…เย็นวันนั้น ในห้องรับแขกที่บ้านของนัท
เมื่อคุณสมพรกับคุณอำนาจกลับมาถึงบ้าน ก็ทรุดตัวนั่งบนโซฟาบุนวมคนละฝั่ง เป็นเวลาเดียวกันที่ลูกชายเพิ่งเลิกงานพอดี เขาเดิมเข้ามาสมทบในห้อง
ปลดกระเป๋าเป้วางลงบนโต๊ะ ก่อนนั่งลงข้างมารดา "เป็นยังไงบ้างครับแม่ พ่อ… คุณหญิงกับหมอภีมเขาว่ายังไงบ้าง?"
คุณสมพร "โอ๊ย! คุณหญิงเขาน่ะดีใจใหญ่เลยน้องนัท! เขาบอกว่าแม่ช่วยชีวิตเขาไว้เลยนะ!" มารดาเล่าอย่างตื่นเต้น "เขายังฝากของฝากมาให้เราเยอะแยะเลย... เป็นผ้าไหมกับผลไม้เมืองนอกราคาแพงเชียวนะลูก"
"แถมหมอภีม... ลูกชายเขาก็หน้าตาดีมากด้วย ผู้ชายอะไรสมบูรณ์แบบไปทุกด้านได้ขนาดนั้น" บิดาพูดเสริมอย่างออกนอกหน้า "เขายังบอกขอบคุณพ่อกับแม่ซ้ำๆ เลยนะลูก"
นัทพยายามนึกภาพตามที่พ่อพูดถึงหมอภีมแบบนั้น แต่เขากลับนึกไม่ออกจริงๆ ท่าทางแบบนั้นจะเป็นยังไงนะ เพราะทั้งวี่ทั้งวันน้อยนักที่จะเห็นยักษ์ตนนั้นยิ้มสักที พูดอะไรออกมาแต่ละคำเนี่ย นึกว่าอมหมาไว้ในปากซะอีก
“ว่าแต่เราเถอะ น้องนัท..อุตส่าห์ได้ทำงานเป็นผู้ช่วยหมอภีมทั้งที แล้วอย่าเผลอทำอะไรผิดพลาดให้หมอภีมเขาตำหนิลูกได้ล่ะ…หมอเก่งๆ แบบนี้… วันหน้าครอบครัวเราอาจได้พึ่งพาความสามารถเขานะลูก” คุณสมพรหมายถึง หากวันใดวันหนึ่งคนในครอบครัวมีเหตุต้องเข้าโรงพยาบาลเร่งด่วน คบหาหมอมือทองขั้นเทพไว้น่าจะเป็นผลดี โดยเฉพาะย่าแสง แกยิ่งอาการไม่ค่อยดีอยู่
นัทไม่ทันอ้าปากบ่นเรื่องงานให้บุพการีฟัง ก็มีเสียงกระแอมเบาๆ ดังมาจากข้างโซฟา
ย่าแสงไม่ได้มองพวกเขา แกเอาแต่จดจ้องไปที่เก้าอี้ตัวว่างเปล่าตัวนั้นต่างหาก สำหรับคุณอำนาจและคุณสมพรย่อมมองไม่เห็น ยกเว้นนัทที่มองเห็นผีลุงจันทร์นั่งยิ้มเสนอหน้าพร้อมคนเป็นอยู่ตรงนั้น แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
“พ่อกับแม่กลับมาเหนื่อยๆ ประเดี๋ยวนัทรับหน้าที่เข้าครัวทำอาหารเย็นเองนะครับ”
“ได้ไงล่ะลูก เราเองก็เพิ่งกลับมาจากทำงานไม่ใช่เหรอ ขับรถมาเหนื่อย เดี๋ยวแม่ช่วยนัททำอาหารก็แล้วกัน”
คุณอำนาจลุกขึ้นยืนก่อนภรรยาและลูกชาย “ไปช่วยกันทำหมดนี่แหละ จะได้เสร็จเร็วๆ หิวแล้วเนี่ย”
“ต๊าย..คุณพี่ เอางั้นเลยเหรอคะ”
“แม่ครับ พ่อคงหิวแล้วจริงๆ นั่นแหละ… เนี่ย อีกไม่กี่นาทีก็จะหกโมงเย็นแล้ว ไหนจะคุณย่าอีก” นัทมองไปทางคุณย่า และร่างโปร่งแสงของผีลุงจันทร์ เขาคิดในใจว่า ‘ลุงล่ะ ต้องกินอาหารด้วยไหม’
ทันใดนั้น ผีลุงจันทร์ตอบนัทเสียงดังฟังชัด “ผีอย่างข้า ไม่กินมื้อค่ำโว้ย”
คุณอำนาจและคุณสมพรต่างไม่ได้ยินเสียงผี ส่วนย่าแสงนั้นฟังชัดถนัดหูเช่นเดียวกับหลานชายเลยทีเดียว
“ดี! ไม่เปลือง” ย่าแสงพูดขึ้นมาลอยๆ
ลูกชายลูกสะใภ้ถึงกับหันพรึบมามองย่าแสงพร้อมกัน “คุณแม่..โรคสมองเสื่อมกำเริบอีกแล้วสิเนี่ย”
คุณสมพร “น้องนัท แม่ว่าลูกอยู่ดูแลคุณย่าตรงนี้ดีกว่า ส่วนเรื่องทำอาหาร ยกให้เป็นหน้าที่พ่อกับแม่จัดการกันเองดีกว่า”
ย่าแสงหันมาทางลูกสะใภ้ตรงๆ “ให้น้องนัทไปช่วยพวกแกทำนั่นแหละดีแล้ว หลานชายฉันทำอาหารอร่อยกว่าพวกแกทำเสียอีก”
ลูกชายลูกสะใภ้สตั้นเป็นครั้งที่สอง แต่ก็ไม่กล้าขัดคำสั่งท่าน
นัทจึงถือโอกาสนี้ฉุดรั้งแขนพ่อกับแม่เดินเข้าครัว “พวกเรารีบไปเถอะครับ คุณย่าหิวแล้ว หลังอาหารคุณย่าต้องทานยาด้วย”
ก่อนเดินเข้าครัวไป นัทยังมิวายหันมามองร่างโปร่งแสงด้วยความไม่ไว้ใจ เกิดระแวงสงสัยท่าทีของผีลุงตัวเองยังไงไม่รู้ หวังว่าลุงจันทร์คงไม่ได้มีแผนพิเรนทร์อะไรหรอกนะ คิดจับเขากับหมอภีมเป็นแฟนน่ะเหรอ รอให้ถึงชาติหน้าตอนบ่ายๆ เถอะ
ฝ่ายย่าแสง ที่จริงแกแค่อยากคุยกับผีลำพังเท่านั้น
แกมองหน้าผีลุงจันทร์ "เป็นไงล่ะ! สะพานทองที่แกสร้างน่ะมันแข็งแรงดีไหม?"
ร่างโปร่งแสงรีบขยับเข้ามาใกล้ย่าแสงอีกนิด "แข็งแรงสุดๆ เลยครับคุณย่า!" เขายิ้มกริ่ม "คุณหญิงรัชนี ติดหนี้บุญคุณบ้านเราแล้วครับ! แถมไอ้หมอภีม... ก็เริ่มชื่นชมครอบครัวเราแล้วด้วย... ดูท่าทางไอ้หมอเริ่มสนใจอะไรบางอย่างแล้วนะครับ"
“บางอย่างของแก หมายถึงน้องนัทใช่ไหม?...ดีมาก!" ย่าแสงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ "เอาล่ะ... ภารกิจต่อไปคือ... ต้องทำยังไงให้หมอภีม... มาติดแหง็กอยู่ที่บ้านของเราให้ได้!"
ผีลุงจันทร์ทำท่าทางครุ่นคิด "ให้หมอภีมมาที่บ้านนี้เหรอครับคุณย่า? จะเอาเรื่องอะไรดีล่ะครับ... เรื่องกุหลาบคงไม่ได้แล้ว"
"ไม่เป็นไร... ฉันคิดออกแล้ว" ย่าแสงเอามือป้องปากกระซิบข้างหูผีลุงจันทร์ทันที
….อีกมุมหนึ่งในกรุงเทพ
เสียงรองเท้าหนังเก่าราคาแพง ครืดคร้าดไปตามพื้นปูนแตกเป็นลายงู ราวกับจงใจให้เกิดเสียงดังลั่น จนความเงียบยามบ่ายในซอยสลัมเล็กๆ แห่งนี้ถึงกับสั่นสะเทือน ทุกจังหวะที่ย่างเดินเต็มไปด้วยอำนาจและความกดดัน “
"เข้ม! พา! ออกมาเดี๋ยวนี้!”
เสียงห้าวกระด้างของเจ้าหนี้ตัวล่ำนามว่าเสี่ยธง คำรามลั่นราวกับฟ้าผ่า ความหนักแน่นนั้นพอจะข่มขวัญคนทั้งซอยได้โดยไม่ต้องเปลืองแรง
ประตูไม้ผุๆ สีซีดที่ปิดซ่อนชีวิตไว้เบื้องหลังถูกผลักเปิดออกช้า ๆ เข้มโผล่หน้าออกมาด้วยสีหน้าซูบซีด ดวงตาฉายแววความอับจนยามมองเจ้าหนี้ที่ตามราวีไม่เว้นวัน ภรรยาของเขา แทรกตัวมาข้างๆ สามีนิ่งๆ แต่แววตาใต้ใบหน้าที่เหี่ยวย่นนั้นสั่นระริกอย่างหวั่นกลัวจนแทบจะร้องไห้ออกมา
เสี่ยธงเท้าสะเอว ร่างกายที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อและไขมันบังแสงแดดยามบ่ายจนเกิดเงาทะมึนทาบทับสองสามีภรรยาที่ยืนตัวลีบอยู่ตรงหน้า กลิ่นน้ำหอมราคาถูกปนกับกลิ่นเหงื่อโชยมาปะทะจมูกของทั้งสองคน
“พี่เสี่ยธงคะ… พวกเราหาเงินไม่ทันจริงๆ ค่ะ ฉันขอเวลาเพิ่มอีกสัก..” พาเอ่ยเสียงสั่นพร่า มือเย็นเฉียบของเธอกุมแขนสามีไว้แน่น
“เวลา?” เสี่ยธงหัวเราะหยันอย่างดูถูก เสียงแหบห้าวบาดลึกเข้าไปในโสตประสาท “ข้าให้เอ็งมาสามรอบแล้วนะเว้ย! คราวก่อนก็ร้องขอชีวิต คราวนี้ก็จะขออีกรึไง!” เขาชี้นิ้วเข้าที่หน้าเข้มอย่างใกล้ชิด “บอกมา! ถ้าไม่มีเงิน... ก็ต้องมีอย่างอื่นให้ข้าสิ!”
