ในห้องสมุดเก่าแก่ที่เต็มไปด้วยกลิ่นอับของหนังสือเก่าและฝุ่นผงที่จับหนาราวกับมันมีการสั่งสมมานานนับศตวรรษ วิลเฮล์มกำลังตั้งใจค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับแก้วไวน์ปริศนาที่เขาเจอ มือทั้งสองข้างลูบไล้สันหนังสือเก่า ๆ ที่ผุพังอย่างแผ่วเบา เหมือนกำลังหวังว่ามันจะเปิดเผยความลับบางอย่างออกมา
ความเงียบสงบในห้องพลันถูกทำลายลง เมื่อสายตาอันเฉียบคมของเขาเหลือบไปเห็นร่างคุ้นตาของเลน่า เธอจมอยู่กับกองหนังสือประวัติศาสตร์สูงท่วมหัว ราวกับใช้มันเป็นเกราะกำบังตัวเองจากโลกภายนอก แสงอ่อน ๆ จากโคมไฟตั้งโต๊ะส่องต้องใบหน้าที่กำลังใช้ความคิดของเธอ เผยให้เห็นโครงหน้าที่สวยงามน่ารักเหมือนนางฟ้า ภายใต้ผมสีบลอนด์ยาวเป็นลอนที่ถูกรวบไว้อย่างไม่ตั้งใจ วิลเฮล์มแย้มยิ้มเล็กน้อย ความรู้สึกเหมือนได้เจอขุมทรัพย์ล้ำค่าแล่นพล่านในอก นี่แหละ...โอกาสดีที่เขาเฝ้ารอมานาน
เขาก้าวเข้าใกล้เธออย่างเงียบเชียบจนเงาของเขาบดบังแสงไฟที่ส่องลงบนหน้ากระดาษที่เธอกำลังอ่านอยู่
"เลน่า...นั่นอะไรน่ะ?" วิลเฮล์มเอ่ยถามเสียงเบา พลางชี้ไปยังหนังสือปกแข็งเล่มหนาที่เธอถือไว้ มันดูเก่าแก่มาก ปกหนังสีเข้มมีรอยขีดข่วนและคราบด่างดำที่บ่งบอกถึงกาลเวลา
เลน่ารู้สึกตัวเล็กน้อย เธอเงยหน้าขึ้น สายตาที่เคยจดจ่ออยู่กับตัวอักษรโบราณในหนังสือพลันเบิกกว้างขึ้นอีกเล็กน้อย ก่อนที่ความประหลาดใจจะแปรเปลี่ยนเป็นความไม่พอใจเล็กน้อยที่ถูกรบกวน
"นี่เหรอ?" เธอตอบด้วยน้ำเสียงปกติ พร้อมกับใช้ปลายนิ้วเรียวไล้ไปตามสันปกหนังสือ "มันเป็นบันทึกเก่าๆ ของสถาปนิกคนแรกของที่นี่น่ะ...ที่เล่ากันว่าเป็นคนเดียวที่รู้ความลับของ 'เรื่องต้องห้าม' ในสตอกโฮล์ม" สายตาเธอยังคงจับจ้องอยู่กับหน้ากระดาษสีเหลืองเก่าๆ ราวกับกลัวว่าตัวอักษรจะจางหายไปหากเธอเผลอละสายตาแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว
"ฉันมีเรื่องจะถามเธอเกี่ยวกับสัญลักษณ์บางอย่าง" วิลเฮล์มพูดพร้อมกับควานหาแก้วใบหนึ่งที่เปื้อนดินโคลนแห้งกรังในเป้สะพายหลังแล้วหยิบออกมา แก้วใบนั้นถูกห่อด้วยผ้าเก่าๆ เหมือนไม่อยากให้ใครสังเกตเห็น
เลน่าเงยหน้าขึ้นจากหนังสือเต็มตาคราวนี้ คิ้วเรียวของเธอขมวดเข้าหากันทันทีที่เห็นสภาพแก้วในมือเพื่อน "เกิดอะไรขึ้นวิลเฮล์ม...ดูหน้าเธอสิ ไม่ค่อยดีเลยนะ เหมือนเพิ่งไปขุดเจออะไรมาจากหลุมศพยังไงยังงั้นแหละ" เธอหรี่ตาพินิจดูสิ่งของในมือเพื่อน "แก้วไวน์เก่าๆ ...เหรอ? ดูเหมือนถูกทิ้งขว้างกลางป่าคอนกรีตมานานจนคนลืมไปแล้วว่ามันเคยมีอยู่ด้วยซ้ำ"
"ฉันเจอมันใต้ถังขยะขึ้นสนิมตรงรั้วโรงเรียนน่ะ" วิลเฮล์มตอบเสียงแผ่วเบา เหมือนไม่อยากให้ใครได้ยินนอกจากเธอ "ที่ก้นมันมีลายสลักอยู่ด้วย...และฉันรู้สึกว่ามันไม่ใช่แค่ลายธรรมดาๆ ทั่วไป" เขายื่นแก้วให้เธอ เลน่ารับมันมาถือไว้ สัมผัสเย็นเฉียบของเนื้อแก้วเก่ากึกทำให้เธอรู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมาทันที
เลน่าพลิกเปิดหนังสือเล่มหนาเตอะไปทีละหน้า นิ้วเรียวยาวเปิดกระดาษอย่างคล่องแคล่ว เพื่อหาสัญลักษณ์เก่าแก่ที่น่าจะตรงกับรอยแกะสลักบนแก้วใบนั้น "พวกตัวอักษรพวกนี้...ดูเหมือนอักษรรูนที่ถูกดัดแปลงมาเลยนะ" เธอรำพึง ดวงตาจับจ้องไปที่ภาพวาดโบราณในหนังสือ
"ดัดแปลงยังไงเหรอ?" วิลเฮล์มโน้มตัวเข้ามาใกล้จนลมหายใจอุ่นๆ ของเขาเป่ารดต้นคอเธอ เขามองตามนิ้วเรียวของเลน่าที่ลากไปตามลายเส้นของตัวอักษรแปลกๆ นั้น
"มันมีลายเส้นที่ซับซ้อนกว่ารูนแบบดั้งเดิมเยอะมากเลย เหมือนมีคนตั้งใจจะซ่อนความหมายที่แท้จริงเอาไว้...พรางตาไม่ให้ใครเข้าถึงได้ง่ายๆ" เลน่ากระซิบเสียงแผ่วเบา ราวกับกลัวว่ากำแพงห้องสมุดจะมีหู "ดูๆ แล้วน่าจะเป็นฝีมือพวกนักเล่นแร่แปรธาตุที่กำลังพยายามเสกโลหะให้เป็นทองคำ หรือไม่ก็พวกพ่อมดที่แอบทำพิธีกรรมลับๆ ในเงามืด"
"ปู่ฉันเคยเล่าเรื่องพวกนี้ให้ฟังบ่อยๆ" วิลเฮล์มพูดพลางเคาะนิ้วลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ ที่มีรอยขีดข่วนเต็มไปหมด "เขาเล่าว่ามีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ใต้ดินในสตอกโฮล์มมานานมากแล้ว...บางอย่างที่คนทั่วไปไม่ควรไปแตะต้อง"
"งั้นแสดงว่ามันอาจจะเก่ากว่าที่เราคิดไว้เยอะเลยสิเนี่ย" เลน่าพูดเน้นเสียงพลางมองสลับไปมาระหว่างลวดลายบนแก้วกับรูปในหนังสือ "แล้วก็อันตรายกว่าที่เราคิดตั้งเยอะด้วย"
"เราต้องรู้ให้ได้ว่าสัญลักษณ์นี้มาจากไหน" วิลเฮล์มกำแก้วในมือแน่นจนข้อนิ้วขาว เขาเริ่มรู้สึกร้อนใจขึ้นมาทันที
"ฉันมีหนังสืออีกเล่มที่น่าจะพอช่วยเรื่องนี้ได้นะ" เลน่าพูดพร้อมค่อยๆ ปิดแฟ้มลง เสียงกระดาษเสียดสีกันเบาๆ "มันเป็นเรื่องของกลุ่มลับที่เคยรุ่งเรืองมากในยุคกลาง...พวกที่เชื่อเรื่องพลังลึกลับกับไสยศาสตร์"
