คำสั่งพิเศษ

1518 Words
"โธ่เอ๊ย! ไม่ใช่แบบนั้น!" ผีลุงจันทร์ส่งเสียงร้องออกมาอย่างสิ้นหวัง ร่างโปร่งแสงของผีแทบจะพุ่งชนตู้เก็บยาให้รู้แล้วรู้รอดด้วยความหงุดหงิด "ไอ้หมอบ้า! เรื่องง่ายๆ แค่ชวนเด็กไปเดินห้างด้วยกัน! นี่เอ็งมอบหมายภารกิจและโยนบัตรให้เลขาจัดการเนี่ยนะ! แล้วเมื่อไหร่เอ็งจะได้ใกล้ชิดกับไอ้นัทของข้าวะเนี่ย!" อีกฝ่ายมองบัตรเครดิตสีดำด้วยความประหลาดใจก่อนจะเงยหน้าสบตาผู้เป็นเจ้าของ "ไม่เป็นไรหรอกครับหมอภีม" นัทพูดด้วยรอยยิ้มจางๆ "ผมคิดว่าแค่ชุดสูทเรียบๆ ที่ผมมีก็น่าจะพอใช้ได้แล้ว..." "ไม่พอ!" หมอภีมขัดขึ้นทันที เสียงของเขาดุดันจนนัทต้องเงียบฟัง "แม่ฉันสั่งมาอย่างชัดเจน นายต้องดูดีที่สุดในงานนั้น ใช้บัตรนี้ไปซะ!" หมอภีมรู้สึกหงุดหงิดกับความดื้อดึงของตัวเองและเด็กหนุ่มเบื้องหน้า เขาไม่เข้าใจตัวเองเลยว่าทำไมแค่เรื่องซื้อเสื้อผ้า ถึงทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังปีนภูเขาเอเวอร์เรสขนาดนี้ แต่ลึกๆ แล้ว... เขากลับรู้สึกผิดหวังที่ไม่ได้พูดออกไปว่า 'ฉันจะพานายไป' อีกฝ่ายยังคงยืนนิ่ง ไม่แตะต้องบัตรเครดิตที่วางอยู่บนโต๊ะนั้น หมอภีมเองก็รู้สึกถึงบรรยากาศที่อึดอัดนี้ได้อย่างชัดเจน ความรู้สึกผิดที่ไม่ได้ทำตามคำสั่งของคุณแม่กำลังก่อตัวขึ้นในใจเขา ผีลุงจันทร์ ผู้ซึ่งเพิ่งจะสิ้นหวังกับการจัดการของหมอโง่ ลอยอยู่กลางอากาศด้วยสีหน้าบอกบุญไม่รับ "ชิ! ไอ้หมอโง่เอ๊ย... ชวนเด็กไปซื้อชุดเนี่ย มันจะตายไหม!" ผีลุงจันทร์พึมพำกับตัวเอง ทันใดนั้น! สัญญาณฉุกเฉิน! โทรศัพท์ภายในของห้องทำงานหมอภีมก็ดังขึ้นอย่างกราดเกรี้ยว เป็นเสียงแจ้งเตือนสถานการณ์ฉุกเฉินระดับสูงสุด "รหัสสีแดง! รหัสสีแดง! มีเหตุรถชนใหญ่ที่สี่แยกหน้าโรงพยาบาล! ผู้ป่วยอาการหนักหลายรายกำลังถูกนำส่งมาถึงแผนกฉุกเฉินเดี๋ยวนี้! ทีมแพทย์และพยาบาลทุกหน่วยเตรียมพร้อม!" เสียงประกาศจากศูนย์กลางดังชัดเจนไปทั่วบริเวณ หมอภีมลืมเรื่องบัตรเครดิต ชุดออกงานไปจนหมดสิ้น สัญชาตญาณแพทย์ของเขากลับมาครอบงำอีกครั้ง "นัท!" หมอภีมเรียกเสียงดัง "ไปเตรียมห้องฉุกเฉินและแจ้งทีมผ่าตัดสำรอง! เร็วเข้า!" "ครับหมอ!" ตอบรับอย่างแข็งขันทันที ความวุ่นวายนี้ทำให้เขากลายเป็นมืออาชีพที่รวดเร็วและเด็ดเดี่ยวอย่างเหลือเชื่อ ทั้งสองพุ่งตัวออกจากห้องทำงานไปพร้อมๆ กัน มุ่งหน้าไปยังแผนกฉุกเฉินอย่างเร่งรีบที่สุด ผีลุงจันทร์ย่อมไม่พลาด ลอยตามไปอย่างรวดเร็ว แต่ก็แอบดีใจนะ บางทีสถานการณ์ฉุกเฉินนี้ อาจทำให้ทั้งสองคนมีโอกาสอยู่ใกล้ชิดกันมากขึ้นก็ได้ เมื่อมาถึงแผนกฉุกเฉิน ผู้ป่วยที่บาดเจ็บสาหัสจากการถูกแรงกระแทกก็ถูกเข็นเข้ามา หมอภีมเริ่มทำการประเมินอาการ ก่อนสั่งการอย่างรวดเร็วและเฉียบขาด "คนนี้ต้องเข้าห้องผ่าตัดด่วน! มีภาวะเลือดออกในช่องท้อง!" หมอภีมสั่งพลางก้มลงตรวจอาการผู้ป่วยหนักรายหนึ่ง พยาบาลนัทอยู่เคียงข้างหมอภีม คอยรับคำสั่งและประสานงานกับพยาบาลคนอื่นอย่างคล่องแคล่ว จังหวะนั้นเอง! ผู้ป่วยอีกรายที่ถูกเข็นเข้ามามีอาการชักเกร็งอย่างรุนแรง พยาบาลเมย์ที่ดูแลกลับทำพลาด หล่อนทำให้สายน้ำเกลือหลุดออกจากขั้วต่อ และเลือดจำนวนหนึ่งกระเด็นใส่เสื้อกราวน์สีขาวของหมอภีม "ระวัง!" นัทรีบผลักหมอภีมให้ถอยห่างจากผู้ป่วยที่กำลังชักเกร็ง การผลักที่รวดเร็วนั้นทำให้เขาและหมอภีม ชนกันอย่างจัง! แขนของตัวเล็กโอบรอบเอวของหมอภีมไว้แน่นเพื่อให้หมอไม่ล้มลงไปถูกผู้ป่วย และใบหน้าของพวกเขาอยู่ใกล้กันเพียงไม่กี่เซนติเมตร หัวใจที่เคยด้านชาเต้นผิดจังหวะอย่างช่วยไม่ได้! กลิ่นสะอาดๆ ของนัทที่ปนกับกลิ่นไอโอดีนและเลือดในห้องฉุกเฉินตีเข้าจมูกของเขาอย่างจัง ส่วนเมย์ถึงกับตาร้อนผ่าวด้วยความอิจฉา หล่อนไม่น่าพลาดท่าได้ขนาดนี้ ทำให้สองคนนั่นมีโอกาสสร้างโมเมนต์ประเภทนี้ได้ นุ่มนิ่ม น้ำหวาน ทั้งสองช่วยกันคัดกรองผู้ป่วยที่ยังคงสติไว้ได้ และซักประวัติคร่าวๆ เช่น พวกเขาแพ้ยาชนิดใดหรือไม่ ส่วนประตูทางเข้านั้น พี่เวรเปลกำลังเข็ญผู้ได้รับบาดเจ็บเข้ามาเพิ่มอีกหนึ่งราย หมอเจตน์ไม่รอช้้า รีบเข้าไปดูบาดแผลฉกรรจ์บนตัวของคนไข้รายนั้นอย่างละเอียด "ขอบคุณ" หมอภีมกระซิบเสียงแผ่วเบา โดยไม่รู้ตัวว่าสายตาของเขากำลังจ้องมองใบหน้าของนัทที่อยู่ใกล้กันมากขนาดไหน "ไม่เป็นไรครับหมอ" นัทผละออกอย่างรวดเร็ว แต่แก้มของเขากลับขึ้นสีเรื่อด้วยความเขินอายอย่างไม่ได้ตั้งใจ ร่างโปร่งแสงลอยอยู่ข้างๆ ยิ้มกว้าง "โอ้โห! ให้มันได้แบบนี้สิวะ! ใกล้ชิดกันเข้าไปอีกโว้ย" หมอภีมรีบกลับสู่โหมดทำงานทันทีเพื่อซ่อนความรู้สึกที่ปั่นป่วนเมื่อครู่ไว้ให้มิดชิด ชีวิตของคนเจ็บย่อมสำคัญกว่าเรื่องอื่น "นัท! นาย เอ่อ.. ฉันต้องการชุดผ้าก๊อซและยาชาเฉพาะที่เดี๋ยวนี้!" หมอภีมสั่ง ท่ามกลางผู้ป่วยนับสิบ และเหตุชุลมุนนั้น คนถูกสั่งรีบวิ่งไปหยิบของอย่างรวดเร็ว โดยไม่สนพี่เมย์ที่ยืนถือขวดแอลกอฮอล์ใช้ฆ่าเชื้อไม่ไกลนัก "ไอ้หมอโว้ย..." ผีลุงจันทร์ส่งกระแสจิตอันอ่อนโยนแต่หนักแน่นไปยังหมอภีมอีกครั้ง "จำไว้นะ... หลังจากสถานการณ์นี้จบลง... เอ็งต้องพูดเรื่องชุดกับหลานข้า! พูดออกมาให้มันง่ายๆ เหมือนที่เอ็งสั่งยากับมันเมื่อกี้นะ" หลังจากการทำงานอันแสนวุ่นวายผ่านพ้นไปราวสองชั่วโมง ทุกอย่างก็กลับสู่ความสงบ หมอภีมและนัทกลับไปที่ห้องทำงานเพื่อเขียนรายงานเคสฉุกเฉิน ส่วนเมย์เดินกระฟัดกระเฟียดไปอีกทางเมื่อหล่อนไม่ได้รับความสนใจจากคนในนี้ ส่วนหมอเจตน์ นุ่มนิ่ม น้ำหวานยังคงอยู่เป็นเพื่อนเพื่อพูดคุยกับผู้ป่วยและให้กำลังใจ ทั้งรอญาติของผู้ป่วยเข้ามา ...