลเฮล์มพยักหน้าหงึกหงัก ดวงตาเป็นประกายระยับราวกับเพิ่งค้นพบสมบัติล้ำค่า “ใช่เลย! ตอนแรกฉันก็ไม่คิดอะไรหรอกนะ เห็นมันเป็นประกายวับๆ อยู่ท่ามกลางกองขยะนั่นแหละ พอหยิบขึ้นมาดูเท่านั้นแหละ...” เซบาสเตียนที่นั่งถัดจากวิลเฮล์ม ผู้มักจะสังเกตเห็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เสมอ ก็รีบเสริมขึ้นทันที “แถมที่ก้นแก้วยังมีตัวอักษรรูนสลักอยู่ด้วยนะ แต่... มันดูแปลกๆ ไม่เหมือนรูนโบราณที่เราเคยเห็นในตำราเลย ออกจะดูน่าขนลุกมากกว่า” ลาร์สขยับตัวเข้ามาใกล้ขึ้น สีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้ “ใช่! มันเหมือนโดนสลักด้วยปลายมีดที่คมกริบเลยนะ แถมยังเป็นรูปดาวห้าแฉกซ้อนทับด้วยตัวอักษรประหลาดอีกตัว... แล้วก็มีบางอย่างที่คล้ายๆ เขี้ยวหรือหัวแพะโผล่ออกมาด้วยนะ ดูเหมือนงานฝีมือของพวก... พ่อมดแม่มดสมัยก่อนยังไงอย่างงั้นเลย” โกรันถอนหายใจเฮือกใหญ่ พลางจิบช็อกโกแลตร้อนอุ่นๆ ในมือ ดวงตาจับจ้องไปที่ไอน้ำที่ลอยขึ้นจากแก้ว “ให้ตายเถอะ... มันดูเหมือนแก้วที่จมดิ่งอยู่ในน้ำลึกเป็นร้อยๆ ปีจริงๆ นั่นแหละนะ แต่เอาจริงนะ... พอฉันมองแก้วใบนั้นทีไร ฉันรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างกระซิบข้างหูตลอดเวลาเลย... ขนลุกอย่างบอกไม่ถูก” วิลเฮล์มหันไปทางเลน่าที่นั่งเงียบๆ สีหน้าไม่สู้ดีนัก “ฉันก็เลยนึกขึ้นได้ว่าเลน่าเป็นหนอนหนังสือ ฉันก็เลยไปถามข้อมูลจากเลน่าที่ห้องสมุดเก่านั่นแหละ” เฟลิกซ์ยิ้มแหยๆ พลางโบกมือประกอบคำอธิบาย “อ้อ! เรื่องห้องสมุดเก่านั่นน่ะ ทางโรงเรียนกำลังรอเรื่องอนุมัติงบปรับปรุงอยู่เลยนะ ตอนนี้ก็เริ่มขนย้ายหนังสือบางส่วนไปไว้ที่อาคารห้องสมุดชั่วคราวแล้วล่ะ” เอ็มม่าที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ดวงตาเป็นประกายทันทีที่ได้ยินเรื่องห้องสมุดเก่า เธอโน้มตัวเข้ามาใกล้พร้อมกระซิบเสียงเบาลงเล็กน้อย “นี่ๆ... ฉันได้ยินข่าวลือมานะว่าเมื่อคืนก่อน มีคนแปลกหน้าบุกรุกเข้าไปในห้องสมุดนั้นทางหน้าต่างด้วยนะ!” ชาร์ลอตต์ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัย “หัวขโมยรึไง? หรือพวกเด็กเกเรที่ชอบทำลายข้าวของ?” เอ็มม่าจิบชาร้อนอึกใหญ่ หยิบชูครีมชิ้นเล็กๆ โยนเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างไม่รีบร้อน ก่อนจะตอบพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “ไม่รู้นะ... แต่ฉันว่าไม่น่าใช่หัวขโมยหรอกนะ เพราะฉันได้ยินพวกภารโรงคุยกันว่า... คนร้ายคนนั้นไม่ได้เอาอะไรออกมาเลยนะ มีแต่ถือของบางอย่างเดินเข้าไปข้างใน แล้วก็เดินออกมาตัวเปล่า... เหมือนเข้าไปทำอะไรบางอย่างในนั้นมากกว่า” ทุกคนต่างเงียบกริบไปชั่วขณะ สายตาจับจ้องไปที่แก้วไวน์โบราณที่วางอยู่กลางโต๊ะ ความคิดต่างๆ นานาหมุนวนอยู่ในหัวของแต่ละคน เรื่องราวแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นรอบตัวเริ่มถักทอเป็นเรื่องราวที่น่าขนลุก ราวกับว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่ลึกล้ำเกินกว่าที่พวกเขาจะเข้าใจ กำลังรอคอยให้พวกเขาเข้าไปค้นพบในห้องสมุดเก่าแก่แห่งนั้น... เลน่านั่งก้มหน้า สีหน้าซีดเซียว มือบิดไปมาอย่างไม่มั่นใจ แม้เสียงหัวเราะและการพูดคุยของเพื่อนๆ จะช่วยให้เธอรู้สึกผ่อนคลายลงได้บ้าง แต่เงาของความหวาดกลัวก็ยังคงเกาะกุมจิตใจของเธอ “ไงเลน่า” โซเฟียเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ราวกับจะโอบอุ้มความรู้สึกของเพื่อนเอาไว้ “ไหนลองเล่ามาซิว่า... เมื่อวานนี้เกิดอะไรขึ้นกับเธอแล้วก็วิลเฮล์มกันแน่” เลน่าสูดลมหายใจเข้าลึกๆ จนเต็มปอด พยายามรวบรวมสติ ก่อนจะเงยหน้าขึ้น ดวงตาฉายแววหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด “เมื่อวานนี้... เราถูกเงาลึกลับไล่ตามตั้งแต่ห้องสมุดเก่า หอระฆัง จนถึงหอนาฬิกาทางทิศตะวันออกของเมืองเลยนะ! แล้วเรายังเห็นแสงสีแดงประหลาดจากม้วนหนังเก่าๆ อีกด้วย... มันน่ากลัวมากจริงๆ” "แล้วพวกตัวอักษรบนแก้ว กล่องไม้ หนังสือปกดำ แล้วก็ม้วนหนังนั่นอีก..." วิลเฮล์มกล่าวแทรกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความทุกข์ระทมและความหวาดผวา “ยามที่ห้องสมุดบอกว่า... สัญลักษณ์พวกนั้นมันเป็นสัญลักษณ์ของพิธีบูชายัญ! มันถูกแกะสลักแล้วก็เสกคาถาอาคมเอาไว้ ของพวกนั้นมันไม่มีผลอะไรกับคนอายุ 18 ขึ้นไปหรอกนะ... แต่จะมีผลกับเด็กที่อายุไม่ถึง 18 อย่างพวกเรานี่แหละ!” เฟลิกซ์อุทานออกมาเสียงหลง ใบหน้าซีดเผือด “โอ๊ย! พระเจ้าช่วย! นี่มันพิธีกรรมของลัทธิซาตานชัดๆ เลยนะ! น่ากลัวชะมัดยาด!” เซบาสเตียนพยักหน้าเห็นด้วยอย่างแรง “ใช่แล้ว! พวกผู้ใหญ่สมัยก่อนเขาเล่ากันว่าพวกนี้ชอบใช้เด็กที่อายุไม่ถึง 18 เป็นเครื่องสังเวย เพราะเชื่อว่าเลือดกับวิญญาณของเด็กนั้นบริสุทธิ์มาก เลยจะช่วยเพิ่มพลังให้พิธีกรรมได้... ฟังแล้วขนลุกไปทั้งตัวเลย!” เอ็มม่าถอนหายใจอย่างโล่งอก พลางยกมือทาบอก “พวกเธอปลอดภัยก็ดีแล้ว วิลเฮล์ม เลน่า... ไม่งั้นพวกเราคงเป็นห่วงพวกเธอจนแทบจะกินไม่ได้นอนไม่หลับแน่ๆ” โซเฟียถามด้วยความสงสัยระคนเป็นห่วง “แล้วพวกเธอได้เล่าเรื่องน่ากลัวพวกนี้ให้ทางบ้านฟังหรือยัง” วิลเฮล์มและเลน่าส่ายหน้าพร้อมกัน สีหน้าเศร้าสร้อย “เปล่า...” พวกเขาตอบเป็นเสียงเดียวราวกับนัดกันมา วิลเฮล์มอธิบายต่อ น้ำเสียงแฝงความกังวล “ฉันไม่อยากให้ย่ารู้เรื่องนี้เลย ไม่งั้นท่านคงเป็นห่วงฉันจนทำอะไรไม่ถูกแน่ๆ ส่วนแม่...” เขาหยุดไปชั่วครู่ สีหน้าหม่นลงเล็กน้อย “ตอนนี้ยังอยู่ลอนดอน แม่ก็เลยยังไม่รู้เรื่อง” เลน่าเสริมด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ “ฉันเองก็ไม่อยากบอกพ่อกับแม่เหมือนกัน... ฉันกลัวว่าพวกเขาจะตกใจมากถ้าได้ยินเรื่องแบบนี้” เพื่อนๆ มองหน้ากันด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งเป็นห่วงอย่างสุดซึ้ง ทั้งโล่งใจที่ทุกคนยังคงปลอดภัยดี แต่ในใจลึกๆ ก็ยังคงมีคำถามมากมายที่รอคอยคำตอบ... เมื่อช่วงพักเบรกสิ้นสุดลง เสียงกริ่งโรงเรียนดังขึ้นเตือนให้ทุกคนกลับเข้าสู่ห้องเรียน นักเรียนต่างเริ่มเตรียมพร้อมสำหรับเรียนคาบต่อไป พวกเขายังคงมีคำถามและความสงสัยเกี่ยวกับเรื่องราวประหลาดที่เกิดขึ้น แต่พวกเขาก็รู้ว่าสำหรับตอนนี้ การเรียนต้องมาก่อน พวกเขาเดินกลับไปยังโต๊ะเรียนของตนด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งกังวลและโล่งใจในเวลาเดียวกัน ราวกับว่าพวกเขาเพิ่งก้าวผ่านพ้นจากประตูแห่งความมืดมิดกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริงอันแสนวุ่นวายของโรงเรียน... แต่ในใจลึกๆ พวกเขาก็รู้ดีว่านี่อาจจะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่น่าตื่นเต้นและน่ากลัวกว่านี้อีกมากมายนัก...
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD