เวลาหนึ่งปีผ่านไปไวเหมือนโกหก เหตุการณ์ทะเลาะกันเรื่องแหวนแต่งงานในวันนั้นจบลงที่ไฟเตอร์เป็นฝ่ายเดินเอาแหวนกลับมาวางไว้บนโต๊ะเครื่องแป้งในห้องนอนของเอมิกาเงียบๆ ในคืนเดียวกันนั้น แม้จะไม่มีคำขอโทษหลุดออกจากปาก แต่การกระทำของเขาก็อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด
ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา เอมิกาพิสูจน์ตัวเองในฐานะผู้ช่วยส่วนตัวได้อย่างยอดเยี่ยม เธอรู้ใจเขาทุกอย่าง จัดการตารางงานได้ไร้ที่ติ ความใกล้ชิดที่ต้องเจอหน้ากันทั้งที่บ้านและที่ทำงานแทบจะตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ทำให้กำแพงความเย็นชาที่ไฟเตอร์เคยสร้างไว้ค่อยๆ ทลายลงโดยที่เขาเองก็ไม่รู้ตัว
จากที่เคยสั่งงานเสียงห้วน ก็เริ่มเปลี่ยนเป็นคำพูดที่นุ่มนวลขึ้น จากที่เคยเดินหนีเวลาเพื่อนๆ ชวนเธอไปกินข้าว เขาก็เริ่มเอาตัวเข้ามาแทรก และเนียนเป็นเจ้ามือเลี้ยงข้าวกลางวันพนักงานในแผนกบ่อยๆ เพียงเพื่อจะได้นั่งร่วมโต๊ะและคอยคีบกับข้าวให้เธอเงียบๆ
"บอสคะ เอกสารสรุปงบประมาณของไตรมาสนี้ค่ะ เอมตรวจทานให้เรียบร้อยแล้ว"
เสียงหวานเจื้อยแจ้วดังขึ้นพร้อมกับร่างบางของเอมิกาที่เดินหอบแฟ้มเข้ามาในห้องทำงานส่วนตัว วันนี้เธออยู่ในชุดทำงานสีเอิร์ธโทนที่ดูสบายตา หญิงสาววางแฟ้มลงบนโต๊ะ ก่อนจะเลื่อนแก้วกาแฟอเมริกาโน่ร้อนที่รู้ใจเจ้านายหนุ่มไปให้
ไฟเตอร์ละสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ นัยน์ตาคมกริบที่เคยดุดัน บัดนี้กลับทอดมองคนตรงหน้าด้วยแววตาที่อ่อนโยนลงมาก ชายหนุ่มรับแฟ้มมาเปิดดูผ่านๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบแก้วกาแฟขึ้นจิบ
"เย็นวันนี้. ไอ้ทิวกับไอ้ไผ่มันชวนไปกินเลี้ยงฉลองปิดโปรเจกต์ที่ร้านประจำ เธอจะไปหรือเปล่า"
เขาเอ่ยถามเสียงเรียบ แต่หูแอบผึ่งรอฟังคำตอบ
"เอมต้องถามเพื่อนๆ ก่อนค่ะ ว่าพวกบิวกับดีดี้จะไปไหม..."
"ฉันจองโต๊ะใหญ่เผื่อเพื่อนเธอไว้แล้ว"
เขารีบชิงพูดตัดบท มุมปากหยักยกขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นแววตาประหลาดใจของหญิงสาว
"ก็... เห็นพวกนั้นบ่นว่าอยากกินอาหารทะเล ฉันก็เลยให้เลขาไปจัดการจองให้ ไปด้วยกันนี่แหละ จะได้ไม่ต้องขับรถไปเอง ขากลับฉันจะได้แวะส่งเพื่อนเธอด้วย"
คำว่าแวะส่งเพื่อนเธอเป็นเพียงแค่ข้ออ้าง เพราะความจริงแล้ว เขาแค่ไม่อยากให้เธอไปนั่งรถคันเดียวกับไอ้สถาปนิกหนุ่มหน้าหล่อในแผนกที่ชอบมาป้วนเปี้ยนใกล้ๆ เธอต่างหาก
เอมิกาลอบอมยิ้ม พยักหน้ารับเบาๆ
"ก็ได้ค่ะ งั้นเดี๋ยวเอมไปบอกเพื่อนๆ ให้"
ความสัมพันธ์ที่พัฒนาขึ้นในทางที่ดี ทำให้หัวใจของเอมิกาที่เคยเจ็บช้ำเริ่มกลับมาพองโตอีกครั้ง เธอสัมผัสได้ถึงความใส่ใจเล็กๆ น้อยๆ ที่เขาแอบซ่อนไว้ใต้ความฟอร์มจัด แม้เราจะยังแยกห้องนอนกัน แต่ในวันหยุดเขาก็มักจะมาขลุกอยู่ที่โซฟาห้องนั่งเล่นเพื่อดูทีวีเป็นเพื่อนเธอ หรือบางครั้งก็อาสาขับรถพาเธอไปซูเปอร์มาร์เก็ต
คนรอบข้าง ทั้งแม่ของเขา พี่ชาย และแก๊งเพื่อน ต่างก็สัมผัสได้ถึงมวลความรู้สึกดีๆ ที่แผ่กระจายอยู่รอบตัวคนทั้งคู่รอเพียงแค่วันที่ใครสักคนจะกล้าพูดมันออกมาเท่านั้น
.
บ่ายวันเดียวกัน ฟาเดลเรียกเอมิกาและแก๊งเพื่อนสนิทเข้าไปพบที่ห้องประชุมย่อยแบบเป็นความลับ
"บริษัทเราประมูลโปรเจกต์ก่อสร้างศูนย์การค้าขนาดใหญ่ที่เวียดนามได้"
ฟาเดลเริ่มต้นบทสนทนาด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"พี่ต้องการทีมสถาปนิกที่ไว้ใจได้ไปคุมงานออกแบบและประสานงานที่นั่นและพี่เลือกทีมของพวกเธอ".
เอมิกาและเพื่อนๆ เบิกตากว้างด้วยความตกใจปนดีใจ นี่เป็นโอกาสทองในสายอาชีพที่ไม่ได้หากันได้ง่ายๆ
"แต่มีข้อแม้"
ฟาเดลยกมือขึ้นห้ามเสียงฮือฮา
"งานนี้เป็นความลับสุดยอดของบริษัทจนกว่าจะถึงวันเซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการในอีกสามเดือนข้างหน้า พี่ขอสั่งห้ามพวกเธอหลุดปากบอกเรื่องนี้กับใครเด็ดขาด ยกเว้นครอบครัว แม้แต่ไฟเตอร์ พี่ก็ยังไม่อยากให้รู้ จนกว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย เข้าใจใช่ไหม"
"เข้าใจค่ะพี่ฟาเดล"
เอมิการับคำอย่างหนักแน่น แม้ในใจจะแอบกังวลที่ต้องปิดบังเรื่องใหญ่ขนาดนี้กับไฟเตอร์ก็ตาม
เวลาสามเดือนสำหรับการเตรียมตัวผ่านไปอย่างรวดเร็ว เอมิกาต้องทำงานหนักขึ้นเป็นสองเท่า ทั้งงานผู้ช่วยของไฟเตอร์ และการแอบเตรียมแบบแปลนสำหรับโปรเจกต์ที่เวียดนาม
ในช่วงเวลานี้เองที่ไฟเตอร์ทำตัวดีกับเธอราวกับเป็นคนละคน เขาไม่ดุ ไม่ใช้งานเธอหนักเกินความจำเป็น แถมยังคอยซื้อขนมเจ้าอร่อยมาวางไว้ให้บนโต๊ะทำงานเสมอ ความอ่อนโยนที่เขาเผล
อแสดงออกมา ทำให้เอมิกายิ่งถลำลึกตกหลุมรักสามีทางนิตินัยของตัวเองจนถอนตัวไม่ขึ้น
และแล้ว คืนสุดท้ายก่อนการเดินทางก็มาถึง
เอมิกาเก็บกระเป๋าเดินทางและเอกสารทั้งหมดซ่อนไว้ในมุมห้องเรียบร้อยแล้ว พรุ่งนี้เช้ามืด พี่ฟาเดล พี่นิชา และคุณป้านิราจะมารับเธอไปส่งที่สนามบิน หญิงสาวนั่งมองแหวนแต่งงานบนนิ้วนางข้างซ้ายที่เธอสวมใส่มันเฉพาะเวลาอยู่บ้าน คืนนี้ เธอตัดสินใจแล้วว่าจะทำตามหัวใจตัวเองเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะต้องห่างกันไปถึงสามเดือน
ก๊อก... ก๊อก...
เอมิกาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ รวบรวมความกล้าแล้วเคาะประตูห้องนอนใหญ่บนชั้นสอง เพียงไม่นาน บานประตูไม้ก็ถูกเปิดออก ไฟเตอร์ในชุดเสื้อยืดกางเกงวอร์มสบายๆ เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความแปลกใจที่เห็นเธอยืนอยู่หน้าห้องในเวลาดึกดื่นขนาดนี้
"มีอะไรหรือเปล่าเอม ดึกป่านนี้แล้วทำไมยังไม่นอน"
น้ำเสียงทุ้มเอ่ยถามอย่างอ่อนโยน
"พี่ไฟต์ คือเอมมีเรื่องอยากจะบอกค่ะ"
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาของเธอเต็มไปด้วยความสั่นไหวและลึกซึ้ง
"เรื่องอะไร ทำไมทำหน้าจริงจังขนาดนั้น"
เขาขยับตัวเปิดทางให้เธอเดินเข้ามาในห้อง
เอมิกาก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่กลางห้อง เธอช้อนสายตาขึ้นมองใบหน้าหล่อเหลาที่เธอหลงรักมาตลอดหลายปี หัวใจเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก
"พี่ไฟต์... เอมชอบพี่ไฟต์นะคะเเอบ ชอบมานานแล้ว ชอบมาตั้งแต่ก่อนที่เราจะแต่งงานกันซะอีกไม่สิ ตั้งเเต่เอมยังเรียนมหาลัยอยู่เลย"
ประโยคสารภาพรักที่หลุดออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำเอาไฟเตอร์ตัวชาวาบไปทั้งร่าง นัยน์ตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความรู้สึกดีใจ โล่งใจ และความปรารถนาที่ถูกกดทับไว้มาตลอดหนึ่งปีพุ่งทะยานขึ้นมาจนล้นอก
เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตที่คลอไปด้วยหยดน้ำใสๆ มือหนาค่อยๆ ยกขึ้นประคองใบหน้าหวานอย่างทะนุถนอม นิ้วโป้งเกลี่ยซับหยดน้ำตาที่หางตาให้เธออย่างเบามือ
"เด็กโง่..."
เขาพึมพำเสียงพร่า มุมปากหยักยกยิ้มขึ้นบางๆ เป็นรอยยิ้มที่อ่อนโยนที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็น
"คิกว่าฉันทำดีด้วยขนาดนี้ ฉันไม่คิดอะไรก้บเธอรึไง "
คำตอบของเขาทำให้เอมิกาเบิกตากว้าง หัวใจที่เคยหวาดกลัวกลับมาพองโตจนคับอก
ไฟเตอร์ไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไปอย่างสูญเปล่า เขาก้มลงประทับริมฝีปากบนกลีบปากบางอย่างนุ่มนวลและโหยหา สัมผัสที่เริ่มต้นจากความอ่อนโยนค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความเร่าร้อนและลึกซึ้งตามแรงทั้งสองคนได้เสียกันจริงๆ
ความรุ้สึกเเละอารมณ์ที่ถูกปลดปล่อยเเต่คนตัวโตกัลไม่ได้ป้องกัน เพราะ คิดว่าพรุ่งนี้ค่อยจัดการหายาให้เธอทานได้