สัญญลักษณ์ของการบูชายัญ

1532 Words
เสียงลมที่พัดผ่านต้นไม้ใหญ่รอบหอนาฬิกาเก่าแก่ ฟังดูหวีดหวิวราวเสียงครางของวิญญาณยามค่ำคืน มันน่าสะพรึงกลัวจนขนลุกชัน พนักงานดูแลหอคอย ผู้มีประสบการณ์โชกโชนในค่ำคืนอันเงียบงันเช่นนี้ เดินตรวจตราพื้นที่ตามปกติ ด้วยไฟฉายในมือที่ส่องลำแสงเป็นวงกลมเล็กๆ ท่ามกลางความมืดมิดที่โอบล้อมกาย แสงไฟเต้นระริกไปตามทางเดินที่โรยด้วยใบไม้แห้งกรอบและกิ่งไม้ที่ร่วงหล่น ส่งเสียงกุกกักใต้ฝ่าเท้า ราวกับมีใครกำลังเดินตามหลังมา ทันใดนั้น! ประตูไม้เก่าแก่ของหอคอยก็เปิดผางออก ตามมาด้วยร่างของวิลเฮล์มและเลน่าที่วิ่งหน้าตาตื่นออกมา แววตาของทั้งคู่เบิกกว้างฉายแววหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัดเจน หัวใจของพวกเขายังคงเต้นระรัวไม่เป็นจังหวะ ราวกับเพิ่งหลุดพ้นจากเงื้อมมือของสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่มองไม่เห็น...ใช่แล้ว...เงาลึกลับดำทะมึนที่สะกดขวัญพวกเขาอยู่ภายใน...มันอันตรธานหายไปในพริบตา เมื่อลำแสงจากไฟฉายของพนักงานดูแลสาดส่องมาถึง "อ้าว! เด็กสองคน! วิ่งหน้าตาตื่นออกมาเชียว พวกเธอเข้าไปเล่นอะไรข้างในนั่นเหรอ?" พนักงานดูแลหอคอยหยุดชะงัก ชะโงกหน้ามองด้วยสีหน้าสงสัยระคนเป็นห่วงพลางขมวดคิ้วมุ่น น้ำเสียงของเขาเจือไปด้วยความกังวลอย่างเห็นได้ชัด "เอ่อ... พวกเรา... มาดูเกี่ยวกับอักษรประหลาดๆ ที่สลักอยู่บนแก้วไวน์กับกล่องไม้น่ะครับ" วิลเฮล์มตอบ เสียงของเขาสั่นพร่าเล็กน้อยขณะที่ยื่นแก้วไวน์เก่าแก่และกล่องไม้ใบแรกที่พวกเขาพบให้พนักงานดูแลดู "ดูเหมือนว่าไอ้เงาแปลกๆ ที่ตามติดพวกเรามันหายไปแล้วนะ..." เขาพูดพร้อมกับหอบหายใจ พนักงานดูแลรับของทั้งสองชิ้นมาพลิกดูอย่างละเอียดถี่ถ้วน แสงไฟฉายส่องกระทบอักษรที่ก้นแก้วและบนกล่อง เผยให้เห็นรอยแกะสลักประหลาดที่ดูคล้ายอักษรรูนโบราณ แต่ถูกดัดแปลงให้มีลักษณะคล้ายสัญลักษณ์แพนทาแกรมและรูปหัวแพะอันน่าขนลุก ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเทพแพะเมนเดส...สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมในทันที "นี่มัน...อักษรที่ใช้ร่ายมนตร์สะกดจิตเด็กๆ เพื่อนำไปเป็นเหยื่อในพิธีบูชายัญปีศาจนี่นา!" วิลเฮล์มกับเลน่าถึงกับผงะ! ร่างกายแข็งทื่อไปชั่วขณะ พวกเขาตกใจจนพูดไม่ออก เบิกตากว้างและยกมือขึ้นปิดปากด้วยความตกตะลึงกับสิ่งที่ได้ยิน "ลัทธิบูชาซาตานเหรอครับ?" วิลเฮล์มถามด้วยเสียงที่สั่นเครือจนแทบจับใจความไม่ได้ ดวงตาเต็มไปด้วยความไม่เชื่อ พนักงานดูแลพยักหน้าช้าๆ ใบหน้าฉายแววโล่งอก "พวกเธอโชคดีมากที่รอดมาได้...ช่วงนี้มีข่าวเด็กถูกลักพาตัวบ่อยเหลือเกิน" เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ "รู้ไหม...ไม่ไกลจากหอคอยนี้จะมีป่าทึบ แล้วก็มีโบสถ์ร้างอยู่ข้างในนั้นด้วย...มีคนแปลกๆ ชอบเข้าไปทำพิธีบางอย่าง ซึ่งน่าจะเป็นพิธีกรรมของลัทธิบูชาปีศาจ พวกนี้ต้องการล่อลวงเด็กอายุ 3-17 ปี ไปทรมานและใช้เลือดของเด็กในการประกอบพิธีบูชายัญ..." เลน่าตาโตเป็นไข่ห่าน "สมัยนี้ยังมีพิธีแบบนี้อยู่อีกเหรอคะเนี่ย?" เธอถามด้วยน้ำเสียงที่ทั้งสงสัยและตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ พนักงานดูแลยิ้มอย่างอ่อนแรง "พิธีกรรมแบบนี้มันมีมาทุกยุคทุกสมัยนั่นแหละ...ในโลกนี้ยังมีเรื่องลี้ลับอีกหลายอย่างที่เรายังไม่รู้" เขาพูดต่อพลางส่ายหน้าช้าๆ "นี่ก็เป็นหนึ่งในแผนการของพวกมันที่จะหาทางหลอกล่อ โดยจะใช้วิธีที่แตกต่างกันไปในแต่ละช่วงอายุของเด็กๆ" "เป็นยังไงเหรอครับ?" วิลเฮล์มขมวดคิ้วถามอย่างสงสัย สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความประหลาดใจและความอยากรู้อยากเห็นที่ถูกจุดประกายขึ้นมา พนักงานดูแลหอคอยอธิบายต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ถ้าเป็นเด็กเล็กอายุ 3-8 ขวบ พวกมันจะใช้ขนมหรือของเล่นเป็นเหยื่อล่อ...ส่วนเด็กโตอายุ 9-17 ปี พวกมันจะใช้สิ่งของที่สลักอักษรโบราณพร้อมร่ายคาถาอาคม จากนั้นก็นำไปซ่อนตามถังขยะหรือตามจุดต่างๆ เพื่อล่อให้เด็กเกิดความอยากรู้อยากเห็นอยากลองสำรวจ พอเด็กๆ เหล่านั้นไปเจอเข้าก็จะถูกสะกดจิตให้เห็นภาพหลอนต่างๆ ทีนี้ก็เข้าทางพวกมันเลย" เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ปล่อยให้ความเงียบและความน่าสะพรึงกลัวเข้าครอบงำ ก่อนจะเล่าต่อด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา "เงาที่พวกเธอเห็นน่ะ...บางทีมันอาจจะเป็นแค่ภาพหลอนเพราะโดนสะกดจิตไปแล้วก็ได้...ไม่ก็อาจจะเป็นพวกกลุ่มคนลึกลับที่มาตามล่าเหยื่อสำหรับพิธีบูชายัญ..." วิลเฮล์มกับเลน่ามองหน้ากันอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง พวกเขาไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้ยินเรื่องราวสุดสยองแบบนี้ แถมยังไม่คิดว่าตัวเองเกือบจะต้องเจอเรื่องร้ายๆ แบบนี้อีกครั้ง สำหรับวิลเฮล์ม นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเกือบเจอเหตุการณ์น่ากลัวเช่นนี้ เขายังจำเรื่องราวบนเนินเขาสีเทาได้ดี โดยเฉพาะหมาป่าสีดำตัวใหญ่ที่มีนัยน์ตาสีอำพันอันน่าหวาดกลัวที่จ้องมองเขาอย่างหิวกระหาย "พวกเธอควรกลับบ้านได้แล้วนะ" พนักงานดูแลเตือนด้วยน้ำเสียงอบอุ่นและเป็นห่วง "ป่านนี้พ่อแม่คงรอพวกเธออยู่ที่บ้านแล้วล่ะ" วิลเฮล์มกับเลน่าพยักหน้าหงึกๆ และกล่าวขอบคุณพนักงานดูแลด้วยเสียงแผ่ว ก่อนจะหันหลังเดินกลับไปยังทางเดิมที่พวกเขามา แม้หัวใจยังเต้นระรัวไม่หาย แต่ก็รู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูกที่ได้รอดพ้นจากอันตรายในครั้งนี้ไปได้ พอได้ฟังเรื่องราวสุดสะพรึงจากยามผู้ดูแล ลมเย็นยะเยือกก็พัดต้องเส้นผมของเลน่าให้ปลิวไสว เธอหันไปหาวิลเฮล์มแล้วถามเขาด้วยเสียงกระซิบแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน "เธอเคยได้ยินเรื่องแบบนี้มาก่อนมั้ย?" วิลเฮล์มตอบด้วยน้ำเสียงที่ค่อยไม่แน่ใจนัก "เคยได้ยินมาบ้าง...แต่มันทำให้ฉันนึกย้อนไปถึงเรื่องที่เคยเจอในป่าบนเนินเขาสีเทาโน่น..." เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่ยังเจือความสั่นอยู่หน่อยๆ ราวกับภาพความทรงจำอันเลวร้ายกำลังย้อนกลับมา "แล้วมันเป็นยังไงล่ะ" เลน่าถามอย่างกระตือรือร้น ดวงตาเป็นประกายด้วยความอยากรู้ "เล่าให้ฟังทั้งหมดเลยสิ" "คราวก่อนโน้น...ฉัน โกรัน แล้วก็ลาร์สแอบไปเล่นที่เนินเขาสีเทาหลังเลิกเรียน" วิลเฮล์มเริ่มเล่า เสียงของเขากระซิบเบาลงไปอีก "เราเจอหมาป่าสีดำตัวใหญ่เบ้อเริ่มเลย ตาสีเหลืองอำพันวาววับ มันเหมือนจะงับพวกเราทั้งเป็นเลย โชคดีที่เราหนีมาได้..." วิลเฮล์มเล่าด้วยเสียงที่ยังเต็มไปด้วยความทรงจำอันน่ากลัวที่ยังฝังใจไม่ลืม เลน่าฟังอย่างใจจดใจจ่อ ใบหน้าซีดเผือด "น่ากลัวชะมัด! แต่ตอนนี้เรากลับบ้านกันก่อนดีกว่านะวิลเฮล์ม ก่อนที่จะมีอะไรแย่ๆ เกิดขึ้นอีก" เธอรีบพูดพลางคว้าแขนวิลเฮล์มมากอดไว้แน่น วิลเฮล์มพยักหน้าเห็นด้วย "ใช่แล้ว...รีบไปกันเถอะ ก่อนที่ความมืดจะกลืนกินทุกอย่าง" เขาตอบพร้อมหันมายิ้มให้เลน่าบางๆ เพื่อให้เธอคลายใจลงบ้าง แต่ดวงตาของเขายังคงฉายแววกังวล "แต่ที่นี่มันอันตรายเกินไปนะวิลเฮล์ม!" เลน่ากล่าวเสริม พลางกอดแขนเขาแน่นขึ้นไปอีกราวกับจะขอความคุ้มครอง ทั้งคู่เดินเคียงข้างกันออกจากหอคอยร้าง ทิ้งความรู้สึกหวาดกลัวและเรื่องราวลึกลับที่เพิ่งได้ยินไว้เบื้องหลัง โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะไม่เจอเหตุการณ์เช่นนี้อีกในอนาคต เสียงลมยังคงพัดหวีดหวิวผ่านต้นไม้ใหญ่ยามพลบค่ำ ขณะที่วิลเฮล์มและเลน่าก้าวเดินออกจากหอคอยร้างอย่างเร่งรีบ หัวใจของพวกเขายังคงเต้นระรัวไม่เป็นจังหวะ แต่ก็เต็มไปด้วยความโล่งอกที่รอดพ้นจากสถานการณ์อันตรายนี้ พวกเขาได้เรียนรู้ว่าโลกนี้มีเรื่องราวลี้ลับและด้านมืดซ่อนอยู่มากมายเกินกว่าที่เด็กอายุสิบสี่จะจินตนาการถึง แต่ในขณะเดียวกันก็ได้ค้นพบความกล้าหาญและความแข็งแกร่งในจิตใจที่จะพร้อมรับมือกับสิ่งเหล่านั้นอย่างไม่ท้อถอย "ขอโทษนะเลน่า..." วิลเฮล์มพูดเสียงแผ่วพร้อมกับหอบหายใจ "ที่ต้องพาเธอมาเจออะไรแบบนี้..." เลน่ายิ้มบางๆ พร้อมกับแตะไหล่เขาเบาๆ เพื่อปลอบโยน "ไม่เป็นไรหรอกวิลเฮล์ม...ก็เราเป็นเพื่อนกันนี่นา" พอได้ยินเลน่าพูดแบบนั้น วิลเฮล์มก็รู้สึกดีขึ้นมาทันทีราวกับมีก้อนหินหนักๆ หลุดออกจากอก "ขอบใจนะเลน่า..." ทั้งคู่เร่งฝีเท้าออกจากที่นั่นให้เร็วที่สุด โดยไม่คิดจะหันกลับไปมองหอคอยเก่าแก่ที่เต็มไปด้วยความลับอีกเลย...
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD