"คุณยายจะพักที่นี่คืนเดียวใช่ไหมคะ" เลน่าถามอีกครั้ง เสียงของเธอแผ่วเบาเหมือนเสียงลมหายใจที่แผ่วผ่านใบไม้แห้งในยามสิ้นฤดู เธอกลัวว่าช่วงเวลาอันแสนวิเศษนี้จะหมดลงเร็วเกินไป
อมาเลียพยักหน้าช้าๆ พลางลูบผมลูกสาวด้วยความอ่อนโยนราวกับจะปลอบประโลม "ใช่จ้ะ... คืนเดียวเท่านั้น แต่เราจะเล่าเรื่องสนุกๆ ให้ฟังจนเต็มอิ่มหัวใจเลยนะ" น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความรักและความเข้าใจ
"หนูอยากฟังเรื่องราวเกี่ยวกับหิมะกับทะเลสาบน้ำแข็งที่คุณยายเคยเล่าให้ฟังตอนเด็กๆ อีกจังค่ะ" เลน่ากระซิบเบาๆ ดวงตาของเธอเป็นประกายระยิบระยับเหมือนหยดน้ำค้างยามเช้าที่จับอยู่บนกลีบดอกไม้แรกแย้ม ความปรารถนาที่จะหวนคืนสู่โลกแห่งความฝันนั้นฉายชัดบนใบหน้า
สเตลลันหัวเราะเบาๆ อย่างเอ็นดู "ให้คุณยายพักผ่อนสักครู่เถอะเลน่า"
"ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ" คุณยายโบกมืออย่างอ่อนแรง แต่ดวงตาของท่านกลับเปี่ยมด้วยชีวิตชีวา "ยายพร้อมจะเล่าเรื่องดินแดนหิมะให้หลานฟังเดี๋ยวนี้แหละ... ทุกครั้งที่เล่า ยายก็เหมือนได้กลับไปที่นั่นอีกครั้ง"
เลน่าทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาข้างคุณยายอย่างรวดเร็ว แสงไฟสีนวลจากโคมตั้งพื้นสาดกระทบใบหน้าซีดเซียวของท่านเล็กน้อย เผยให้เห็นร่องรอยแห่งกาลเวลาและเรื่องราวที่ซ่อนอยู่ในนั้น
"ฟินแลนด์มันมหัศจรรย์มากเลยนะเด็กๆ" คุณยายเริ่มเรื่องด้วยเสียงที่แผ่วลง แต่เต็มไปด้วยความลึกซึ้ง "ฤดูหนาวที่นั่น... มันดูดกลืนทุกสิ่ง ทุกเสียง และทุกสีสันให้เงียบงันและบริสุทธิ์"
"หนูจำได้ค่ะ" เลน่าตอบ เสียงของเธอแทบจะจมหายไปกับความเงียบงันในห้องนั่งเล่นที่ถูกสะกดด้วยเรื่องเล่า "คุณยายเคยบอกว่าทุกอย่างกลายเป็นสีขาวโพลนเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด"
"ใช่จ้ะ มันเป็นความเงียบที่หนักอึ้ง แต่ก็งดงาม" คุณยายกล่าว ดวงตาของท่านทอดมองออกไปนอกหน้าต่างบานใหญ่ราวกับเห็นภาพซาวน่ากลางป่าสนในหมู่บ้านที่เคยรู้จัก ภาพเหล่านั้นยังคงแจ่มชัดในความทรงจำ
"เสียงหิมะที่ตกกระทบพื้นไม้ มันดังกว่าเสียงใดๆ ในโลกนี้... ดังกว่าเสียงหัวใจของยายเสียอีก" คุณยายกระซิบกับเลน่า ราวกับจะแบ่งปันความลับอันศักดิ์สิทธิ์
"เสียงนั้นบาดลึกกว่าน้ำแข็งที่แตก... แต่ก็เยือกเย็นและสงบ" เลน่าพึมพำ ใบหน้าเธอฉายแววความทรงจำที่ถูกปลุกขึ้นมาใหม่จากก้นบึ้งของจิตใจ
"มันคือเสียงของความเหงาที่แปรเปลี่ยนเป็นความสงบ... ความสงบที่โอบกอดเราไว้" คุณยายย้ำเบาๆ ด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความใคร่ครวญ ขณะที่อมาเลียรินชาอุ่นๆ ใส่ถ้วย เพื่อเติมความอบอุ่นให้แก่บรรยากาศ
"ตอนนี้หนูพอจะนึกภาพแสงออโรร่าระยิบระยับเหนือหมู่บ้านเล็กๆ ที่ปกคลุมด้วยหิมะออกเลยล่ะค่ะ" เลน่าประสานมือพร้อมกับแววตาที่เป็นประกายระยิบระยับ เธอจินตนาการถึงความงดงามนั้นราวกับได้เห็นด้วยตาตนเอง
อมาเลียยกถ้วยชาขึ้นมาจิบช้าๆ แล้วเล่าเสริมด้วยรอยยิ้ม "ใช่แล้วจ้ะ สมัยเป็นเด็กตอนที่คุณยายพาพวกแม่ไปเยี่ยมคุณยายทวดที่นั่นในช่วงใกล้ฤดูหนาว... เราได้พักค้างคืนที่บ้านคุณยายทวด ทุกคนตื่นเต้นกันมาก ทั้งแม่ ป้าคาริน่า และอาอัลเฟรดจะชอบออกมาชมวิวที่ระเบียงบ้านคุณยายทวดท่ามกลางอากาศหนาวเย็น เราได้เห็นแสงออโรร่าที่งดงามราวกับผ้าไหมหลากสีเต้นระบำอยู่บนท้องฟ้า เหนือยอดไม้ที่ปกคลุมด้วยหิมะ เป็นภาพที่ไม่เคยลืมเลือนเลย"
มายาซึ่งกำลังอุ้มเจ้าแมวน้อยเบลล่าส่งเสียงเจื้อยแจ้วด้วยความตื่นเต้น "เขาว่ามีซานตาคลอสด้วย!" เธอเขยิบมานั่งใกล้ๆ พี่สาวพร้อมกับส่งเบลล่าให้กับเลน่า เลน่ารับตัวเบลล่ามาอุ้มบนตักพร้อมกับลูบหัวของมันอย่างอ่อนโยน เบลล่าครางเบาๆ ในลำคอด้วยความรู้สึกสบายใจ มันผล็อยหลับไปบนตักของเลน่า ราวกับถูกมนต์สะกดของเรื่องเล่า
"ใช่จ้ะ มีหมู่บ้านซานตาคลอสที่โรวาเนียมีด้วยนะ... เป็นดินแดนแห่งความฝันสำหรับเด็กๆ เลยทีเดียว" คุณยายลูบหัวมายาอย่างเอ็นดู แววตาเต็มไปด้วยความรักและความหวัง
"หนูอยากไปมั่งจังเลยค่ะ!" คลาร่าพูดอย่างตื่นเต้น ดวงตาเป็นประกายด้วยความปรารถนา
"เอาเถอะนะ ที่รัก" คุณยายยิ้มอย่างอบอุ่นและอ่อนโยน "ซักวัน... หลานจะต้องได้ไปสัมผัสความมหัศจรรย์นั้นด้วยตัวเองแน่นอนจ้ะ" เสียงของคุณยายเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นและความรักที่ส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่น ราวกับจะร้อยเรียงความทรงจำในอดีตเข้ากับความฝันในอนาคตของเด็กๆ ทุกคน.