ในห้องICUเมื่อลูกกวาดฟื้น

1811 Words
...ภายในโถงหน้าห้องผ่าตัด กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อยังไม่จางไปจากปลายจมูกของคนในห้อง บานประตูสีเงินค่อยๆ เปิดออกพร้อมเสียงกลไกเบาๆ กึก… หมอภีมก้าวออกมาช้าๆ ใบหน้าของเขาซีดเซียวเพราะความเหนื่อยล้า เหงื่อผสมกลิ่นยานิดๆ ติดอยู่บนกรอบหน้า มือยังสั่นเล็กน้อยจากความกดดันที่ต้องต่อสู้กับเวลาในห้องผ่าตัดนานหลายชั่วโมงที่ผ่านมา แต่สุดท้าย… เขายื้อชีวิตคนไข้คนนั้นไว้ได้ ซึ่งเป็นคนไข้คนเดียวกับที่เขาเป็นคนขับรถชน ร่างสูงพิงไหล่กับผนังสักครู่ หลับตาลงและปล่อยลมหายใจหนักๆ ออกมา คล้ายปลดโซ่ตรวนที่รัดอกมาตลอดตั้งแต่เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น “ยังดี… ยังดีที่เขารอด” หมอภีมพึมพำกับตัวเอง น้ำเสียงแผ่วพร่าเหมือนคนเพิ่งกลับขึ้นจากก้นทะเลความผิดหวังและความกลัว เสียงฝีเท้าเร่งรีบดังขึ้นก่อนที่หมอเจตน์จะเดินเข้ามา เขามองสีหน้าของเพื่อนแล้วก็พอเดาได้ว่าการผ่าตัดจบอย่างไร “สำเร็จใช่ไหมภีม?” อีกฝ่ายพยักหน้าเบาๆ “อือ… พ้นขีดอันตรายแล้ว” หมอเจตน์ถอนหายใจอย่างโล่งอก “ฉันโล่งอกแทนแกเลยว่ะเพื่อน ขืนเด็กคนนั้นเป็นอะไรขึ้นมาจริงๆ นายคง..” “ฉันคงอยู่ไม่ได้หรอก” ภีมพูดขึ้นทันที เสียงแผ่วแต่หนักแน่น เจตน์นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะถามประเด็นที่เขาลังเลจะเอ่ย “…แล้วน้องนัทล่ะ นายจะบอกเขาไหมว่าเกิดอะไรขึ้น” เพียงได้ยินชื่อนั้น หมอภีมก็หลุบตาลง ภาพใบหน้าใสซื่อและรอยยิ้มสดใสของนัทลอยขึ้นในหัวทันที นัทแฟนของเขา และเพิ่งเปลี่ยนสถานะมาเป็นภรรยาได้ไม่นาน… ที่ตอนนี้กำลังเตรียมออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ชายแดน ถ้าฝ่ายนั้นรู้เรื่องนี้จะต้องกังวลจนทำงานไม่ได้เป็นแน่ หมอภีมส่ายหน้าอย่างช้าๆ “ไม่บอกดีกว่า” เจตน์เลิกคิ้ว “ไม่บอก? เฮ้ย! ไอ้ภีม นี่มันเรื่องใหญ่นะโว้ย!” “ฉันรู้เจตน์” ภีมตัดบท “แต่เขากำลังจะไปพื้นที่เสี่ยงอย่างนั้น..ด้วยนิสัยของน้องนัท ถ้าฉันบอกตอนนี้ เขาจะเป็นห่วงฉันมากกว่าเป็นห่วงตัวเอง… แล้วเขาจะทำงานได้ยังไงล่ะ?” เขาหันมามองเจตน์ นัยน์ตานิ่งสงบแต่แฝงความปวดร้าวลึกๆ “รอให้น้องนัทกลับมาก่อน รอกลับมาอยู่ต่อหน้าฉัน… แล้วค่อยบอก” เสียงของเขาสั่นหน่อยๆ “ฉันไม่อยากให้เขาไปด้วยใจที่หนักแบบนั้น” หมอเจตน์มองสีหน้าเพื่อนแล้วถอนหายใจยาว “…เข้าใจแล้วว่ะ งั้นตามใจนายแล้วกัน” หมอภีมพยายามยืนตัวตรง ทั้งที่ยังอ่อนล้า เขาเหมือนคนที่แบกความลับหนักๆ เอาไว้บนหน้าอก แต่ก็ยังเลือกจะปกป้องความสบายใจของคนรักก่อนเสมอ ก่อนที่หมอเจตน์จะเดินออกไป เขาตบบ่าเพื่อนเบาๆ “แกมันโง่ว่ะ… แต่ก็เป็นโง่ที่รักแฟนมากจริงๆ เพื่อน” คนรักแฟนเพียงยิ้มบางๆ แต่ในดวงตาเต็มไปด้วยความหนักหน่วงของคนที่กำลังเลือกจะปกป้องคนรัก… ด้วยการโกหกคนที่รักที่สุดของตัวเอง ...หลายวันผ่านไป เช้าอรุณรุ่งในห้องผู้ป่วยวิกฤต (ICU) ลูกกวาดถูกจัดให้นอนในห้องพิเศษ ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของพยาบาลเมย์ เขาถูกถอดท่อช่วยหายใจออกแล้ว และสัญญาณชีพกลับมาเป็นปกติ แม้จะมีผ้าพันแผลขนาดใหญ่ที่ศีรษะและหน้าอก แต่เขาก็พ้นจากขีดอันตรายแล้ว แสงแดดยามเช้าสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างเล็กน้อย สร้างบรรยากาศที่ดูนุ่มนวลกว่าความมืดมิดที่ลูกกวาดเคยเผชิญมา หมอภีมที่ไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่มาตลอดหลายวัน เดินเข้ามาในห้องของลูกกวาด เขาสวมชุดแพทย์สีขาวสะอาดตา แต่แววตาของเขายังคงมีความกังวลและร่องรอยของความรู้สึกผิด หมอภีมตั้งใจไว้ว่าจะต้องมาเป็นคนแรกที่ลูกกวาดเห็นเมื่อเขาตื่น ร่างสูงดึงเก้าอี้พลาสติกมานั่งข้างเตียง เขาค่อยๆ ยื่นมือไปแตะแขนของเด็กชายเบาๆ เพื่อดูปฏิกิริยา และในที่สุด ดวงตาของลูกกวาดก็ค่อยๆ เปิดขึ้น ทว่าดวงตาคู่นั้นยังคงมีความสับสน แต่ก็มีความสงบมากกว่าครั้งสุดท้ายที่หมอภีมเห็นบนพื้นถนนนั้นอีก เด็กหนุ่มกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องที่ขาวสะอาด...ก่อนที่สายตาจะมาหยุดอยู่ที่ร่างสูงของหมอภีม “...ตื่นแล้วใช่ไหมครับ” เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ เขาไม่ต้องการให้อีกฝ่ายตกใจ ลูกกวาดพยักหน้าเล็กน้อย เขารู้สึกปวดศีรษะตุบๆ และร่างกายหนักอึ้งไปหมด “ดีมากครับ...” หมอภีมถอนหายใจด้วยความโล่งอก “หมอชื่อภีมนะ เป็นหมอที่ดูแลนายอยู่” เขาเว้นช่วงเล็กน้อย แล้วเริ่มเข้าสู่จุดประสงค์หลัก เช่นการหาญาติ “นายเจ็บหนักมานะ หมออยากรู้ว่า...คนไข้ชื่ออะไรครับ?” ลูกกวาดเงยหน้ามองเพดาน พยายามอย่างหนักที่จะนึกชื่อของตัวเอง ริมฝีปากบางขยับ...แต่ไม่มีเสียงใดออกมา “นายจำชื่อตัวเองไม่ได้เหรอ?” หมอภีมใจหายวาบ “แล้ว...บ้านของนาย..อยู่ที่ไหน? หรือว่า...พ่อแม่ ญาติของนาย..หมอจะติดต่อพวกเขายังไงดีครับ?” หมอภีมถามด้วยความหวัง เขาต้องหาคนมาดูแลเด็กคนนี้เพื่อจัดการเรื่องคดีและเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ให้ได้ ลูกกวาดส่ายหน้าช้าๆ น้ำตาเริ่มคลอเบ้า เขาพยายามนึกถึงบ้านหลังเก่า กลิ่นอับชื้น หรือแม้แต่ใบหน้าของแม่...แต่ในหัวของเขามีเพียงความว่างเปล่า ความทรงจำของเขาก่อนหน้าการถูกรถชนนั้น มันหายไปแล้ว “ผม...ผมไม่รู้...” เสียงของลูกกวาดแหบพร่า เป็นเสียงแรกที่เปล่งออกมา “...ผม...ผมไม่รู้ว่าผมเป็นใคร...ผมจำอะไรไม่ได้เลย...” แววตาของเด็กเต็มไปด้วยความสับสนและความกลัวที่เพิ่งเริ่มต้น หมอภีมถึงกับนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ภาวะสูญเสียความทรงจำจากแรงกระแทกที่ศีรษะนั้น เป็นสิ่งที่เลวร้ายกว่าที่เขาคาดไว้มาก ผีนายเข้มยืนอยู่ข้างเตียง ICU ในฐานะวิญญาณที่ไร้ตัวตน เขาได้ยินทุกคำที่ลูกกวาดตอบหมอภีม “ผมไม่รู้ว่าผมเป็นใคร...ผมจำอะไรไม่ได้เลย...” คำพูดนั้น ราวกับมีดที่แทงเข้ากลางใจของเข้ม เขาพยายามยื่นมือไปสัมผัสหน้าผากของลูกชาย พยายามส่งคลื่นความทรงจำให้กลับไป...แต่มันไร้ผล “ลูกกวาด! นี่พ่อไง! พ่อเข้ม! ลูกจำพ่อไม่ได้เหรอ! บ้านของเรา! แม่ของลูก! จำพวกเราไม่ได้เหรอ!” เข้มตะโกนด้วยความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส เขามองหมอภีมที่แสดงสีหน้ากังวล มองลูกชายที่ไร้เดียงสาที่ต้องมาเจ็บปวดจากฝีมือของคนอื่น...และจากการตัดสินใจผิดพลาดของเขาเอง ลูกชายของเขา สูญเสียทุกอย่างไปแล้ว แม้กระทั่งตัวตนของตัวเอง หมอภีมมองเด็กหนุ่มด้วยความเห็นใจอย่างสุดซึ้ง ความรู้สึกผิดในใจยิ่งเพิ่มพูนขึ้นเป็นทวีคูณ “ไม่เป็นไรครับ ไม่เป็นไรนะ” ตอนนี้ทำได้เพียงพูดปลอบโยน “หมอจะช่วยนายเอง เราจะค่อยๆ หาทางช่วยนายให้จำได้นะ” … หมอภีมนั่งอยู่ข้างเตียงของลูกกวาด สภาพร่างกายของเขาเหนื่อยล้า แต่จิตใจเต็มไปด้วยความสับสนและความรู้สึกผิด หลังจากที่อีกฝ่ายบอกว่าจำอะไรไม่ได้เลย ความรู้สึกของการเป็นคนขับรถชน ได้กัดกินหัวใจของเขาอย่างรุนแรง ในขณะที่หมอภีมกำลังก้มหน้าครุ่นคิดนั้น ผีนายเข้ม หรือดวงวิญญาณพ่อของลูกกวาด ได้เคลื่อนร่างโปร่งแสงเข้ามาใกล้วงหน้าของหมอภีมอย่างเงียบเชียบ เขารวบรวมพลังงานที่เหลืออยู่ทั้งหมด และใช้ความสามารถของวิญญาณในการส่งเสียงที่ไม่ใช่เสียง แต่เป็นความคิดที่รุนแรงและชัดเจน เข้าไปในจิตใต้สำนึกของหมอภีม “มึงคือต้นเหตุ...” “มึงชนลูกกู...” “มึงต้องรับผิดชอบชีวิตมัน...” “รับผิดชอบ...รับผิดชอบ...” เสียงกระซิบนั้นไม่ใช่เสียงที่ได้ยินทางหู แต่มันคือ ความรู้สึกที่ถูกยัดเยียดเข้าสู่แก่นของความคิด มันดังชัดเจนและย้ำเตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า เขาคือผู้ที่ทำร้ายเด็กคนนี้ และการกู้ชีพในห้องผ่าตัดนั้นไม่เพียงพอที่จะชดใช้ หมอภีมสะดุ้งเล็กน้อย เขายกมือขึ้นมานวดขมับ เขาแยกไม่ออกว่านี่คือความเครียดที่สั่งสมมา หรือเป็นคำสั่งจากส่วนลึกของจิตใต้สำนึกกันแน่ 'ฉันต้องรับผิดชอบ...ฉันต้องรับผิดชอบชีวิตเด็กคนนี้... นี่ไม่ใช่ความผิดพลาดที่ฉันจะปล่อยให้ตำรวจหรือหน่วยสังคมสงเคราะห์จัดการได้' เสียงในหัวนั้นดังจนกลบเสียงอื่นๆ ทั้งหมด มันไม่ใช่เสียงของสามัญสำนึก แต่เป็นเสียงของความรับผิดชอบที่ถูกวิญญาณปลุกปั่นให้บ้าคลั่ง หมอภีมเงยหน้าขึ้นมองลูกกวาด ใบหน้าของเขาดูซีดเผือดแต่กลับเต็มไปด้วย ความมุ่งมั่นที่น่ากลัว ราวกับเขาได้ตัดสินใจในเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิตแล้ว “นาย...” หมอภีมเรียกเด็กชายอย่างแผ่วเบา “นายจำชื่อตัวเองไม่ได้ จำบ้านไม่ได้...ไม่เป็นไรนะครับ” เขาสูดหายใจลึก และพูดประโยคที่ออกจากใจภายใต้แรงกดดันของวิญญาณเข้ม “หมอจะรับนายไปอยู่ด้วยที่บ้านของหมอเอง” ลูกกวาดเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ แววตาที่ว่างเปล่ากลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งด้วยความสงสัย “หมอ...จะพาผมไปอยู่ด้วย...ทำไมครับ?” เด็กหนุ่มถามด้วยเสียงที่ยังอ่อนแรง “เพราะ...หมอคือคนที่ขับรถชนนาย” หมอภีมสารภาพอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีการปิดบัง “และเพราะอย่างนั้น...หมอต้องดูแลคนเจ็บอย่างนายให้ถึงที่สุด” หมอภีมจับมือลูกกวาดที่มีเข็มสายน้ำเกลือเสียบคาอยู่ไว้เบา ๆ เขาส่งสายตาที่แน่วแน่และจริงใจที่สุดเท่าที่เขาเคยมี “หมอให้สัญญานะครับ...หมอจะดูแลนายอย่างดี จนกว่านายจะจำอะไรได้ หรือจนกว่าหมอจะหาญาติของนายเจอ” หมอภีมพูดด้วยความมุ่งมั่นที่มาจากก้นบึ้งของจิตใจที่ถูกครอบงำ “นับจากนี้เป็นต้นไป...นายปลอดภัยแล้ว” ผีนายเข้มมองลูกชายที่ได้รับความปลอดภัยและบ้านหลังใหม่จากคนที่เป็นต้นเหตุ ความโกรธแค้นในใจนั้นถูกแทนที่ด้วยความโล่งอกอย่างมหาศาล ร่างโปร่งแสงลอยตัวห่างออกไปจากหมอภีมเล็กน้อย มองดวงตาที่เต็มไปด้วยความรับผิดชอบของชายคนนี้… “ดี...มึงต้องดูแลลูกกู...จนกว่าพาจะกลับมา...” เข้มกระซิบเป็นครั้งสุดท้ายอย่างแผ่วเบาในจิตใต้สำนึกของหมอภีม หมอภีมผ่อนลมหายใจอีกครั้ง เขาไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้เขาพูดออกไปเช่นนั้น แต่ในใจกลับรู้สึกสงบลงอย่างประหลาด ราวกับภาระหนักอึ้งถูกวางลงครึ่งหนึ่งแล้ว ..
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD