จักรยานของวิลเฮล์มปั่นผ่านถนนที่แดดจัดยามเช้า เสียงล้อบดกับพื้นยางมะตอยเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ราวกับจังหวะหัวใจที่เต้นรัวด้วยความมุ่งมั่น เขาคิดถึงแผนการที่คุยกับเพื่อนๆ เมื่อวานนี้.. กองทุนเล็กๆ เพื่อช่วยเหลือผู้ที่บาดเจ็บจากสัตว์ป่า... ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของภารกิจอันยิ่งใหญ่ที่พวกเขาใฝ่ฝัน
"เราต้องเริ่มจากเล็กๆ ก่อนนะ... เหมือนเมล็ดพันธุ์ที่รอวันเติบโต" วิลเฮล์มพึมพำกับตัวเองขณะปั่นจักรยานเลี้ยวเข้าสู่ถนนสายหลักซึ่งมีร้านค้าเรียงราย เสียงของเขาเจือไปด้วยความหวังอันเปี่ยมล้น
ลมหนาวแรกเริ่มโชยมาเป็นสัญญาณของฤดูใบไม้ร่วง ใบเมเปิ้ลบริเวณโรงเรียนแต้มสีส้มสดสลับแดงเป็นหย่อมๆ ราวกับพู่กันของจิตรกรผู้ยิ่งใหญ่ กำลังวาดภาพแห่งการเปลี่ยนแปลง บางใบปริ่มจะหลุดร่วงจากกิ่งก้าน กาลเวลาเคลื่อนผ่านไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ เด็กๆ นั่งล้อมวงกันที่โต๊ะสีขาวภายใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ ส่งเสียงหัวเราะเจื้อยแจ้ว แต่แววตาของพวกเขากลับฉายชัดถึงความมุ่งมั่นและจริงจัง เมื่อความคิดใหญ่ของพวกเขากำลังถูกหยิบยกมาพูดคุยกันอย่างเปิดเผย
"ทุกคน ฟังนะ! ฉันหาคาเฟ่น่าสนใจเจอแล้ว น่าจะเหมาะกับการนัดคุยกันวันนี้ ราคาไม่แรง แถมอาหารก็อร่อยใช้ได้เลย" วิลเฮล์มเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความหวังที่ฉายชัดในแววตา ดวงตาคู่สวยทอประกายราวกับเห็นภาพความสำเร็จของแผนการที่พวกเขากำลังจะลงมือทำ ราวกับว่าเส้นทางข้างหน้าไม่ได้มีเพียงอุปสรรค แต่ยังเต็มไปด้วยแสงสว่างแห่งความเป็นไปได้
แม็กซ์เลิกคิ้วด้วยความสนใจ "ฟังดูเข้าทีนะ วิลเฮล์ม แล้วเรานัดเจอกันกี่โมงดีล่ะ?" เขาถาม เสียงทุ้มมีความกระตือรือร้นตามไปด้วย ราวกับพลังงานอันบริสุทธิ์ของวัยเยาว์กำลังแผ่ซ่านไปทั่ววงสนทนา
วิลเฮล์มเลื่อนสายตาไปมองที่หน้าจอโทรศัพท์มือถือของเขาครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับมาด้วยรอยยิ้ม "เช้านี้แหละเป็นไง? น่าจะมีเวลาพอสำหรับอาหารเช้าแล้วก็ถกเรื่องงานของเราให้จบ"
เสียงพึมพำเห็นด้วยดังขึ้นรอบวง ทุกคนต่างพยักหน้า การได้มีส่วนร่วมในการนำเสนอไอเดียต่อคณะกรรมการโรงเรียนในครั้งนี้ ทำให้พวกเขาทุกคนรู้สึกถึงความตื่นเต้นที่ปนเปไปกับความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ พวกเขากำลังวางแผนจะตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือและให้ความรู้แก่เด็กนักเรียนเกี่ยวกับภัยอันตรายจากสัตว์ป่า ความริเริ่มที่ดูเหมือนจะเรียบง่าย แต่แฝงไปด้วยเจตนาอันยิ่งใหญ่และประโยชน์มหาศาลที่อาจเปลี่ยนชีวิตใครบางคนได้
ขณะที่เสียงพูดคุยยังคงดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง เลน่าก้มหน้าก้มตาอยู่กับภาพวาดตรงหน้าอย่างจดจ่อ ผมสีบลอนด์หยักศกของเธอถูกรวบอย่างลวกๆ ปล่อยปอยผมบางส่วนรุ่ยลงมาปรกใบหน้า แต่เธอก็ไม่ปริปากใส่ใจ ราวกับโลกภายนอกไม่มีความหมายเท่าโลกในภาพวาดของเธอ รอบตัวเธอมีดินสอดำ ยางลบ รวมถึงดินสอสีไม้ที่วางเรียงรายอยู่ 4-5 แท่ง เสมือนเป็นคลังแสงของศิลปินผู้เปี่ยมด้วยจินตนาการ แต่ถึงแม้จะจดจ่ออยู่กับการระบายสี แต่หูของเธอก็ยังคงเงี่ยฟังบทสนทนาของเพื่อนๆ ตลอดเวลา ราวกับต้องการรับรู้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว แต่ก็ยังคงปิดกั้นตัวเองอยู่ในโลกส่วนตัว
"เฮ้ เลน่า... ฟังเราอยู่หรือเปล่า?" เอมม่าเอ่ยขึ้นเบาๆ พร้อมกับสะกิดแขนเพื่อนเบาๆ เป็นการเรียกสติ เลน่าพยักหน้ารับช้าๆ "อืมม์ ฉันฟังอยู่..." เสียงของเธอแผ่วเบาแต่ชัดเจน ราวกับมาจากห้วงความคิดอันลึกซึ้ง
"เธอวาดภาพอะไรของเธออยู่เหรอ... ดูตั้งใจจังเลย" เอมม่าถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น ปนเปไปกับความอ่อนโยนในน้ำเสียง
แทนที่จะตอบเป็นคำพูด เลน่าค่อยๆ ยกภาพวาดของเธอขึ้นชูให้เอมม่ายื่นมือออกไปรับ ภาพวาดนั้นทำให้เอมม่าเบิกตาโพลงด้วยความตกใจ ดวงตาของเธอเบิกกว้างขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับเสียงอุทานหลุดออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ "โอ้พระเจ้า..." ภาพวาดนั้นปรากฏใบหน้าของเลน่าและวิลเฮล์มกำลังวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิตจากปีศาจร้ายสีดำทะมึน ดวงตาสีแดงก่ำของมันเปล่งประกายในความมืด ปากของมันแสยะยิ้มอย่างน่าสยดสยองราวกับจะฉีกกระชากทุกสิ่งให้แหลกละเอียด มันกำลังยื่นมือตะครุบไล่หลังพวกเขาอย่างไม่ลดละ ฉากหลังของภาพวาดนั้นเป็นอาคารห้องสมุดเก่าที่มีลักษณะทรุดโทรม ไล่เรียงไปจนถึงหอนาฬิกาที่ตั้งตระหง่านอยู่ทางด้านตะวันออกของเมือง และท่ามกลางความโกลาหลนั้น กลับมีเด็กหญิงผมบลอนด์หยักศกหน้าตาคล้ายเลน่า สวมชุดสีขาวบริสุทธิ์ มีแสงสว่างเรืองรองเปล่งประกายรอบตัว กำลังยืนขวางปีศาจร้ายเอาไว้ ราวกับเป็นผู้ปกป้องอันศักดิ์สิทธิ์ที่ผุดขึ้นมาจากความมืดมิด
"เลน่า... ทำไมเธอวาดภาพน่ากลัวแบบนี้ล่ะ!" เอมม่ายิงคำถามใส่ ใบหน้าซีดเผือด ดวงตาเต็มไปด้วยความตกใจระคนสงสัย เธอเอ่ยถามด้วยเสียงที่สั่นเครือราวกับกำลังพยายามกลั้นน้ำตา ความหวาดกลัวที่เห็นในภาพวาดนั้นเริ่มกัดกินจิตใจของเธอ
เลน่ายังคงก้มหน้ามองภาพวาดตรงหน้าอย่างเงียบงัน เธออึกอัก พยายามรวบรวมคำพูด ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเอมม่าเพียงครู่เดียว ดวงตาของเธอฉายแววสับสนและหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด
"ก็..." เธอเริ่มเอ่ยเสียงเบา "มันเป็นภาพเหตุการณ์ที่ฉันกับวิลเฮล์มเจอเมื่อวันก่อนไง" เลน่ายังคงกอดภาพวาดไว้แน่น ราวกับมันเป็นสิ่งเดียวที่ช่วยยึดเหนี่ยวจิตใจอันปั่นป่วนของเธอไว้ได้ "มันเป็นภาพที่ฉันคิดว่าคนที่จะช่วยพวกเราคือนางฟ้า... แต่กลับเป็นยามที่ตรวจตราหอคอย" คำอธิบายของเธอสั้นกระชับ แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้เอมม่าสีหน้ายิ่งซีดลงไปอีก ความจริงที่เลน่าพยายามสื่อนั้นหนักอึ้งเกินกว่าที่เด็กวัยเดียวกันจะรับไหว
"แล้ว... ทำไมเธอไม่บอกเรื่องนี้กับพ่อแม่เธอล่ะ" เอมม่าถามเสียงแผ่ว ราวกับกลัวว่าคำถามของเธอจะทำลายกำแพงบางๆ ที่เลน่าสร้างขึ้น
เลน่ายิ่งก้มหน้าลงต่ำอีกครั้ง ไหล่ทั้งสองข้างเริ่มสั่นเทาเล็กน้อย "ก็... ฉันกลัวว่าพ่อกับแม่จะตกใจและเป็นห่วงฉันมากกว่าเดิมน่ะสิ... ฉันไม่อยากให้พวกท่านต้องกังวลเพราะฉันอีกแล้ว" เธอกระซิบแผ่วเบา ราวกับกลัวว่าเสียงของตัวเองจะดังเกินไปจนทำให้คนอื่นรับรู้ถึงความอ่อนแอที่ซ่อนอยู่ภายในจิตใจอันบอบบางของเธอ
เลน้ารู้สึกสับสนยิ่งกว่าเดิม จิตใจของเธอเหมือนติดอยู่ในเขาวงกตที่วกวนไม่มีที่สิ้นสุด เธอรู้สึกไร้หนทาง จะเดินหน้าก็กลัว จะถอยหลังก็ทำไม่ได้ ความอึดอัดและความกังวลยังคงทับถมในใจของเธอราวกับก้อนหินหนักอึ้ง ภาพปีศาจยังคงตามหลอกหลอนในความทรงจำ แม้ในยามหลับตา
ในขณะที่เพื่อนๆ ยังคงหัวเราะและพูดคุยกันอย่างสนุกสนานเกี่ยวกับแผนการจัดตั้งกองทุนเพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย เลน่ายังคงจมอยู่ในโลกส่วนตัวของเธอ สายตาของเธอยังคงจับจ้องอยู่ที่ภาพวาดที่น่ากลัวใบนั้น ภาพนั้นสะท้อนถึงความกลัว ความสับสน และความรู้สึกโดดเดี่ยวที่ซ่อนอยู่ภายในใจของเธอ แม้ส่วนลึกๆ ในใจจะอยากให้คนอื่นรับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น อยากได้ใครสักคนมาปลอบโยนและช่วยเหลือ แต่เธอก็ยังไม่พร้อมที่จะเปิดเผยความเปราะบางของตนเองออกไป ราวกับว่าการเก็บซ่อนมันไว้คือหนทางเดียวที่จะปกป้องตัวเอง
"ทุกอย่างจะต้องดีขึ้น... ฉันต้องเข้มแข็งกว่านี้" เลน่าคิดในใจ ขณะที่เธอพยายามกวาดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามหาหนทางที่จะก้าวข้ามความกลัวที่คอยตามหลอกหลอนเธออยู่ร่ำไป ภาพวาดใบนี้จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเผชิญหน้ากับมัน หรือจะเป็นหลุมดำที่คอยดึงเธอดิ่งลงไปกันแน่... เธอเองก็ยังไม่แน่ใจ แต่ลึกๆ ในใจ เธอก็ยังคงหวังว่าจะมีแสงสว่างนำทางเธอออกจากเงามืดนี้ได้ในสักวัน