"สมาคมลับเลยเหรอเนี่ย!" วิลเฮล์มเลิกคิ้วสูงอย่างตื่นเต้น ตาเป็นประกายวาววับ
"ใช่...พวกเขาสื่อสารกันด้วยสัญลักษณ์พวกนี้แหละ" เลน่าชี้ไปที่รูปวาดในหนังสืออีกเล่มที่เธอเพิ่งคว้ามาจากกองตำรา "ดูนี่สิ...มันเหมือนกันเปี๊ยบทุกกระเบียดนิ้วเลยนะ...เราต้องรีบไปหาหนังสือเล่มนั้นมาดูให้ได้"
"งั้นฉันจะไปหาหนังสือเล่มนั้นในชั้นหนังสือลับของโรงเรียนเดี๋ยวนี้แหละ!" วิลเฮล์มกระโดดพรวดขึ้นทันที เก้าอี้ไม้เก่าๆ ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดลั่นประท้วง สายตาของเขาจ้องเขม็งไปที่ชั้นหนังสือสูงทะมึนตรงมุมห้องสมุด ราวกับเจอสิ่งที่ตามหาอยู่ตรงหน้าแล้ว
"เดี๋ยวสิ! วิลเฮล์ม!" เลน่ารีบกึ่งวิ่งตามไปติดๆ เสียงฝีเท้าของเธอแทบจะไม่ได้ยินด้วยซ้ำ เพราะเสียงหัวใจที่เต้นโครมคราม "ฉันขอไปขออนุญาตบรรณารักษ์ก่อนนะ ไม่งั้นเราจะโดนไล่ตะเพิดออกมาอีกเหมือนคราวที่แล้ว...คราวที่เธอแอบปีนไปหาตำราเวทมนตร์นั่นไง"
"แต่เดี๋ยวมันก็ไม่เหลือแล้วนะเลน่า!" วิลเฮล์มเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น เขาหมดความอดทนแล้ว ความรู้สึกกดดันถาโถมเข้าใส่ "ถ้ามันถูกซ่อน...มันก็ต้องอยู่ลึกเข้าไปข้างใน...ไม่ใช่ใครๆ ก็จะเข้าถึงมันได้หรอก" นิ้วมือของเขาสัมผัสขอบชั้นหนังสือไม้ที่เย็นเฉียบ ราวกับกำลังจะเปิดประตูไปสู่อีกโลกหนึ่ง
เลน่าพึมพำบ่นขณะเดินตรงไปที่เคาน์เตอร์ไม้โอ๊กเก่าทรุดโทรมซึ่งตั้งอยู่กลางห้อง "บรรณารักษ์คนนี้ดื้อจังเลยนะ ฉันคงต้องงัดไม้เด็ดออกมาใช้แล้วล่ะ... เพื่อให้ได้กุญแจความลับนั่นมา"
"ก็ลองดูสิ" วิลเฮล์มตอบสั้นๆ โดยไม่แม้แต่จะหันมามอง สายตาของเขากวาดไล่ไปตามสันหนังสือเก่าแก่ที่เรียงรายอยู่ตรงหน้า
วิลเฮล์มยืนนิ่งอยู่ตรงหน้าชั้นหนังสือขนาดใหญ่ที่กินพื้นที่ผนังเกือบทั้งหมด กลิ่นอับๆ ของกระดาษเก่าปนกับฝุ่นหนาเตอะโชยเข้าจมูก ราวกับกลิ่นอายของอดีตที่ถูกกักเก็บไว้ เขาเอื้อมมือไปลองแตะสันปกหนังสือเล่มหนึ่งที่ดูเหมือนไม่มีใครแตะต้องมานานหลายสิบปี นิ้วของเขาสั่นเล็กน้อยเมื่อสัมผัสกับความเย็นเฉียบของปกหนังที่แข็งทื่อและเต็มไปด้วยร่องรอยที่บ่งบอกถึงกาลเวลา
"ถ้ามันอยู่สูงขนาดนั้น...คงต้องใช้บันไดเก่าๆ นั่นแหละปีนขึ้นไป" วิลเฮล์มบอก พลางชำเลืองมองบันไดไม้ที่พิงผนังอยู่ ซึ่งมีทั้งรอยร้าว ตะปูก็โผล่ออกมาหลายตัว ดูแล้วไม่น่าไว้ใจเลย เหมือนมันจะหักลงมาได้ตลอดเวลา
"บันไดนั่นน่ะเหรอ? แค่เห็นก็เสียวขาจะหักแล้วนะ" เลน่าหันมาพร้อมรอยยิ้มกวนๆ ดูท่าจะท้าทาย "แล้วเธอจะกล้าลองปีนขึ้นไปไหมล่ะวิลเฮล์ม ส่วนฉัน...เดี๋ยวจะลองจัดการกับข้อมูลเก่าๆ พวกนี้เอง"
"ถ้าฉันร่วงลงมา...อย่าลืมบอกนาธาเนียลด้วยนะว่าฉันรักเขามาก" วิลเฮล์มยักไหล่แล้วก็เดินตรงไปหาบันไดที่ดูไม่มั่นคงนั่นทันที ราวกับไม่กลัวอะไรเลยสักนิดแม้แต่ความตาย
"นี่! วิลเฮล์ม! เธอคงไม่คิดจะปีนจริงๆ ใช่มั้ย!" เลน่าตะโกนเสียงหลงด้วยความเป็นห่วงอย่างมาก ดวงตาของเธอเบิกกว้าง
วิลเฮล์มก้าวเท้าเหยียบลงบนขั้นแรกของบันได เสียงไม้ก็ลั่นเอี๊ยดอ๊าด เหมือนประท้วงน้ำหนักที่มันไม่คุ้นเคย ราวกับกำลังร้องขอชีวิต
"ฉันเห็นหนังสือเล่มหนึ่งอยู่ตรงข้างบนสุดเลยเลน่า! เหมือนมันกำลังรอเราอยู่...รอให้ใครสักคนขึ้นไปปลุกมัน"
"อย่าเพิ่งผลีผลามกระโดดลงมานะวิลเฮล์ม!" เลน่าร้องเสียงหลง มือหนึ่งกอดเอกสารสำคัญแน่น อีกมือก็ยกขึ้นห้ามอย่างสิ้นหวัง "เดี๋ยวห้องสมุดก็พังหมดกันพอดีนะ!"
แต่วิลเฮล์มกลับไม่ใส่ใจคำเตือนนั้นเลย เขาก้าวเท้าขึ้นบันไดไปอีกขั้น บันไดไม้ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดแผ่วเบา ราวกับสัตว์เฒ่าที่เพิ่งตื่นจากนิทราอันยาวนานนับร้อยปี "ฉันเห็นหน้าปกมันแล้วเลน่า! สีดำสนิท...ไม่มีตัวอักษรใดๆ เลย! ต้องเป็นเล่มนั้นแน่ๆ!"
"เดี๋ยวก่อน! รอฉันด้วย!" เลน่ารีบตะโกนบอก ดวงตาของเธอเบิกกว้างเมื่อเห็นวิลเฮล์มพยายามเอื้อมมือไปหยิบของที่อยู่สูงเกินไป จนตัวเขาเอนไปข้างหน้าอย่างน่าหวาดเสียว
วิลเฮล์มโน้มตัวไปข้างหน้าเพียงเล็กน้อย มือของเขาสั่นระริกเมื่อปลายนิ้วสัมผัสลงบนสันปกแข็งๆ ของหนังสือเล่มนั้นอย่างแผ่วเบา ความรู้สึกเย็นยะเยือกก็แล่นจากปลายนิ้วเขาเข้าสู่เส้นเลือดในทันที ราวกับว่าหนังสือเล่มนั้นมีชีวิตและค่อยๆ ดูดกลืนพลังงานจากตัวเขาไปทีละน้อย เมื่อวิลเฮล์มสัมผัสหนังสือ ความอบอุ่นก็แล่นเข้าสู่ตัวเขาทันที มันชวนให้นึกถึงไออุ่นสบายของแสงแดดยามฤดูใบไม้ผลิ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความรู้สึกเยียบเย็นและมืดมิดเหมือนค่ำคืนในฤดูหนาวปะปนอยู่ด้วยอย่างน่าประหลาดใจ
"อีกนิดเดียว..." เขาพึมพำเสียงแหบๆ
"ถ้ามันหล่นใส่หัวเธอเมื่อไหร่นะ...ฉันจะไปบอกคุณย่าว่าเธอชอบเล่นอะไรแผลงๆ แถวรั้วโรงเรียน แล้วให้คุณย่าริบแก้วไวน์นั่นไปทิ้งให้หมดเลย!" เลน่าพูดเสียงดุพลางจ้องเพื่อนตาไม่กะพริบ เธอรู้ดีว่าวิธีขู่นี้ได้ผลกับวิลเฮล์มเสมอ
วิลเฮล์มคว้าหนังสือเล่มนั้นไว้ได้ทันท่วงที มันหนักอึ้งอยู่ในมือราวกับก้อนหินใหญ่ๆ ก่อนที่บันไดจะถล่มลงมาเสียงดังสนั่นห้องสมุด ฝุ่นคลุ้งไปทั่วบริเวณ
วิลเฮล์มทรุดตัวลงบนพื้นไม้แข็งๆ ฝุ่นฟุ้งจนแสบตาไปหมด แต่เขาก็กอดหนังสือเล่มนั้นไว้แน่นราวกับเป็นสิ่งล้ำค่าที่สุดในชีวิต
"นี่ไง! หนังสือเล่มนั้น!" เขาตะโกนเสียงแหบๆ ดวงตาเป็นประกายแห่งความสำเร็จ
เลน่ารีบวิ่งเข้าไปหา ใบหน้าซีดเผือดเมื่อเห็นซากบันไดที่พังยับเยินอยู่ด้านหลังเพื่อน ราวกับเพิ่งโดนพายุถล่มมา
"เธอทำอะไรของเธอเนี่ยวิลเฮล์ม! บรรณารักษ์ต้องเอาเราตายแน่!"
"ดูนี่สิ!" วิลเฮล์มปัดฝุ่นออกจากปกหนังสือสีดำคล้ำเล่มนั้น มันเผยให้เห็นลวดลายแกะสลักที่ซ่อนอยู่ใต้ฝุ่นหนาเตอะ
เลน่านั่งลงข้างๆ เขา จ้องมองลวดลายแกะสลักบนสันปกซึ่งเหมือนกับรอยบากบนแก้วอย่างกับถอดแบบกันมา "นี่มันคือ..." เธออึ้งจนพูดไม่ออก ทั้งความตื่นเต้นและความหวาดกลัวปนเปกันอยู่ในแววตา
วิลเฮล์มค่อยๆ เปิดหนังสือออก เผยให้เห็นแผนที่เมืองโบราณที่ดูเหมือนวาดด้วยหมึกสีซีดจางๆ เต็มหน้ากระดาษไปหมด มันไม่ใช่แผนที่ทั่วไป แต่เป็นแผนที่ที่เต็มไปด้วยสัญลักษณ์ประหลาดๆ
"มีเครื่องหมายพวกนี้อยู่ตามมุมแผนที่เลย" เลน่าชี้ไปยังจุดแดงๆ เล็กๆ บนแผ่นกระดาษที่เหมือนจะถูกเน้นย้ำเอาไว้ "แล้วมันก็ไม่ใช่แค่จุดทั่วๆ ไปนะ...มันเหมือนมีพลังงานบางอย่างแฝงอยู่ข้างใน"
"นี่มันต้องเป็นที่สำคัญอะไรสักอย่างแน่ๆ เลย" วิลเฮล์มพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง มือเขาไล้ไปตามรอยเส้นทางบนแผนที่ "ไม่แน่...มันอาจจะเป็นที่ซ่อนของ 'ของต้องห้าม' ที่ปู่เคยเล่าให้ฟังก็ได้"
"จุดแรกคือใต้หอระฆังเก่า" เลน่าบอกพลางชี้ "เราต้องรีบไปที่นั่นก่อนที่ใครจะรู้ว่าเราแอบเข้ามา...แล้วก็ก่อนที่ความลับนี้จะไปอยู่ในมือของคนที่มันไม่ควรจะอยู่"
"เดี๋ยวฉันไปดูก่อนเลย" วิลเฮล์มกำหนังสือเล่มนั้นแน่นในมือ เขารู้สึกได้ถึงพลังงานบางอย่างที่ส่งออกมาจากมัน
"เดี๋ยวฉันตามไปนะ...แต่ขอหาข้อมูลเพิ่มอีกนิดหน่อยก่อน" สายตาของเธอจับจ้องไปที่รอยแกะสลักบนแก้วอีกหน ราวกับกำลังพยายามถอดรหัสความลับที่แฝงอยู่ข้างใน "ไม่แน่...นี่อาจจะไม่ใช่แค่แผนที่...แต่มันคือคำชวน...หรือบางทีอาจจะเป็นคำเตือนก็ได้"
---
"ไปเร็วเข้า!" วิลเฮล์มตะโกนพร้อมกับกระโดดข้ามเศษซากบันไดไม้ที่พังลงมาอย่างไม่ลังเล เขารีบปรี่ไปที่ประตูทางออกด้วยความเร็วสูง
"ฉันจะใช้ประตูหลังน่าจะเร็วกว่านะ แถมคนไม่ค่อยผ่านทางนั้นด้วย!" เลน่าตอบกลับมา น้ำเสียงของเธอหนักแน่น แสดงออกถึงความมุ่งมั่นและแฝงความรอบคอบเอาไว้
วิลเฮล์มไม่ปล่อยให้เวลาเสียไปแม้แต่วินาทีเดียว รีบก้าวออกจากห้องสมุดเก่าแก่โทรมๆ ที่อบอวลไปด้วยฝุ่น กลิ่นกระดาษอับๆ และเรื่องราวลึกลับนับพันปี เขามุ่งหน้าตรงไปยังหอระฆังเก่าที่ตั้งตระหง่านอยู่ไม่ไกลนัก หัวใจของเขาเต้นรัวด้วยทั้งความตื่นเต้นและความหวาดระแวง
"เร็วหน่อยวิลเฮล์ม! เงาเริ่มทอดยาวแล้วนะ!" เลน่าเรียกเสียงเบาๆ แต่แฝงความเร่งรีบมาจากด้านหลัง พลางชำเลืองมองท้องฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนสี
วิลเฮล์มสับเท้าให้เร็วขึ้น ย่ำไปบนหินกรวดในลานกว้างจนเกิดเสียงครืดคราดดังไปทั่วบริเวณ
"ฉันรู้! ฉันเห็นรอยแกะสลักตรงนั้นแล้ว!" เขาตอบกลับเสียงหอบ สายตาไม่ละจากเป้าหมาย
เขาชะงักกึกทันทีที่ฐานหอระฆังเก่า แท่นหินแกรนิตสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีเทาเข้มตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า ดูเก่าแก่และเต็มไปด้วยเรื่องราวมากมาย
"ตรงไหนล่ะวิลเฮล์ม?" เลน่าหอบแฮกๆ เมื่อวิ่งตามมาถึง ใบหน้าของเธอแดงก่ำ เธอเหลือบมองนาฬิกาแดดบนผนังหอระฆังอย่างกังวลใจ
วิลเฮล์มไม่ได้พูดอะไรสักคำ เพียงแต่ชี้ไปยังรอยแยกขนาดใหญ่ที่กินพื้นที่เกือบครึ่งแผ่นหินทางฝั่งตะวันตก รอยนั้นดูไม่เป็นธรรมชาติเอาเสียเลย
"รอยนั่น... มันตรงกับสัญลักษณ์ในหนังสือเป๊ะเลย" เขาพึมพำออกมา เสียงนั้นเต็มไปด้วยความทึ่ง
เลน่าก้มตัวลงแล้วค่อยๆ ใช้นิ้วลูบตามรอยแยกอย่างเบามือ เธอสัมผัสได้ถึงความสากและความลึกของมัน
"มันดูเหมือนมีคนตั้งใจทำมากกว่าจะเป็นแค่รอยร้าวที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ" เธอว่า น้ำเสียงเธอมีความสงสัยและเจือปนความรู้สึกเย็นชาเล็กน้อย
วิลเฮล์มพยักหน้าเห็นด้วยอย่างหนักแน่น "ถ้าสัญลักษณ์นี้เป็นอย่างที่เราคิดจริง เราคงจะได้พบเจออะไรบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในหอระฆังเก่าแห่งนี้แน่ๆ แต่ก่อนอื่นต้องหาวิธีเปิดมันดูก่อน" เขาพูดพร้อมกับกวาดตามองหาสิ่งของแข็งๆ มางัดแงะ แววตาเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น