หลายปีต่อมา...
ภายในห้องขนาดเล็กที่ถูกประดับตกแต่งไว้ด้วยโซฟาน่ารักและโคมไฟหลากหลายสีสันซึ่งกำลังแย่งอวดโฉมกันด้วยการสลับสีไปมา
ร่างอรชรของสามสาวขยับโยกย้ายไปตามสียงดนตรีที่เร่งเร้าคละเคล้าเสียงร้องของพวกเธอที่เปลี่ยนไปตามห้วงทำนองของเพลง
“พวกเราไม่ได้มาร้องคาราโอเกะด้วยกันแบบนี้นานแค่ไหนกันแล้วนะเนี่ย” มนัสวีร์ถามพร้อมชนแก้วกับเพื่อนรักทั้งสองอีกครั้ง แม้ในแก้วตนจะเป็นน้ำอัดลมแต่ก็รู้สึกซู่ซ่าไม่แพ้แอลกอฮอล์ในแก้วของเพื่อนๆ
เนื่องจากวันนี้เธอต้องเป็นคนขับรถไปส่งธารารินและรมิดา หญิงสาวจึงไม่อยากดื่มนัก ที่สำคัญเมื่อสัปดาห์ก่อนเพิ่งจะเทสรสชาติไวน์ที่เธอกับพี่เหมช่วยกันคิดสูตรเพื่อเป็นทางเลือกใหม่ให้ลูกค้าไปตั้งหลายขวดติดต่อกันแทบทุกวัน จึงอยากเว้นช่วงไว้สักหน่อย
“ครั้งล่าสุดที่พวกเรามาร้องคาราโอเกะกันก็น่าจะเป็นตอนที่มะนาวเรียนจบโทมาใหม่ๆ นับดูแล้วก็นานเกือบปีเลยนะ” ธารารินตอบหลังจากที่นึกอยู่ชั่วครู่
“ใช่อย่างที่น้ำบอก ถ้านับจริงๆ ก็คงปีกว่าได้มั้ง” รมิดาพยักหน้ากับคำตอบของธาราริน พลางขยับตัวเต้นไปตามจังหวะเพลงอย่างต่อเนื่อง
“นานม๊าก! มิน่าล่ะ ร่างกายเราถึงได้ต้องการเสียงเพลงขนาดนี้ ถ้าอย่างนั้นคืนนี้ไม่เสียงแหบไม่ต้องกลับบ้าน” มนัสวีร์ยิ้มร่าพร้อมขยิบตาให้เพื่อนๆ
“เอาอย่างนั้นเลยเหรอมะนาว”
“อย่างนั้นแหละดา”
“งั้นพรุ่งนี้คงได้รีบหายาแก้เจ็บคอมากินกันแทบไม่ทัน เพิ่มเติมคือต้องหายาแก้ปวดเมื่อยมากินด้วยเพราะเต้นกระจาย” ธารารินแม้จะพูดไปแบบนั้นแต่เจ้าตัวยังไม่วางไมค์ตั้งแต่แรกที่เข้ามา
“คนแรกที่ต้องหายาแก้เจ็บคอคงจะเป็นน้ำ ตอนนี้สิบกว่าเพลงแล้วนะ ส่วนยาแก้ปวดเมื่อยต้องมะนาวเพราะเพื่อนสาวเต้นหนักเหลือเกิน” รมิดาพูดพลางหัวเราะ
สองสาวที่ถูกพาดพิงถึงขำใส่ไมโครโฟนพร้อมกัน เพราะที่เพื่อนพูดนั้นไม่ผิดสักคำเลยจริงๆ
หลังจากร้องเพลงกันไปได้อีกสักพักใหญ่ ที่เสียงโทรศัพท์ของมนัสวีร์ก็ดังขึ้น และบนหน้าจอแสดงชื่อของพ่อเลี้ยงอาทิตย์ที่โทรเข้ามา หญิงสาวจึงต้องออกจากห้องคาราโอเกะเพื่อไปหาที่เงียบๆ คุยกับพ่อก่อน
ถัดจากร้านคาราโอเกะไปด้านขวาคือเป็นผับชื่อดังของจังหวัดซึ่งผู้คนค่อนข้างพลุกพล่าน เธอจึงเดินเลี่ยงไปทางด้านหลังร้านแทน
“ฮัลโหล พ่อมีอะไรหรือเปล่าคะ”