คำว่าอย่างอื่นนั้น หนักหน่วงราวกับก้อนหิน เข้มกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเนื้อ เลือดในกายเดือดพล่านแต่ไม่อาจโต้ตอบได้ เขามองไปที่พา… ใบหน้าของภรรยาซีดเผือดจนแทบเป็นลม
เสี่ยธงไม่รอคำตอบ เขาหันไปพยักหน้าให้ลูกน้องสองคนที่ยืนค้ำหัวอยู่แต่แรก ทั้งสองคนคือไอ้ช้างและไอ้เสือ ร่างบึกบึนที่แทบจะปิดทางเข้าบ้านได้มิดชิด พวกเขาก้าวเข้ามาอย่างไม่รีบร้อน ทว่าดวงตาเย็นเฉียบราวกับไร้ความรู้สึกที่มนุษย์พึงมี
พากรีดร้องออกมาเมื่อไอ้ช้างพุ่งเข้าใส่เธอ เข้มพยายามขวางทางแต่ความผอมแห้งของเขามิอาจต้านทานแรงไอ้ช้างได้ พริบตาเดียวหมัดหนักก็ซัดเข้าที่แก้มซ้ายของเข้มอย่างจัง!
ชายร่างผอมเซถลาล้มไปกับพื้นปูนที่แตกเป็นเสี่ยงๆ เลือดสีแดงสดไหลซึมจากหางคิ้วทันที พาร้องลั่นด้วยความตกใจสุดขีด เธอรีบเข้าไปประคองสามี แต่กลับถูกไอ้เสือผลักอย่างแรงจนร่างกระแทกผนังบ้านไม้ผุๆ เสียงดังสนั่นจนฝุ่นเก่าๆ ร่วงกราว
"พอเถอะ" เข้มกัดฟันทน ความเจ็บปวดแล่นไปทั่วใบหน้าและร่างกาย เขายกมือขึ้นปัดป่ายอย่างอ่อนแรง แต่เสี่ยธงกลับยิ้มเย็นอย่างเหนือกว่า เขาเดินเข้าไปนั่งยองๆ ตรงหน้าเข้มที่นอนหมดท่าอยู่บนพื้น
“เอ็งเนี่ย…มันน่าสมเพชจริงๆ ว่ะเข้ม” เสี่ยธงกระซิบเสียงต่ำแผ่ว แต่ทุกคำกลับเชือดเฉือนใจ “จำไว้นะเข้ม... ถ้าอีกสามวันเอ็งไม่มีเงินมาให้ข้า... ข้าจะเอาเอ็งตายทั้งบ้าน! ไม่เหลือแม้แต่ไอ้ลูกชายสุดที่รักของพวกเอ็ง!” เขาเปลี่ยนสรรพนามทันที “ไอ้ลูกกวาดของพวกมึง…กูจะมาเก็บมันด้วยน้ำมือของกูเอง!”
คำขู่หนักหน่วงทิ้งค้างในอากาศให้ความหวาดกลัวกัดกินจิตใจของทั้งคู่ ก่อนที่เสี่ยธงจะสะบัดหน้าเดินออกจากบ้านอย่างไม่ใยดี พร้อมลูกน้องที่ยังหัวเราะเยาะอย่างสนุกสนานตลอดทาง พวกเขาหายลับไปพร้อมกับเสียงฝีเท้าที่ดังครืดคร้าดจนเงียบไปในที่สุด
ภายในบ้านสลัมหลังเล็กกลับสู่ความเงียบสนิท มีเพียงเสียงหอบหายใจหนักๆ และเสียงสะอื้นเบาๆ ของคู่สามีภรรยาที่กอดกันอยู่บนพื้น พากำลังใช้ชายเสื้อเช็ดเลือดที่หางคิ้วให้เข้มด้วยมือที่สั่นเทา
ทันใดนั้น
“พ่อ! แม่!” เสียงประตูถูกผลักเข้ามาอีกครั้งอย่างแรง ลูกกวาด เด็กหนุ่มร่างผอมบางวัยสิบแปดปีรีบพุ่งตัวเข้ามาด้วยใบหน้าตื่นตระหนก เขาสวมเสื้อนักเรียนสีซีดและเก่ามอซอ รีบคุกเข่าลงใกล้พ่อกับแม่ตัวเอง
“ลูกกวาด”