บ้านในสลัมและความทุกข์ยากของเข้ม

1678 Words
“หาทาง?!” พาตวาดเสียงแตกพร่า น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความขมขื่นและเยาะเย้ย “ถ้าพี่ฉลาดกว่านี้ เราคงไม่ถูกเพื่อนโกงเงินจนหมดตัว!.. พี่จำได้ไหม ฉันเถียงกับพี่ตั้งแต่วันแรก ที่ไอ้มงมันขอให้พี่ร่วมลงทุนธุรกิจบ้าบอ.. ฉันบอกแล้วใช่ไหมว่า มันไว้ใจไม่ได้ ฉันห้ามพี่ อย่าลงเงินทั้งหมดเด็ดขาด! แต่พี่กลับไม่เชื่อฉัน!” คำพูดนั้นไม่ใช่แค่การกล่าวหา แต่มันคือการประกาศความจริงอันเจ็บปวดที่เข้มรู้ดีอยู่แก่ใจ มันเหมือนตบหน้าเขาดังสนั่นกลางความเงียบ เข้มเงยหน้ามองเมียตัวเอง แววตาปวดร้าวลึกจนยากจะบรรยาย ความผิดหวังในตัวเองมันหนักอึ้งกว่าหนี้สินทั้งหมดที่แบกอยู่ซะอีก “พา… พี่ผิด พี่รู้ว่าพี่ผิด พี่ก็เสียใจ…” เข้มพูดเสียงแหบพร่า “แค่เสียใจมันไม่ช่วยอะไรได้หรอก! ฉันเหนื่อย ฉันอาย ฉันไม่อยากอยู่ในชีวิตแบบนี้อีกแล้ว! ฉันไม่มีอะไรเหลือแล้ว!” เธอหอบหายใจแรงๆ น้ำตาไหลพรากไม่หยุด แต่ในแววตานั้นไม่ได้มีเพียงความเสียใจอย่างเดียวอีกต่อไป หากมีความเด็ดขาดที่ถูกผลักดันจากความสิ้นหวังนี้ถึงที่สุด “พี่เข้ม… ฉันขอเลิก” เงียบสนิทราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุน มีเพียงเสียงลมที่พัดเรือเก่า ๆ ในคลองให้กระทบกัน เข้มหน้าเสียทันที สีซีดเผือดเหมือนโดนสูบเลือดออกไปทั้งตัว เขารู้สึกเหมือนกำลังจมลงไปในน้ำเน่าของคลองข้างบ้าน “พา… อย่าพูดแบบนี้ เรามีลูกกวาด… เราต้องฝ่ามันไปด้วยกันสิ” พาส่ายหน้า “ฉันหมดแรงแล้วจริงๆ ฉันไม่อยากผูกชีวิตไว้กับคนที่ฉันเชื่อไม่ได้อีกแล้ว พี่ทำให้ฉันหมดหวังจนไม่เหลืออะไรเลย… ฉันขอจบแค่นี้เถอะ” ร่างผอมทรุดลงนั่งกับพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรง มือกุมหัวแน่น พยายามกลั้นเสียงสะอื้นที่กำลังจะทะลักออกมา ไหล่ของเขาสั่นไม่หยุด ร่างกายของชายที่เคยเป็นเสาหลักพังทลายลงตรงหน้าเมียรัก และในมุมประตูที่มืดสลัว ลูกกวาดยืนฟังทุกคำพูดเงียบๆ เขาสวมเสื้อนักเรียนที่ยังไม่ได้เปลี่ยน ลูกชายไม่ร้องไห้ แต่เขาสะกดเสียงร้องไห้ไว้จนคอแห้งผาก ฝ่ามือกำแน่นจนเล็บจิกเนื้อ เพราะไม่รู้ว่าตั้งแต่วินาทีนี้ไป ครอบครัวที่เคยมี แม้จะยากจนแต่ก็เคยอบอุ่นด้วยเสียงหัวเราะบางครั้ง… ต่อไปนี้จะยังเหลืออยู่หรือไม่ ความมืดมิดของความจริงได้กลืนกินแสงสว่างสุดท้ายในบ้านไม้ผุหลังนี้ไปแล้ว …สองวันต่อมา ยามเย็นของสลัมเต็มไปด้วยเสียงทะเลาะของบ้านข้างๆ เสียงเรือเก่าครูดน้ำ และกลิ่นขยะลอยคลุ้ง แต่ในบ้านของเข้ม ทุกอย่างกลับเงียบสงัดอย่างประหลาด พายืนกลางห้อง มือกำหูหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าเก่าๆ ที่ยัดของใช้ส่วนตัวจนป่องพอง เธอไม่มองเข้มแม้เพียงเสี้ยววินาที “พา… อย่าทำแบบนี้!” เข้มรีบเข้าไปขวางประตู สีหน้าทั้งหวาดกลัวและอ้อนวอน “เราคุยกันใหม่ได้ไหม พี่จะหางานเพิ่ม พี่จะไม่ทำให้ผิดหวังอีกแล้ว พี่ขอโท..” พาผลักเขาออกเบาๆ แต่หนักพอจะทำให้เข้มผวาถอย “ฉันตัดสินใจแล้วพี่เข้ม เราไม่มีอะไรให้คุยอีก” “แต่ลูกกวาด… ครอบครัวเราจะ..” “พี่ไม่ต้องสอนฉันเรื่องครอบครัวนะ!” เธอกัดฟัน “ตั้งแต่โดนโกงเงิน ฉันก็เป็นคนต้องวิ่งหาเงินทุกวัน พี่ทำอะไรได้บ้างล่ะ นอกจากหวังพึ่งน้ำใจคนอื่นไปวันๆ” พาหมายถึงเพื่อนบ้านที่อยู่ด้วยกันมานาน เวลาขัดสนถึงขั้นไม่มีข้าวสารกลอกหม้อ สามีของเธอมักแก้ปัญหาด้วยวิธีบากหน้าไปขอหยิบยืมเงินจำนวนเล็กน้อยจากเพื่อนบ้านมาแก้ขัดให้ชีวิตผ่านไปวันๆ คำพูดนั้นเหมือนเหล็กแหลมทิ่มทะลุหัวใจเข้ม เขาอ้าปาก แต่ไม่รู้จะพูดอะไร เพราะทุกอย่างที่เธอว่า… มันจริงทั้งหมด พาสะพายกระเป๋า หยิบรองเท้า แล้วเปิดประตูบ้านผุๆ ออกไปทันที ตรงหน้าบ้าน มีชายคนหนึ่งยืนรออยู่ เขาสูงกว่าเข้ม ตัวใหญ่กว่า และเสื้อผ้าที่สวมใส่บ่งบอกถึงอีกฝ่ายไม่ใช่คนในสลัม ใบหน้าคมกริบพร้อมรอยยิ้มมุมปากที่สะท้อนความมั่นใจว่าผู้หญิงคนนี้เป็นของเขาแล้ว หัวใจเข้มแทบหยุดเต้น เขามองสบตาพา แล้วมองชายตรงหน้า.. สีหน้าผู้ชายคนนั้น ชัดเจนเกินกว่าจะเข้าใจผิด “พา!…” เสียงเขาแตกพร่า “นี่มัน… หมายความว่ายังไง?” พาเม้มปากแต่ไม่ตอบ เธอเพียงก้าวไปยืนข้างชายคนนั้นเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา ภาพนั้นทำให้เข้มเจ็บจนเหมือนโลกทั้งใบพังลงทันที เขารู้สึกเหมือนเลือดในอกถูกบีบออกไปจนหมด “ไอ้เวรเอ้ย!…” เข้มคำราม ก่อนเป็นฝ่ายพุ่งเข้าใส่ชายคนนั้น ด้วยแรงทั้งหมดที่มี ผลั๊ก! เสียงปะทะดังก้องกลางซอยแคบ เข้มชกเข้าที่กรามของชายคนนั้นหนึ่งทีเต็มแรง แต่ก็เหมือนชกกำแพง ชายคนดังกล่าวกลับแทบไม่เซ ก่อนโต้กลับมาหนักยิ่งกว่า ร่างใหญ่โตเหวี่ยงหมัดเข้าที่หน้าของเข้ม และตามด้วยลูกถีบสุดแรง ร่างผอมล้มกระแทกพื้นเสียงดัง พลั๊ก! พาตกใจ หวีดร้องสุดเสียง “พี่เข้ม!..หยุด! อย่าทำพี่เข้ม!!” แต่คำของเธอบางเกินกว่าจะหยุดชายคนนั้นไว้ เขากระชากคอเสื้อเข้มขึ้นมา แล้วซัดเข้าใบหน้าอย่างไม่ปรานี ครั้งที่สอง… ครั้งที่สาม จนเลือดแตกที่มุมปากและจมูก เข้มพยายามสู้สุดแรงเกิด แต่โดนเตะเข้าที่สีข้างจนทรุดลงอีกครั้ง มือยันพื้นไว้ เขาหอบหายใจแรง จนท้ายที่สุดก็นอนฟุบอยู่กับพื้นอย่างหมดทางสู้ พาวิ่งเข้ามาห้าม “พอเถอะ! พอแล้ว!” ชายคนนั้นปัดมือพาเบาๆ แล้วมองเข้มด้วยสายตาดูถูก “ถ้าดูแลผู้หญิงไม่ได้ ก็ปล่อยเขาไปเถอะว่ะ มึงว่างั้นไหม..” คำพูดนั้นเหมือนฆ่าเข้มซ้ำทั้งเป็น ชายคนนั้นจับมือพา ลากไปที่รถคันเรียบหรูที่จอดรออยู่ไม่ไกล พาก้าวขึ้นรถช้าๆ หันมามองเข้มเพียงเสี้ยววินาที แววตาเธอเต็มไปด้วยความวุ่นวายปนสับสน แต่สุดท้ายเธอก็เมินหน้าหันไปทางอื่น ประตูรถปิดดัง ปัง! เสียงเครื่องยนต์ดังขึ้น แล้วรถก็ออกตัวไป เข้มนอนนิ่งอยู่บนพื้นหน้าบ้าน ร่างเต็มไปด้วยรอยช้ำและเลือดไหลไม่หยุด แต่ความเจ็บในอกกลับแผดเผารุนแรงกว่ารอยแผลใดๆ เขาจ้องมองเส้นทางที่รถแล่นลับไป รู้ดีว่า… คนที่เขารักที่สุด ได้เลือกเดินออกไปจากชีวิตแล้ว พร้อมกับผู้ชายอีกคนที่เขาไม่มีวันสู้ได้เลย.. ...หลายวันหลังจากเหตุการณ์นั้น เข้มนอนพิงผนังไม้ผุๆ ของบ้าน รอยฟกช้ำเริ่มจางลงแต่ยังเห็นชัดเป็นดวงคล้ำ เขายกมือแตะที่กรามตัวเองอย่างแสบๆ คันๆ สายตาอ่อนแรงแต่ยังพยายามยิ้มเมื่อเห็นลูกชายเดินเข้ามา ลูกกวาดวางถ้วยข้าวกับช้อนที่สึกจนโค้งงอไว้ข้างพ่อ “พ่อ… วันนี้มีข้าวนะครับ” เสียงเขาเบาและแหบเล็กน้อย เข้มก้มลงมองในถ้วย มีเพียงข้าวสวยแข็งๆ กับน้ำปลาพริกขี้หนูซอยเป็นชิ้นบางๆ ใส่ช้อน และราดลงไปให้หอมพริกเผ็ดเค็ม ลูกกวาดยังยิ้มให้ทั้งที่ดวงตาดูหม่นเศร้าจนปิดไม่มิด “แกจะกินกับพ่อเหรอ?” เข้มถาม ลูกกวาดพยักหน้า ปั้นยิ้มบาง “ก็กินด้วยกันไงครับ… ครอบครัวเรา” คำว่าครอบครัว ทำให้หัวใจเข้มหน่วงแน่นอย่างบอกไม่ถูก ทั้งคู่ตักข้าวคำแรกเข้าปาก ข้าวฝืดคอแทบกลืนไม่ลง รสเค็มของน้ำปลาทำให้แสบปลายลิ้น แต่ลูกกวาดก็กินต่อไปโดยไม่บ่นแม้คำเดียว กินได้ไม่กี่คำ เด็กหนุ่มก็วางช้อนลงช้าๆ “พ่อ… ผมคิดดีแล้วครับ ผมจะไม่ไปโรงเรียนแล้ว” เข้มชะงัก มือสั่นเล็กน้อยก่อนวางช้อนของตัวเองลง “พูดอะไรของแกวะลูกกวาด” ลูกชายก้มหน้า มือกำกางเกงตัวเองแน่น “ผมโตแล้วนะครับ ผมไปช่วยทำงานได้…อาจได้เงินไม่มาก แต่ก็พอจ่ายค่าข้าว พอซื้อยาให้พ่อ… ขอแค่พ่อไม่ต้องลำบากอยู่คนเดียวก็พอ” คำพูดนั้นแทงเข้ากลางอกเข้มเหมือนคมมีด เขาตาแดงทันที แต่พยายามไม่ให้เสียงตัวเองสั่น “ลูกกวาด… แกอายุแค่นี้” เข้มเอื้อมมือไปจับไหล่ลูกชายเบาๆ “จะไปทำอะไรได้วะ เงินมันไม่ได้หาโคตรง่ายนะลูก แกมีหน้าที่เรียนก็เรียนไปสิ เรื่องหาเงินน่ะ… ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพ่อเอง” ลูกกวาดส่ายหน้าเร็วๆ น้ำตาค่อยๆ ไหลลงอาบแก้มเพราะกลั้นไม่อยู่ “แต่พ่อเจ็บ… พ่อทำงานหนักไม่ไหวแล้ว พ่อไม่มีแม่แล้วด้วย ผมไม่อยากให้พ่ออยู่คนเดียว ผม..ผมจะช่วยเอง!” เข้มดึงลูกชายเข้ามากอดแน่น เหมือนกลัวว่าถ้าปล่อยมือ ลูกชายจะหายไปเหมือนพาอีกคน “แกอย่าทำเลยลูก แกเป็นความหวังเดียวของพ่อแล้วนะ… พ่อไม่ยอมให้แกทิ้งอนาคตตัวเองเด็ดขาด” เสียงลูกกวาดสะอื้นอู้อี้อยู่ในอกพ่อ แต่เขาก็พยายามกลืนเสียงไว้ ก้มลงหยิบช้อนขึ้นมาใหม่ น้ำตายังค้างอยู่บนแก้ม แต่ลูกชายก็ยิ้มฝืนๆ แล้วพูดเสียงแตกพร่า “งั้น… กินต่อเถอะครับพ่อ เดี๋ยวข้าวจะเย็นซะหมด” ทั้งคู่กลับมาตักข้าวคลุกน้ำปลากินพร้อมกันอีกครั้ง คำแล้วคำเล่า ทั้งเค็มทั้งปวดใจ หากแต่เป็นมื้อที่อบอุ่นที่สุดเท่าที่บ้านอันเงียบงันหลังนี้เคยมีในรอบหลายวันมานี้
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD