แผลใจที่ไร้รอยเย็บ

2092 Words
หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ พยาบาลนัท ย่อตัวลงบนพื้นดินแห้งๆ ชุดเครื่องแบบพยาบาลสีขาวของเขามีฝุ่นแดงเกาะติดอยู่บ้างจากการทำงานกลางแจ้งตลอดทั้งวันในศูนย์พักพิงชั่วคราวแห่งนี้ แสงแดดยามบ่ายคล้อยยังคงร้อนแรง แต่เขาสร้างร่มเงาให้ตัวเองและผู้ป่วยตัวน้อยด้วยแผงผ้าใบที่กางขึ้นอย่างลวก ๆ “โอเคครับคนเก่ง แผลนี้ไม่ลึกมากนะ แต่เราต้องทำความสะอาดกันหน่อย จะได้ไม่ติดเชื้อ” นัทพูดด้วยน้ำเสียงอบอุ่นและอ่อนโยน ดวงตาที่ซ่อนอยู่ใต้หมวกแก๊ปสีเข้มมองไปยังข้อเท้าของเด็กชายวัยเจ็ดขวบที่ชื่อน้องเต้ย แผลถลอกขนาดไม่ใหญ่มากแต่เต็มไปด้วยฝุ่นผงจากการหกล้มตอนวิ่งเล่นกับเพื่อนๆ พยาบาลหนุ่มเริ่มใช้สำลีชุบน้ำเกลือเช็ดทำความสะอาดอย่างพิถีพิถัน มือของเขานุ่มนวลและมั่นคงจนน้องเต้ยทำได้แค่ขยับเท้าเล็กน้อยด้วยความจั๊กจี้มากกว่าความเจ็บปวด “พี่นัทมือเบาจังเลยครับ” น้องเต้ยเงยหน้าขึ้นมาชมเชย “ก็เพราะพี่อยากให้น้องเต้ยหายไวๆ จะได้กลับไปเตะฟุตบอลไงครับ” เขาส่งยิ้มให้ ขณะที่นัทกำลังบรรจงแปะพลาสเตอร์ยาขนาดเหมาะมือลงบนแผลอยู่นั้น เงาของใครบางคนก็ทาบทับลงมา “เป็นไงบ้างครับพยาบาลนัท วันนี้ภารกิจสำเร็จลุล่วงดีไหม” เสียงทุ้มนุ่มนวลและคุ้นเคยทำให้นัทเงยหน้าขึ้นมองผู้ที่มาใหม่.. เป็นคุณหมอธีร์นั่นเอง หมอธีร์ในเสื้อกาวน์สีขาวที่สวมทับเสื้อยืดสีดำดูหล่อไม่น้อย รูปร่างสูงโปร่งและใบหน้าคมคายของเขานั้นชวนให้น่ามองกว่าแพทย์คนอื่นๆ ตลอดหลายวันที่พวกเขาทำงานร่วมกันที่นี่ นัทลงความเห็นว่าหมอธีร์นับว่าโดดเด่นกว่าใครในศูนย์อพยพแห่งนี้ “เรียบร้อยดีครับคุณหมอ เหลือแค่เก็บงานอีกนิดหน่อย น้องเต้ยนี่แผลไม่หนักครับ” นัทรายงานด้วยรอยยิ้ม หมอธีร์ย่อตัวลงข้างๆ สังเกตการทำงานของนัทด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชมอย่างเปิดเผย “เยี่ยมมากเลยพยาบาลนัท คุณทำได้ดีเสมอจริงๆ ไม่ว่าจะการซักประวัติ การดูแลผู้ป่วย หรือแม้แต่การปลอบโยนเด็กๆ คุณเป็นพยาบาลที่ละเอียดรอบคอบที่สุดเท่าที่ผมเคยร่วมงานด้วยเลยครับ” หมอธีร์กล่าวชมด้วยน้ำเสียงที่จริงใจเกินกว่าจะเป็นแค่การพูดคุยทางวิชาชีพทั่วไป คนถูกชมต่อหน้ารู้สึกร้อนผ่าวที่แก้มเล็กน้อย “ขอบคุณครับคุณหมอ” น้องเต้ยที่ได้รับการทำแผลจนเสร็จเรียบร้อยแล้ว มองใบหน้าของคนทั้งสองสลับกันไปมาด้วยความสงสัย เมื่อเห็นรอยยิ้มและความใส่ใจในดวงตาของหมอธีร์ที่มองพี่พยาบาลของเขา “พี่พยาบาลนัทครับ” น้องเต้ยเอ่ยถามเสียงใส “ครับ?” “คุณหมอคนนี้ เป็นแฟนพี่นัทเหรอครับ?” คำถามนั้นดังพอที่จะทำให้บรรยากาศที่เคยอบอุ่นอยู่แล้วกลายเป็นความตึงเครียดขึ้นมาทันที หมอธีร์ถึงกับสำลักอากาศชั่วครู่ ใบหน้าของเขามีร่องรอยของการเขินอายที่ถูกจับได้ พร้อมกับมีความหวังเล็กๆ ซ่อนอยู่ แต่ก่อนที่หมอธีร์จะได้อ้าปากพูดอะไรออกมา นัทก็หัวเราะเบาๆ พร้อมกับลูบศีรษะน้องเต้ยอย่างอ่อนโยน “ไม่ใช่หรอกครับน้องเต้ย พี่มีแฟนแล้วครับ” ตอบอย่างสบายๆ เหมือนเป็นเรื่องธรรมดา “แฟนพี่เขาเป็นหมอ กำลังรอพี่กลับไปหาที่กรุงเทพฯ โน่น” รอยยิ้มบนใบหน้าของหมอธีร์ที่เคยสดใสเมื่อครู่ พลันเหือดหายไปทันที สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นซีดเผือดอย่างเห็นได้ชัดจนแทบจะเรียกได้ว่าหน้าถอดสี ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความชื่นชมก็ฉายแววความผิดหวังและความเจ็บปวดออกมาอย่างปิดไม่มิด นัทไม่ได้สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงนั้น เขาก้มลงช่วยน้องเต้ยสวมรองเท้าผ้าใบ และยังคงพูดต่ออย่างร่าเริง “แฟนพี่เขาขี้เป็นห่วงมากเลยครับ ที่พี่มาเนี่ย เขาก็ห่วงพี่มากๆ เลยด้วย” ความจริงแล้ว นัทไม่ได้ตั้งใจจะเล่าเรื่องคนรักให้ใครฟังนัก เขาเพียงแค่ต้องการส่งสัญญาณบางอย่างไปยังคนตรงหน้าเท่านั้น ซึ่งอีกฝ่ายมีท่าทีไม่น่าไว้วางใจตั้งแต่แรกสบตา เดินเข้ามาชวนคุยทั้งที่ไม่มีความจำเป็น แถมยังพูดชื่นชมเขาไม่หยุด รอยยิ้ม แววตา และน้ำเสียง ล้วนบอกชัดเจนว่าเจตนานั้นไม่ได้ธรรมดา อาการแบบนี้… ถ้าไม่ใช่เพราะความชอบ ก็คงไม่มีเหตุผลอื่น นัทพอจะเดาออก และนั่นยิ่งทำให้เขารู้สึกอึดอัดมากขึ้น และเขาไม่อยากเปิดโอกาสให้ความเข้าใจผิดยืดยาวไปมากกว่านี้ และยิ่งไม่อยากให้ใครต้องมาเสียความรู้สึกเพราะตนเองในภายหลัง ดังนั้น วิธีที่ตรงไปตรงมาที่สุด ก็คงเป็นการบอกความจริงออกไปเสียเลย ว่าเขามีคนรักแล้ว… คำพูดนั้นจึงหลุดออกมาด้วยน้ำเสียงสุภาพ แต่หนักแน่นพอจะทำหน้าที่ของมันได้อย่างชัดเจน. หมอธีร์ยืนขึ้นอย่างเงียบๆ หัวใจของเขาเหมือนถูกบีบคั้นอย่างรุนแรง ความหลงรักที่เขามีต่อพยาบาลนัทตั้งแต่คืนแรกที่มาถึงหน่วยแพทย์เคลื่อนที่นี้ ความรู้สึกที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นทุกครั้งที่เห็นรอยยิ้มและได้ยินเสียงหัวเราะของนัท มันพังทลายลงในประโยคเดียว เขามีแฟนแล้ว... และเขากำลังรอให้กลับไปหา “อ่า... ผมเข้าใจแล้วครับ” หมอธีร์พูดเสียงเรียบ พยายามปั้นหน้าให้เป็นปกติ “ถ้าอย่างนั้นคุณก็รีบพักผ่อนเถอะครับ วันนี้เหนื่อยมามากแล้ว ผมไปตรวจความเรียบร้อยของห้องเวชภัณฑ์ก่อน” เขารีบหมุนตัวเดินจากไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่รอให้นัทตอบกลับแม้แต่น้อย ทิ้งให้นัทมองตามหลังเขาไปจนสุดสายตา น้องเต้ยที่นั่งอยู่ข้างๆ กระซิบเบาๆ “ดูเหมือนคุณหมอเขาจะเสียใจนะครับพี่นัท” นัทส่ายหน้าเบาๆ แล้วยิ้มให้เด็กชาย “ไม่หรอกครับ คงจะรีบไปทำงานต่อมากกว่า เสร็จแล้วกลับบ้านได้เลยครับคนเก่ง” ..เวลาเกือบจะเที่ยงคืนแล้ว ความมืดและความเงียบปกคลุมทั่วพื้นที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว มีเพียงเสียงจิ้งหรีดเรไร และแสงสลัวๆ จากโคมไฟที่แขวนไว้ตามจุดต่างๆ เป็นเพื่อน นัทนั่งอยู่ที่โต๊ะหินอ่อนตัวเก่าใต้ต้นหูกวางใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขา เขาไม่ได้รู้สึกหนาว แต่ภายในใจกลับเย็นยะเยือก มือข้างหนึ่งกำโทรศัพท์มือถือไว้แน่น หน้าจอที่ดับสนิทบ่งบอกว่าไม่มีการแจ้งเตือนใหม่ใดๆ เข้ามา เขาพยายามโทรหาหมอภีม แฟนของเขาที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่หัวค่ำ ด้วยความตื่นเต้นที่จะเล่าเรื่องราวที่น่ารักของน้องเต้ยและคำชมเชยจากเพื่อนร่วมงาน แต่การโทรออกครั้งที่สามก็ได้ยินเพียงเสียงรอสายสั้นๆ ก่อนที่ปลายสายจะตัดทิ้ง อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย นัทรู้สึกสับสนและว้าวุ่นใจตลอดหลายชั่วโมงที่ผ่านมา หมอภีมไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน แม้จะยุ่งแค่ไหนก็จะส่งข้อความกลับมาสั้นๆ ว่า ติดเคส หรือกำลังขับรถ แต่นี่คือความเงียบที่เย็นชาที่สุด เกิดอะไรขึ้นกันแน่? เขาพยายามคิดในแง่ดีว่าอาจจะเกิดเรื่องฉุกเฉินที่โรงพยาบาลก็ได้ แต่ความกระวนกระวายทำให้เขานอนไม่หลับ นัทได้แต่มานั่งรอการติดต่อกลับที่ตรงนี้ คุณหมอธีร์ เดินออกมาจากอาคารพักของเจ้าหน้าที่ ด้วยจุดประสงค์ที่บอกกับตัวเองว่า ต้องการรับอากาศบริสุทธิ์และชมจันทร์ แต่ความจริงแล้วคือเขาก็คงนอนไม่หลับเช่นกัน ภาพสีหน้ายิ้มแย้มของพยาบาลนัทตอนบอกว่า พี่มีแฟนแล้วครับ ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของเขา ดวงจันทร์เกือบเต็มดวงส่องแสงนวลตาลงมาบนพื้นดิน และทำให้ธีร์สังเกตเห็นเงาร่างที่คุ้นเคยกำลังนั่งเหม่อลอยอยู่ใต้ต้นหูกวาง 'พยาบาลนัท? ยังไม่นอนอีกเหรอ' หัวใจที่เคยปวดแปลบเมื่อช่วงเย็นกลับมาเต้นผิดจังหวะอีกครั้ง ธีร์ตัดสินใจเดินเข้าไปหาช้า ๆ “คุณนัท?” ธีร์เอ่ยเรียกเสียงเบา นัทสะดุ้งเล็กน้อย เงยหน้าขึ้นมองด้วยดวงตาที่ดูเหนื่อยล้า “อ้าว... คุณหมอธีร์? ยังไม่นอนเหมือนกันเหรอครับ” ร่างสูงนั่งลงบนเก้าอี้หินอ่อนฝั่งตรงข้าม “ครับ... วันนี้อากาศดี เลยออกมาชมจันทร์สักหน่อย แต่คุณนัทสิ ดูท่าทางไม่ค่อยสบายใจนะครับ” นัทส่ายหน้าเบาๆ ยิ้มฝืนๆ “ไม่มีอะไรหรอกครับ แค่นอนไม่ค่อยหลับ” เขาเหลือบมองโทรศัพท์ในมืออีกครั้งอย่างอดไม่ได้ ธีร์เห็นกิริยานั้น เขารู้ทันทีว่าความไม่สบายใจของนัทต้องเกี่ยวข้องกับโทรศัพท์แน่นอน และคนที่อยู่ปลายสายก็คงหนีไม่พ้นนแฟนคนนั้น นี่คือโอกาสเดียวที่เขาจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับคู่แข่งอย่างอ้อม ๆ “คุณนัทพักผ่อนน้อยไปหรือเปล่าครับ” เริ่มบทสนทนาอย่างระมัดระวัง “เห็นคุณทำงานหนักมากตลอดทั้งวัน ไม่ว่าจะดึกแค่ไหนก็ยังมาช่วยจัดยาเสมอ ถ้าห่วงเรื่องความปลอดภัยที่บ้าน... ก็ไม่ต้องกังวลนะครับ” “เอ่อ..ไม่ใช่เรื่องความปลอดภัยที่บ้านหรอกครับคุณหมอ” นัทตอบ “คือ... ปกติผมต้องคุยโทรศัพท์กับแฟนก่อนนอนทุกคืนน่ะครับ พอดีวันนี้เขาอาจจะยุ่งมากๆ เลยไม่ว่างคุย ผมก็เลยเป็นแบบนี้แหละ” หมอธีร์พยักหน้าอย่างเข้าใจ แต่ในใจกลับเริ่มคำนวณข้อมูลที่ได้รับ 'ยุ่งมากจนต้องตัดสายทิ้งงั้นเหรอ?' “ผมเข้าใจครับ” ธีร์ว่า “คนที่ทำงานสายแพทย์เนี่ย เวลาส่วนตัวหายากจริงๆ โดยเฉพาะแฟนคุณที่เป็นคุณหมอด้วย” นัทเลิกคิ้วเล็กน้อยเมื่อธีร์เอ่ยถึงอาชีพของภีม “ใช่ครับ หมอภีมเขาเป็นศัลยแพทย์ที่ยุ่งมากจริง ๆ” “ศัลยแพทยเหรอครับ? ยิ่งหนักเลย” ธีร์ทำสีหน้าคล้ายกำลังสนใจในเชิงวิชาชีพ “ผมก็เคยคิดจะเข้าสายนั้นอยู่เหมือนกัน แต่เลือกมาเป็นหมออายุรกรรมแทน” “เขาต้องเข้าห้องผ่าตัดบ่อยมากครับ” นัทพูดถึงแฟนตัวเองด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงและมีแววห่วงใย “บางทีก็ต้องผ่าตัดฉุกเฉินกลางดึก ผมก็เข้าใจนะว่าเขาอาจจะติดงาน...” ธีร์รับฟังอย่างตั้งใจ และเลือกใช้คำถามที่ฟังดูเหมือนเป็นคำถามเชิงเปรียบเทียบชีวิตการทำงาน “ถ้าอย่างนั้น แฟนคุณนัทก็ต้องเป็นคนที่เก่งมากแน่ๆ เลยนะครับ เพราะนอกจากจะเก่งด้านการแพทย์แล้ว ยังต้องรับมือกับความเครียดด้วย” ธีร์เว้นช่วงนิดหนึ่งก่อนจะยิงคำถามสำคัญอย่างอ้อม ๆ “เขาจัดการกับความสัมพันธ์ทางไกลอย่างไรครับ ในเมื่อต่างฝ่ายต่างก็เป็นงานที่ใช้ใจและความทุ่มเทสูงขนาดนี้” นัทมองไปที่ดวงจันทร์แล้วถอนหายใจออกมา “ไม่รู้สิครับคุณหมอ... ผมก็พยายามเข้าใจเขามาตลอด เว้นเสียแต่ตอนนี้.. ผมกำลังไม่เข้าใจเขา..” คำพูดนั้นสะท้อนถึงความรู้สึกที่นัทเพิ่งได้รับจากการถูกตัดสายโทรศัพท์ ธีร์จ้องมองใบหน้าด้านข้างของนัทด้วยความเห็นใจอย่างแท้จริง “ถ้าเขาไม่ได้พยายามทำความเข้าใจคุณนัท” ธีร์เอ่ยอย่างแผ่วเบา น้ำเสียงเต็มไปด้วยความรู้สึกที่เกินกว่าคำว่าเพื่อนร่วมงาน “นั่นก็เป็นเรื่องที่น่าเสียใจแทนคุณนะครับ” หมอธีร์อยากจะพูดอะไรที่มากกว่านั้น อยากจะบอกว่าเขาพร้อมที่จะใส่ใจและเข้าใจนัททุกเรื่อง แต่เขาทำได้เพียงกลืนคำพูดทั้งหมดลงไปในลำคอ และมองใบหน้าเปื้อนความเศร้าของพยาบาลนัทที่หลงรักจนหมดหัวใจ “ผมว่าคุณนัทควรรีบกลับไปพักผ่อนเถอะครับ” ธีร์สรุป “เผื่อตอนเช้าจะได้มีข่าวดีจากทางนั้น ผมจะอยู่ตรงนี้ต่ออีกสักพัก” นัทพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง “ขอบคุณนะครับคุณหมอธีร์” นัทเดินกลับไปยังที่พัก แต่เขาทิ้งความเศร้าและข้อมูลสำคัญไว้ให้คิดต่อ หมอธีร์นั่งนิ่งอยู่ที่เดิม มองแสงจันทร์ที่ส่องกระทบโทรศัพท์ที่ว่างเปล่าของนัท ความสัมพันธ์ทางไกลที่ดูท่าจะเริ่มมีรอยร้าวอย่างนั้นเหรอ… รอยยิ้มเศร้าๆ ปรากฏบนใบหน้าของหมอธีร์ อย่างน้อยที่สุด... นี่ก็ไม่ใช่ความรักที่สมบูรณ์แบบอย่างที่นัทพูดถึงเมื่อตอนบ่ายสินะ
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD