แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าลอดผ่านม่านปรับแสงเข้ามาภายในห้องพักฟื้น เอมิกาคอยๆ ลืมตาขึ้นมาพร้อมกับอาการปวดหัวที่ทุเลาลงมากแล้ว แม้ร่างกายจะยังรู้สึกอ่อนเพลียอยู่บ้าง แต่สติสัมปชัญญะของเธอกลับมาครบถ้วนสมบูรณ์
ก๊อก... ก๊อก... ขออนุญาติเข้าตรวจครับ
คุณหมอวัยกลางคนเดินเข้ามาตรวจอาการพร้อมกับพยาบาล เอมิกาส่งยิ้มบางๆ ให้ ก่อนจะรีบเอ่ยปากร้องขอในสิ่งที่เธอคิดทบทวนมาตั้งแต่ตื่นนอน
"คุณหมอคะ วันนี้เอมขออนุญาตออกจากโรงพยาบาลเลยได้ไหมคะ"
"เพิ่งไข้ลดลงเองนะครับหมออยากให้อยู่ดูอาการอีกสักคืน ร่างกายยังอ่อนเพลียอยู่เลย" คุณหมอขมวดคิ้วเล็กน้อย
"แต่เอมดีขึ้นมากแล้วจริงๆ ค่ะ พรุ่งนี้เอมมีพรีเซนต์แบบร่างโมเดลที่คณะ เป็นคะแนนหลักของเทอมนี้ด้วย เอมขาดไม่ได้จริงๆ ค่ะคุณหมอ ให้เอมกลับไปพักที่บ้านแล้วทานยาตามหมอสั่งอย่างเคร่งครัดแทนได้ไหมคะ"
หญิงสาวยกมือไหว้พร้อมกับส่งสายตาอ้อนวอนสุดฤทธิ์
คุณหมอถอนหายใจอย่างอ่อนใจเมื่อเห็นความมุ่งมั่นของนักศึกษาคณะสถาปัตย์ที่ขึ้นชื่อเรื่องความหามรุ่งหามค่ำ
"ก็ได้ครับ แต่มีข้อแม้ว่าห้ามหักโหมเด็ดขาด ถ้ามีอาการไข้กลับมาต้องรีบมาโรงพยาบาลทันที เข้าใจไหมครับ"
"เข้าใจค่ะ ขอบคุณคุณหมอมากนะคะ"
หลังจากคุณหมอเดินออกไป เอมิกาก็จัดการเปลี่ยนเสื้อผ้ากลับไปใส่ชุดเดิมของเมื่อวานที่พยาบาลซักอบรีดมาให้เรียบร้อย เธอกำลังเก็บของใช้ส่วนตัวเล็กๆ น้อยๆ ลงกระเป๋าสะพาย โดยคิดว่าจะกดเรียกแท็กซี่ผ่านแอปพลิเคชันเพื่อกลับบ้าน เพราะไม่อยากโทรไปรบกวนพี่ฟาเดลกับพี่นิชาในเวลาทำงานอีก
แกร๊ก...
บานประตูถูกผลักเข้ามาพอดี เอมิกาหันไปมองด้วยรอยยิ้มเพราะคิดว่าเป็นพยาบาลที่นำเอกสารมาให้เซ็น แต่รอยยิ้มนั้นกลับค่อยๆ จางหายไปเมื่อเห็นว่าคนที่ยืนอยู่ตรงกรอบประตูคือใคร
ไฟเตอร์ชายหนุ่มอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินเข้มกับกางเกงสแล็คดูเรียบร้อยกว่าเมื่อวาน เรือนผมสีดำสนิทถูกจัดทรงมาอย่างดี ทว่าใต้ตาของเขากลับมีรอยคล้ำจางๆ เหมือนคนไม่ได้นอนมาทั้งคืน ร่างสูงก้าวเข้ามาในห้อง นัยน์ตาคมกริบจดจ้องอยู่ที่ใบหน้าซีดเซียวของเธอ
"ใครอนุญาตให้กลับ"
น้ำเสียงทุ้มเอ่ยถาม แม้จะฟังดูห้วนแต่มันกลับเจือไปด้วยความกังวลที่ปิดไม่มิด
"เมื่อกี้ฉันสวนกับพยาบาล เขาบอกว่าเธอจะออกจากโรงพยาบาลวันนี้"
"เอมดีขึ้นแล้วค่ะ พรุ่งนี้มีพรีเซนต์งานสำคัญ ขาดไม่ได้จริงๆ"
เอมิกาตอบเสียงเรียบ หลบสายตาของเขาแล้วหันไปรูดซิปกระเป๋าต่อ
"เเล้วงานมันสำคัญกว่าชีวิตตัวเองหรือไง นอนอีกสักคืนจะเป็นไรไป"
เขาเผลอดุเสียงเข้มใส่เธอ
"มันเป็นงานของเอมค่ะเเละเอมก็ดูแลตัวเองได้"
คำตอบที่ห่างเหินและแววตาที่เย็นชาลงอย่างเห็นได้ชัดของเอมิกา ทำเอาไฟเตอร์ถึงกับชะงัก ชายหนุ่มรู้สึกเหมือนมีก้อนบางอย่างจุกอยู่ที่คอ เขาอยากจะเอ่ยคำว่าขอโทษสำหรับเรื่องเมื่อคืน แต่ความฟอร์มจัดและอีโก้ที่ค้ำคอทำให้เขาพูดไม่ออก
ไฟเตอร์สาวเท้าเข้าไปใกล้ ก่อนจะแย่งกระเป๋าสะพายใบเล็กในมือเธอมาถือไว้เอง
"พี่ไฟต์ เอาคืนมาค่ะ เอมถือเองได้"
"เงียบเถอะน่า แม่สั่งให้ฉันมารับเธอ"
เขายกแม่มาอ้างเพื่อกลบเกลื่อนความตั้งใจของตัวเอง ทั้งที่ความจริงแล้ว วันนี้เขาตัดสินใจยกเลิกนัดลูกค้าทั้งหมดเพื่อมารับเธอด้วยตัวเอง
"เดินไหวไหม หรือจะให้นั่งรถเข็น"
"ไหวค่ะ" เอมิกาตอบสั้นๆ ก่อนจะเดินนำเขาออกจากห้องไปโดยไม่รอ
ตลอดระยะเวลาที่อยู่บนรถสปอร์ตคันหรู บรรยากาศระหว่างทั้งสองคนเงียบกริบจนน่าอึดอัด เอมิกาเอาแต่นั่งพิงเบาะ หลับตาและหันหน้าออกไปทางหน้าต่าง ราวกับไม่อยากแม้แต่จะมองหน้าคนขับ
ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนที่เสียงผู้หญิงแปลกหน้ารับสายโทรศัพท์ของเขายังคงดังก้องอยู่ในหัว มันตอกย้ำให้เธอรู้สถานะของตัวเองดีว่า เธอเป็นแค่ภาระที่เขารำคาญ และไม่มีวันที่จะเป็นคนที่เขาใส่ใจได้ การที่เขามารับเธอวันนี้ ก็คงเป็นเพราะถูกคุณป้านิราบังคับมาเหมือนเคย
ไฟเตอร์ลอบมองคนป่วยที่นั่งหลับตาอยู่ข้างๆ เป็นระยะ เขากำพวงมาลัยแน่น ความรู้สึกหงุดหงิดตัวเองตีตื้นขึ้นมา เขาไม่ชอบความเงียบแบบนี้ ไม่ชอบที่เธอทำตัวห่างเหินและสร้างกำแพงใส่เขาแบบนี้เลย
เมื่อรถแล่นเข้ามาจอดในโรงรถของบ้าน เอมิกาก็เปิดประตูลงจากรถทันทีโดยไม่รอให้เขามาเปิดให้ ไฟเตอร์รีบเดินตามหลังเธอเข้าไปในบ้าน
"ขึ้นไปนอนพักซะ เดี๋ยวฉันจะเอายาขึ้นไปให้"
เขาเอ่ยสั่งเมื่อเห็นเธอเดินตรงไปที่โซฟาห้องนั่งเล่น
"ไม่เป็นไรค่ะ เอมว่าจะนั่งเคลียร์งานค้างต่อ"
"เอมิกา."
ไฟเตอร์เรียกชื่อเธอเสียงต่ำ เป็นการเตือนว่าเขากำลังจะหมดความอดทน
"อย่าดื้อกับฉันตอนนี้ ขึ้น-ไป-นอน-พัก"
เอมิกาชะงัก เม้มริมฝีปากแน่นก่อนจะยอมหมุนตัวเดินไปที่ห้องนอนชั้นล่างของตัวเองแต่โดยดี แต่ก่อนที่เธอจะปิดประตู เสียงทุ้มของคนฟอร์มจัดก็ดังแทรกขึ้นมาเบาๆ
"เดี๋ยวฉัน... ทำข้าวต้มมาให้"
หญิงสาวชะงักมือที่กำลังจับลูกบิดประตู นัยน์ตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ ปกติแล้วมีแต่เธอที่ต้องเป็นคนคอยทำอาหารเสิร์ฟเขา นี่เป็นครั้งแรกในรอบสองปีที่ผู้ชายเอาแต่ใจอย่างเขาอาสาจะทำให้เธอ
แต่ถึงอย่างนั้น บาดแผลในใจก็ยังคงสดใหม่เกินกว่าที่เธอจะยิ้มรับมันได้ง่ายๆ
"ขอบคุณค่ะ แต่ไม่ต้องลำบากหรอก เอมยังไม่หิว"
พูดจบ เธอก็ปิดประตูลงกลอนทันที ปล่อยให้ไฟเตอร์ยืนนิ่งค้างอยู่หน้าประตูด้วยความรู้สึกชาวาบไปทั้งใจ