วิลเฮล์มใช้เวลาช่วงเย็นพักผ่อนอยู่ในห้องนอนอย่างสงบ แสงไฟสีนวลจากโคมไฟตั้งโต๊ะสลัวๆ สาดส่องสร้างบรรยากาศอบอุ่นละมุนละไม เขานั่งก้มหน้า ตั้งใจจดจ่ออยู่กับภาพวาดบนโต๊ะญี่ปุ่นขนาดเล็ก อุปกรณ์วาดเขียน ทั้งกระดาษ ดินสอ ยางลบ และสีไม้หลากสีสัน วางกระจัดกระจายอยู่รอบตัวเขาอย่างเป็นระเบียบในความไม่เป็นระเบียบของศิลปิน
ภาพที่เขากำลังสร้างสรรค์อยู่นั้น เป็นโลกที่เขาจินตนาการขึ้นมาเอง โลกที่เขากับเพื่อนซี้อย่างโกรันและลาร์ส กำลังใช้พลังวิเศษต่อสู้กับหมาป่าตัวใหญ่ยักษ์บนเนินเขาสีเทาหม่น ภายใต้ภาพนั้นมีตัวอักษรสวีเดนเขียนไว้อย่างบรรจงว่า "Vem skulle kunna ge oss superkrafter?" (ใครกันนะที่จะมอบพลังวิเศษให้พวกเรา?)
แสงจากโคมไฟตั้งโต๊ะดวงเล็กสาดส่องใบหน้าของวิลเฮล์ม ทำให้ดวงตาสีฟ้าคู่สวยของเขาดูเปล่งประกายราวกับมีดวงดาวซ่อนอยู่ เส้นผมสีบลอนด์ยาวสลวย เมื่อต้องแสงไฟก็ทอประกายดุจแพรไหมสีทอง ริมฝีปากสีชมพูระเรื่อได้รูปสวยงาม ยิ่งขับให้ใบหน้าของเขาดูอ่อนเยาว์และบริสุทธิ์ตามวัย 14 ปี ราวกับภาพวาดที่เพิ่งถูกแต่งแต้ม
ขณะที่เขากำลังก้มหน้าจดจ่ออยู่กับโลกศิลปะของตัวเอง ทันใดนั้นก็มีเสียงเล็กๆ ใสๆ ที่คุ้นเคย เรียกดังมาจากหน้าประตูห้องเบาๆ
“วิลเฮล์ม ขอฉันเข้าไปหน่อยได้มั้ย” เสียงนั้นเป็นของ เพื่อนสนิทเก่าแก่ที่รู้จักกันมาตั้งแต่จำความได้อย่างเลน่านั่นเอง
วิลเฮล์มเงยหน้าขึ้นจากกระดาษที่เขากำลังวาดอยู่ พร้อมรอยยิ้มบางๆ บนใบหน้า “เข้ามาเลย เลน่า”
“ช่วยเปิดประตูให้ฉันหน่อยสิ มือฉันไม่ว่างเลย” เลน่าตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงร่าเริงและแฝงความขี้เล่น
วิลเฮล์มจึงต้องลุกไปเปิดประตูให้เพื่อนรัก เลน่าก้าวเข้ามาในห้องพร้อมกับแก้วมัคดินเผาสองใบที่ถืออยู่ในมืออย่างระมัดระวัง ส่วนใต้รักแร้ก็หนีบสมุดวาดเขียน กล่องดินสอสี ดินสอดำ หนังสือเล่มเล็ก รวมถึงยางลบมาด้วยราวกับเป็นสมบัติล้ำค่า
“คุณย่าฝากช็อกโกแลตร้อนมาให้แน่ะ” เลน่าวางแก้วช็อกโกแลตร้อนใบหนึ่งลงตรงหน้าวิลเฮล์ม ไอร้อนบางๆ ลอยขึ้นมาพร้อมกลิ่นหอมกรุ่น
“ขอบใจมากนะ เลน่า” วิลเฮล์มเอ่ยขอบคุณจากใจจริง ความอบอุ่นจากแก้วช็อกโกแลตแผ่ซ่านมาถึงมือเขา
เลน่านั่งลงฝั่งตรงข้ามกับวิลเฮล์ม สายตาของเธอจับจ้องไปที่ภาพวาดของเขาอย่างสนใจ “แล้วพวกโกรันล่ะ?” วิลเฮล์มเอ่ยถามถึงเพื่อนๆ คนอื่น
เลน่าถอนหายใจเล็กน้อยด้วยรอยยิ้ม “พวกนั้นน่ะเหรอ กำลังเล่นเกมกระดานกันอย่างสนุกสนานเลยล่ะ แถมคุณย่าก็ชงช็อกโกแลตร้อนมาให้พวกเราทุกคนด้วยนะ อากาศเย็นๆ แบบนี้ได้ดื่มอะไรอุ่นๆ นี่มันดีสุดๆ ไปเลยว่าไหม”
“แล้วนาธาเนียลล่ะ?” วิลเฮล์มอดไม่ได้ที่จะถามถึงน้องชายตัวเล็กของเขา
เลน่าหัวเราะคิกคักกับท่าทางที่น่าเอ็นดูของน้องชาย “โอ๊ย! เจ้าตัวเล็กของเธอน่ะเหรอ คุณย่าอ่านนิทานไปได้ไม่ทันไรก็หลับคาตักคุณย่าไปซะแล้ว คุณย่าเลยต้องอุ้มเข้าห้องนอนไปเรียบร้อยแล้วล่ะ”
วิลเฮล์มหลุดขำกับภาพน้องชายที่หลับปุ๋ยไปอย่างน่ารัก “ว่าแต่เธอกำลังวาดรูปอะไรอยู่เหรอ?” เลน่าถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น สายตาของเธอจับจ้องไปที่ภาพวาดหมาป่า
แทนที่จะตอบ วิลเฮล์มก็ยกภาพวาดขึ้นชูให้เลน่าดู เลน่าขมวดคิ้วอย่างสงสัย “รูปนี้มันหมายถึงอะไรน่ะ?” เธอถามเสียงเบา
วิลเฮล์มก้มหน้าก้มตาวาดรูปต่อพลางอธิบายโดยไม่เงยหน้ามองเพื่อน “ก็...ฉันคิดว่าถ้าฉัน โกรัน แล้วก็ลาร์สมีพลังที่แข็งแกร่งพอที่จะจัดการกับหมาป่าได้ มันคงจะดีไม่น้อยเลย” น้ำเสียงของเขามีความฝันและความปรารถนาแฝงอยู่
เลน่ามีสีหน้าหม่นลงเล็กน้อยเมื่อได้ยินความหมายแฝงของภาพ “อย่างนั้นเองเหรอ…” เธอพึมพำ
คราวนี้วิลเฮล์มเงยหน้าขึ้นมองสบตาเพื่อนรัก แล้วเอ่ยปากชวนด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน “เธอจะมาวาดรูปกับฉันด้วยไหม”
เลน่าพยักหน้าตอบรับทันที ดวงตาของเธอเป็นประกาย “แน่นอนสิ ฉันเองก็มีเรื่องราวที่อยากจะถ่ายทอดผ่านภาพวาดเหมือนกัน”
ทั้งคู่ต่างก็เพลิดเพลินกับการวาดภาพ พูดคุย และจิบช็อกโกแลตร้อนๆ ในบรรยากาศแสงไฟสลัวๆ ของห้องนอน ภาพวาดเหล่านั้นไม่ใช่แค่รูปธรรมดาๆ แต่เป็นสิ่งที่พวกเขาต้องการจะสื่อความหมายบางอย่างที่ยากจะอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ตรงๆ เป็นโลกแห่งจินตนาการที่ช่วยเยียวยาจิตใจ
เลน่าจรดปลายดินสอสีลงบนกระดาษขาว เริ่มร่างโครงของภาพที่เธอคิดไว้ในใจอย่างช้าๆ พลางจิบช็อกโกแลตร้อนอย่างเชื่องช้า “ฉันอยากวาดภาพ ‘นกสีน้ำเงิน’ แล้วสมมุติว่าตัวเองเป็นมิทิล ส่วนเธอก็คือทิลทิล” เธอเอ่ยเนิบๆ ขณะที่สายตายังคงจับจ้องที่ภาพวาดหมาป่าของวิลเฮล์มเพื่อวัดสัดส่วน ราวกับกำลังเชื่อมโยงโลกทั้งสองเข้าด้วยกัน
“นกสีน้ำเงินเหรอ?” วิลเฮล์มถาม แสงไฟสะท้อนในแววตาเขาอย่างฉงนระคนสงสัย
“ใช่... สัญลักษณ์แห่งความสุขไงล่ะ” เลน่าตอบสั้นๆ ก่อนจรดดินสอลงบนกระดาษอีกครั้งอย่างตั้งใจ
“แล้วฉันจะไปหานกสีน้ำเงินนั้นได้ยังไง” วิลเฮล์มถามต่อ น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความอยากรู้
“เราต้องหาทางเดินทางผ่านความมืดมิดนั่นก่อน” เลน่าว่าพลางชี้ไปที่ภาพวาดหมาป่าของเขาอย่างนุ่มนวล “แล้วเราจะเห็นทางสว่าง”
วิลเฮล์มขมวดคิ้วเล็กน้อย พยายามทำความเข้าใจ “หมายความว่าเราจะต้องตามหานกสีน้ำเงินไปเรื่อยๆ จนกว่าจะพบความสุขที่แท้จริงใช่มั้ย”
“แน่นอน” เลน่ายิ้มนิดๆ พลางพยักหน้าช้าๆ “ความสุขที่แท้จริงก็อยู่รอบตัวเรานี่แหละ เหมือนกับทิลทิลและมิทิลที่พยายามตามหานกสีน้ำเงินในดินแดนต่างๆ แต่สุดท้ายพวกเขาก็พบว่าความสุขที่แท้จริงคือสิ่งที่อยู่ตรงหน้าพวกเขานั่นเอง” ดวงตาของเลน่าเป็นประกายด้วยความหวังและความเข้าใจ ราวกับนกสีน้ำเงินได้โบยบินอยู่ในใจของเธอแล้ว