ในห้องทำงานของหมอภีม ร่างสูงยืนอยู่ตรงหน้าโต๊ะทำงาน จ้องมองปากกาในมือของตัวเองอย่างครุ่นคิด เขากำลังต่อสู้กับความรู้สึกที่หลากหลายในใจของเขาเอง "นัท..." เจ้าของชื่อนัทที่กำลังพิมพ์รายงานอยู่หยุดมือ และเงยหน้าขึ้นอย่างตั้งใจรอฟัง “ครับ” . …บ้านไม้ผุที่ตั้งอยู่ริมคลองเน่าเหม็นยังคงส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเป็นจังหวะเศร้าสร้อยทุกครั้งที่ลมจากคลองพัดผ่าน ราวกับเป็นเสียงถอนหายใจของตัวบ้านเอง หนึ่งสัปดาห์เต็มที่ความตึงเครียดได้บ่มเพาะจนถึงขีดสุด พานั่งเหม่ออยู่หน้าโต๊ะเตี้ยๆ ที่เต็มไปด้วยเอกสารแห่งความพ่ายแพ้ บิลเก่าที่ค้างชำระจนสีซีดจาง กระดาษทวงหนี้ที่ตัวอักษรสีแดงฉานเหมือนรอยเลือด และสมุดบัญชีที่ตัวเลขแดงพรืดเหมือนเลือดคั่งในบาดแผลเก่า เธอไม่ได้แค่กุมขมับ แต่เป็นการโอบศีรษะไว้ราวกับกลัวว่ามันจะระเบิดออกมาด้วยความสิ้นหวัง ใบหน้าของเธอเหนื่อยล้าจนเกือบจะว่างเปล่า ดวงตาที่เคยมองโลกอย่างทะเยอทะยานบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความมืดมิด เข้มเดินเข้ามาจากด้านนอก ความร้อนระอุของแดดอ่อนๆ ยังติดอยู่บนเสื้อยืดเก่าๆ ของเขา มือยังเปื้อนน้ำมันเครื่องสีดำคล้ำจากการรับจ้างซ่อมรถในซอย กลิ่นน้ำมันกับเหงื่อเป็นกลิ่นประจำตัวที่พาเคยชิน แต่ตอนนี้มันกลับเป็นกลิ่นแห่งความล้มเหลว “วันนี้พี่ได้มาแค่สามร้อยเองพา” เข้มพูดเสียงแผ่ว พยายามไม่สบตาเมียรัก “เขาบอกงานน้อย… พวกเด็กแว้นมันไม่ค่อยมาซ่อมกันเลยช่วงนี้.. แย่ชะมัด” พาไม่ตอบ เธอเพียงหายใจเข้าออกหนักๆ เสียงดังจนเข้มรู้สึกเจ็บแปลบ แล้วค่อยๆ เงยหน้าขึ้น แววตาแดงก่ำของเธอไม่ได้แค่บ่งบอกถึงการร้องไห้ แต่เป็นการสะท้อนความเก็บกดที่ถูกบดทับมานานนับปี มันเป็นประกายที่อันตราย เหมือนเส้นด้ายสุดท้ายที่ขาดผึง “สามร้อย… สามร้อยมันจะไปพออะไรเข้ม?” เสียงของเธอสั่นเครือ แต่กลับแหลมคมกว่าปกติ ราวกับมีดที่ถูกลับมาเพื่อกรีดแทง “พวกเราเป็นหนี้หลายหมื่น! ค่าเทอมลูกก็ยังไม่ได้จ่าย! ไหนจะเจ้าหนี้ที่ขู่จะฆ่าเราอีก!” เข้มก้มหน้าต่ำลง เขามองปลายเท้าที่เหยียบอยู่บนพื้นไม้ผุ พยายามอย่างหนักที่จะรวบรวมคำพูดเพื่อปลอบโยน แต่ก็ไร้ประโยชน์ เขาเปิดปากจะพูดอะไรสักอย่าง แต่พาปาดน้ำตาอย่างรวดเร็วและเอ่ยต่อทันที “พี่รู้อะไรไหม… ฉันทนไม่ไหวแล้วจริง ๆ” คำพูดนั้นทำให้เข้มชะงัก ร่างกายของเขารู้สึกเย็นวาบตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ใจหายวาบราวกับถูกดึงออกจากร่าง “พา… อย่าพูดอะไรแบบนั้นสิ พี่กำลังหาทางอยู่… พี่กำลังพยายามอยู่นะ”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD