ยอดบริจาคยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตัวเลขบนกระดานพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ สร้างรอยยิ้มกว้างให้เด็กๆ ทุกคน ต่างมองหน้ากันด้วยความภาคภูมิใจและแววตาที่เต็มไปด้วยความหวัง เพราะความพยายามของพวกเขาไม่ได้สูญเปล่าเลยแม้แต่น้อย
ขณะที่ทุกคนกำลังฉลองความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ นี้ โกรันเหลือบไปเห็นกางเกงยีนส์ตัวเก่งของเฟลิกซ์ที่ขาดเป็นรูโหว่ตรงหัวเข่า เขาอดไม่ได้ที่จะแกล้งแซวเพื่อนสนิทด้วยรอยยิ้มกริ่ม “เฮ้ เฟลิกซ์! นายไม่คิดจะลงทุนเปลี่ยนกางเกงยีนส์ตัวใหม่บ้างเลยเหรอ ฉันเห็นนายใส่แต่ตัวนี้มาตั้งแต่สมัยพระเจ้าเหาแล้วมั้งเนี่ย!” โกรันหัวเราะร่า
เฟลิกซ์กลอกตามองไปที่โกรัน พร้อมกับทำปากเบ้ตอบ “โธ่! จะเปลี่ยนไปทำไมเล่า มันก็แค่ขาดตรงหัวเข่านิดหน่อยเอง ไม่ได้คับเอวสักหน่อย! ใส่สบายจะตาย” เพื่อนๆ ต่างพากันหัวเราะคิกคักกับท่าทางของเฟลิกซ์ วิลเฮล์มที่ยืนฟังอยู่ก็พยักหน้าเห็นด้วยอย่างอารมณ์ดี “ที่เฟลิกซ์พูดมันก็ถูกนะ ถึงแม้จะขาดแต่ก็ยังใส่ได้สบายๆ ไม่เห็นเป็นไรเลยนี่ แต่เมื่อไหร่ที่คับเอวจนหายใจไม่ออกนั่นแหละ ค่อยคิดจะเปลี่ยนก็ยังไม่สาย” เพื่อนๆ คนอื่นๆ ต่างพยักหน้าหงึกๆ เห็นด้วยกับคำพูดที่เข้าอกเข้าใจของวิลเฮล์ม
โซเฟียจิบน้ำหวานโซดาในแก้วอีกอึกหนึ่ง พร้อมกับย่นจมูกเล็กน้อยด้วยความสงสัย ก่อนจะหันไปถามเอ็มม่าที่กำลังจัดเรียงแก้วอยู่ “นี่ เอ็มม่า! ฉันลืมถามไปเลยว่าทำไมนํ้าหวานแก้วนี้มันถึงจืดสนิทขนาดนี้ เธอใส่น้ำเชื่อมน้อยไปหรือเปล่าเนี่ย?"
เอ็มม่าสะดุ้งเล็กน้อย เธอหัวเราะแห้งๆ อย่างตะกุกตะกัก “โอ๊ย ขอโทษด้วยนะโซเฟีย พอดีน้ำเชื่อมมันเหลือติดก้นขวดพอดี แล้วตอนนั้นฉันก็กำลังชงโกโก้ให้ลูกค้าอีกคนอยู่ เลยลืมเปิดขวดใหม่ไปเลยจริงๆ!” เธอทำหน้าเจื่อนๆ
โซเฟียทำหน้าเซ็งเล็กน้อยแต่ก็ยิ้มออกมา “ว่าแล้วเชียว! แต่ก็ไม่เป็นไรหรอก ความซ่าของโซดาก็ยังใช้ได้อยู่ ถือว่าสดชื่นไปอีกแบบแล้วกัน” เธอหัวเราะเบาๆ
ในจังหวะที่ทุกคนกำลังพูดคุยกันอย่างออกรส โทรศัพท์มือถือของเลน่าก็สั่นครืดขึ้นมา เป็นสายเรียกเข้าจากมารดาของเธอ
“สวัสดีค่ะ เลน่าค่ะ” เธอรับสายด้วยน้ำเสียงสดใส
“นั่นเลน่าใช่ไหมลูก” เสียงของอมาเลียผู้เป็นแม่ทักทายกลับมาอย่างอ่อนโยนและอบอุ่น “ลูกจะกลับบ้านเมื่อไหร่จ๊ะ”
“เดี๋ยวหนูก็กำลังจะกลับแล้วค่ะ” เลน่าตอบ และ ถามต่อด้วยความสงสัยเล็กน้อย “แม่มีอะไรหรือเปล่าคะ?”
อมาเลียยิ้มอย่างอบอุ่น แม้เลน่าจะมองไม่เห็นแต่ก็สัมผัสได้ถึงความยินดีในน้ำเสียงของแม่ “ตอนนี้มีแขกคนสำคัญมาเยี่ยมบ้านเราน่ะจ้ะ เป็นคนที่ลูกต้องดีใจแน่ๆ”
เลน่าขมวดคิ้วด้วยความสงสัย เธอพยายามนึกว่าใครกันที่จะมาเยี่ยมบ้านอย่างกะทันหัน “ใครกันหรือคะ แม่?”
เสียงของอมาเลียตอบกลับมาอย่างตื่นเต้น “คุณยายเองลูก!! ท่านเพิ่งเดินทางกลับจากการเยี่ยมเยียนน้องสาวของท่านที่ฟินแลนด์นี่เองจ้ะ”
ทันทีที่ได้ยินข่าวคุณยาย ใบหน้าของเลน่าก็เปล่งประกายด้วยรอยยิ้มกว้าง “คุณยายกลับมาแล้วเหรอคะ! ดีใจจังเลย! แล้วคุณยายนำของขวัญอะไรมาฝากพวกเราด้วยหรือเปล่าคะ?” เธอถามอย่างกระตือรือร้นราวกับเด็กน้อย
อมาเลียหัวเราะเบาๆ “มีมากมายเลยจ้ะ มีของที่ลูกชื่นชอบด้วยนะ คุณยายจะพักค้างคืนกับเราหนึ่งคืน แล้วในรุ่งเช้าท่านก็จะเดินทางไปที่บ้านคุณอาอัลเฟรดจ้ะ”
เลน่ายิ้มกว้างด้วยความยินดีอย่างสุดซึ้ง “ดีจังเลยค่ะ! หนูอยากฟังเรื่องราวเกี่ยวกับฟินแลนด์จากคุณยายมากเลยค่ะ!”
“รีบกลับมานะลูก มีสิ่งเซอร์ไพรส์รอหนูอยู่อีกนะ” อมาเลียบอกลูกสาวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรัก
“ค่ะแม่!” เลน่าตอบรับอย่างรวดเร็ว “เดี๋ยวหนูก็จะกลับเดี๋ยวนี้เลยค่ะ!”
หลังจากที่เลน่าวางสายจากมารดาของเธอ เพื่อนๆ ที่ยืนอยู่รอบๆ ก็หันมามองเธอด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้
“ใครมาเยี่ยมบ้านเธออย่างกะทันหันเหรอเลน่า? เห็นยิ้มแก้มปริเชียว” เอ็มม่าถาม ดวงตาเป็นประกายอยากรู้เรื่อง
“คุณยายของฉันเอง! ท่านเพิ่งกลับจากฟินแลนด์น่ะสิ!” เลน่าฉีกยิ้มกว้าง เผยให้เห็นฟันขาวเรียงสวย เธอพูดพลางเก็บของอย่างเร่งรีบ
“ฟินแลนด์เหรอ! โห! เจ๋งไปเลย!” เฟลิกซ์อุทานด้วยความทึ่ง
“ฉันต้องรีบกลับไปหาท่านแล้วล่ะ!” เลน่าพูดพลางรวบกระเป๋าเข้าหากันอย่างรวดเร็ว
“อ้าว! จะรีบกลับแล้วเหรอเลน่า? เพิ่งมาเองนะ” วิลเฮล์มถามด้วยน้ำเสียงติดจะเสียดาย
“แน่นอนสิวิลเฮล์ม! คุณยายฉันกลับจากฟินแลนด์ทั้งที ท่านจะอยู่แค่คืนเดียวเองนะ พรุ่งนี้ก็ไปบ้านคุณอาอัลเฟรดแล้ว” เลน่าตอบขณะรวบข้าวของสำคัญใส่กระเป๋าอย่างคล่องแคล่ว
“ฉันคงต้องไปแล้วนะทุกคน! ไว้เจอกันพรุ่งนี้นะ! เลน่าโบกมือลาเพื่อนๆ อย่างรีบร้อน
“ไว้เจอกันพรุ่งนี้นะเลน่า!” วิลเฮล์มกล่าวพร้อมรอยยิ้มที่ฉายแววผูกพันอย่างลึกซึ้ง เขารู้ว่าเพื่อนของเขากำลังมีความสุขมากแค่ไหน
วิลเฮล์มหันไปมองภาพวาด "เงาลึกลับ" ที่เลน่าทิ้งไว้ตรงมุมห้อง ดวงตาของเขาจับจ้องอยู่ที่นางฟ้าตัวน้อยในภาพนั้นอย่างพิจารณา ความรู้สึกหลากหลายปะทุขึ้นในใจ ทั้งความอบอุ่น ความห่วงใย และความหวัง เขาหวังว่าความกล้าหาญที่ซ่อนอยู่ภายในตัวของเลน่าจะพาเธอผ่านพ้นความหวาดกลัวที่แท้จริงไปได้ และพบเจอความสุขที่แท้จริง
“ตอนนี้เธอกำลังจะได้พบ นกสีน้ำเงิน อีกครั้งแล้วนะ เลน่า” วิลเฮล์มพึมพำกับตัวเองพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน “ฉันเองก็หวังว่าคุณยายของเธอจะนำความสุขจากฟินแลนด์มาให้เธอเหมือนกับที่แม่ของฉันได้นำความสุขจากลอนดอนมาให้พวกเรานะ” เขารู้สึกถึงความเชื่อมโยงที่อบอุ่นระหว่างความสุขของเพื่อนกับความสุขของตัวเองที่ได้รับจากคนในครอบครัว