“พ่อจะโทรมาเตือนว่าอย่าดื่มเยอะ แล้วก็ห้ามหาข้ออ้างไปค้างบ้านเพื่อนเหมือนครั้งก่อนๆ เพราะตั้งใจหนีหน้าตาจอมอีก พรุ่งนี้ลุงจักรกับตาจอมจะมาที่บ้านเรา ลูกกับพี่เขาหลบกันไปเลี่ยงกันมาไม่ได้เห็นหน้ากันสักทีมาเจ็ดปีแล้วนะลูก ดังนั้นพรุ่งนี้ห้ามหลบอีก ถือว่าพ่อขอ”
“พ่อไม่ต้องห่วงหรอกนะคะ วันนี้มะนาวไม่ได้ดื่มเหล้า ตั้งใจมาร้องคาราโอเกะกับเพื่อนเฉยๆ”
“อย่างนั้นก็ดีแล้วลูก แล้วเรื่องพี่จอมล่ะ มะนาวยังไม่รับปากพ่อเลยนะ”
“ก็ได้ค่ะ ครั้งนี้มะนาวจะไม่หลบพี่จอมแล้ว” ยังไงตอนนี้เธอก็เรียนจบกลับมาแล้ว ไม่เจอพี่จอมพรุ่งนี้ก็ต้องเจอวันอื่นอยู่ดีนั่นแหละ
“โอเคลูก อย่างนั้นพ่อไม่กวนแล้ว ลูกไปสนุกกับเพื่อนๆ เถอะ”
และในระหว่างที่คุยอยู่ มนัสวีร์เห็นชายคนหนึ่งที่คุ้นหน้าว่าจะเป็นเสี่ยธนากรเจ้าของสถานที่แห่งนี้ เสี่ยกำลังนับเงินหลายปึกแล้วใส่ลงในกระเป๋าเป้สีดำใบใหญ่ ก่อนจะยื่นให้ลูกน้องที่ตัวสูงใหญ่ซึ่งยืนอยู่ด้วยกัน
หลังจากนั้นกลุ่มลูกน้องของเขาก็หยิบหมวกไอ้โม่งขึ้นมาสวมใส่ปิดบังใบหน้าและเดินไปอีกด้านหนึ่ง
“ค่ะพ่อ แล้วเดี๋ยวเจอกันที่บ้านนะคะ”
“ได้ลูก”
มนัสวีร์คุยโทรศัพท์กับพ่อเสร็จพอดีจึงย่องตามไปดูอย่างเงียบๆ เพราะสัญชาตญาณของเธอบอกว่าต้องมีเรื่องไม่ชอบมาพากล คนเหล่านั้นต้องนัดส่งของมอบเงินอะไรที่ผิดกฎหมายให้กันสักอย่างแน่ๆ
พอเดินตามไปสักพักก็เห็นว่าเป็นจริงอย่างที่เธอสงสัย
พวกนั้นไปเจอกับคนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งเอาถุงใบใหญ่มาด้วยเช่นกัน ในถุงนั้นมีห่อของหลายมัด ซึ่งมันคือยาเสพติด
หญิงสาวรีบขยับออกมาจากที่ซ่อนตัว มือบางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาบันทึกภาพตรงหน้าเอาไว้เพื่อจะได้เอาไปให้ตำรวจ
แต่ถ่ายได้เพียงชั่วครู่อยู่ๆ คนสวมโม่งหนึ่งในนั้นหันมาเห็นเธอเข้าพอดี
“เฮ้ย ใครวะ” มันหันปลายกระบอกปืนมาที่เธอทันที
“กรี๊ด” หญิงสาวกรีดร้องอย่างตกใจพลางก้มตัวเอามือปิดหู
ทันใดนั้นก็มีแรงหนึ่งพุ่งเข้ามาขวางร่างของเธอไว้ พร้อมกับผลักเธอให้ล้มกลิ้งลงไปด้วยกันกับเขา
เธออยู่ในวงแขนของใครคนนั้นและเขาถูกยิงเข้าที่แขนแทนเธอ ถึงอย่างนั้นก็ยังตะโกนใส่คนพวกนั้น พร้อมกับยิงปืนเข้าใส่คนที่ยิงเธอจนล้มคว่ำลงไปต่อหน้า
“วางปืนลงซะ อย่าคิดต่อสู้ ตอนนี้ตำรวจล้อมไว้หมดแล้ว”
“พี่จอม!”
“คุณหลบอยู่ตรงนี้ก่อนนะ”
“ค่ะ” มนัสวีร์รับคำทั้งที่ยังตกใจอยู่และมึนงงกับสรรพนามเมื่อครู่ที่เขาเรียกเธอว่า ‘คุณ’
คุณอย่างนั้นเหรอ หรือว่าพี่จอมจำเธอไม่ได้!