อุบัติเหตุในคืนมืดมิด

1735 Words
สีหน้าลูกกวาดแสดงถึงความหวาดกลัวถึงขีดสุด เขาเร่งสาวเท้าวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต ขาเล็ก ๆ ของเขาตะกุยพื้นถนนลาดยางเก่า ๆ ในความมืดมิด มีเพียงแสงไฟจากเสาไฟฟ้าที่ห่างกันลิบๆ เป็นเครื่องนำทาง และความหวาดกลัวคือพลังงานเดียวที่ขับเคลื่อนเขา พลังงานที่มากกว่าความเหนื่อยล้า เด็กหนุ่มไม่ได้มองข้างหน้า ไม่ได้มองข้างหลัง เขาวิ่งหนีภาพศพสองร่างที่ล้มกองอยู่เบื้องหลังในบ้าน ภาพที่บิดเบือนสติของเขาจนเกือบแตกสลาย เขาไม่ได้ยินเสียงตะโกนเรียกของวิญญาณเข้มที่พยายามวิ่งตามอย่างสุดกำลัง “ลูกกวาด! หยุด! มันอันตรายลูก!” แต่เสียงของผีนั้นแผ่วเบาและไร้ตัวตนเกินกว่าจะหยุดยั้งเด็กที่กำลังคลุ้มคลั่งไว้ได้ ลูกกวาดโผล่ออกมาจากตรอกมืด ตัดเข้าสู่ถนนใหญ่ทันทีโดยไม่ชะลอฝีเท้า… ในจังหวะเดียวกันนั้นเอง รถเก๋งสีดำคันหนึ่ง กำลังขับมาตามถนนด้วยความเร็วไม่มากนัก ท่ามกลางความมืดมิดบนถนนที่แทบจะไม่มีรถสวน หมอภีมผู้ที่อยู่หลังพวงมาลัย กำลังใจลอยครุ่นคิดถึงเรื่องนัทจะไปออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ที่จังหวัดติดชายแดน เขามองถนนอย่างอัตโนมัติ ไม่ได้คาดคิดถึงสิ่งใดเลย แสงไฟหน้ารถจับเข้ากับร่างเล็กๆ ที่โผล่พรวดออกมาอย่างกะทันหัน! "เฮ้ย!!" เอี๊ยด.. เขาเบิกตากว้าง ความตกใจพุ่งขึ้นถึงขีดสุด พลันเหยียบเบรกสุดแรงเกิด เสียงล้อบดถนนดังสนั่น เป็นเสียงร้องสุดท้ายก่อนเกิดโศกนาฏกรรม ปัง! เสียงกระแทกดังสนั่นหวั่นไหว ร่างของลูกกวาดถูกชนเข้าอย่างจังจนกระเด็นไปกองอยู่บนพื้นถนน รองเท้าแตะสองข้างกระดอนไปตกคนละทิศละทาง รถหยุดนิ่ง หมอภีมมือไม้สั่นไปหมด หัวใจเต้นรัวเหมือนกลองเพลน เขาทั้งตกใจและตื่นตระหนก แต่สัญชาตญาณของแพทย์ที่ฝึกฝนมาอย่างหนักได้เข้าครอบงำอย่างรวดเร็ว วินาทีแห่งความตื่นตระหนกถูกตัดทิ้งด้วยความเป็นมืออาชีพ หมอภีมดึงสติกลับมาได้ก็รีบเปิดประตูรถอย่างรวดเร็ว เขาไม่สนใจอาการของตัวเอง แต่รีบวิ่งไปหาร่างเด็กหนุ่มที่นอนนิ่งอยู่บนพื้นถนนท่ามกลางเศษฝุ่นและเสียงล้อรถที่ยังดังอยู่ในหู “น้อง! เป็นอะไรไหม! น้อง!” เข่าของหมอภีมทรุดลงข้างร่างของลูกกวาด ใบหน้าของเด็กหนุ่มซีดเผือด มีรอยถลอกและเลือดไหลซึมจากศีรษะ นายแพทย์หนุ่มรีบตรวจเช็กอาการอย่างรวดเร็ว ชีพจรเบาหวิว เขาไม่หายใจ! หมอภีมพูดออกมา "เด็กหยุดหายใจ!!" เขาไม่มีเวลาคิด รีบตะโกนออกไปท่ามกลางความมืดมิด “ใครก็ได้! ช่วยโทรศัพท์! โทร 1669 บอกว่ามีอุบัติเหตุรถชนคนบาดเจ็บหมดสติ! ด่วนเลย!” เขาไม่รอคำตอบ มือทั้งสองข้างประสานกัน เริ่มต้นการกู้ชีพขั้นพื้นฐาน (CPR) ทันที หนึ่ง สอง สาม สี่… หมอภีมกดหน้าอกลูกกวาดอย่างเป็นจังหวะและมั่นคง เหงื่อกาฬไหลซึมออกมาจากหน้าผาก เขาต้องสู้กับความตกใจของตัวเองและสู้กับความตายที่กำลังจะพรากชีวิตเด็กคนนี้ไป ท่ามกลางฝูงชนล้อมเข้ามาดูเหตุรถชนคน และหมอภีมขณะกดปั้มหัวใจร่างหมดสติ เขาร้องตะโกนไปพลาง “ช่วยด้วย ใครก็ได้! โทรเดี๋ยวนี้! รถพยาบาล 1669 เร็วเข้า!” และยังคงกดปั๊มหัวใจต่อไป "น้อง! น้อง! ฟื้นสิ นายอย่าตายนะ!" ในจังหวะนั้นเอง เข้มก็มาถึงที่เกิดเหตุ.. ร่างวิญญาณของเขาที่เพิ่งระเบิดพลังจนฆ่าคนไปสองคน บัดนี้กลับมาโปร่งแสงและแทบจะจางหาย พลังอำนาจทั้งหมดถูกใช้ไปจนหมดสิ้นแล้ว เข้มรู้สึกว่างเปล่าและอ่อนแอ แต่ความรู้สึกเดียวที่ยังคงอยู่คือ ความห่วงใยที่แทบจะฉีกขาดหัวใจ เข้มเห็นลูกชายของเขานอนแน่นิ่ง เห็นหมอภีมที่กำลังก้มหน้าก้มตาช่วยชีวิต เขารู้สึกได้ว่าลูกกำลังจะมาอยู่กับเขาอย่างถาวร ..แต่ผีนายเข้มไม่ได้ต้องการให้เป็นแบบนี้ ลูกกวาดอายุเพิ่งจะสิบแปด เขายังใช้ชีวิตบนโลกใบนี้ยังไม่คุ้มค่าเลย ทั้งเข้มยังหวังจะได้เห็นอนาคตของลูกชายได้ดิบได้ดี ไม่ใช่มานอนตายข้างถนนแบบนี้ มันผิดจากสุนัขไร้บ้านตรงไหนกัน.. ผีเข้มทรุดตัวลงข้างลูกชายและมองดูการกู้ชีพอย่างกระวนกระวาย มือของวิญญาณสั่นระริก พยายามจะยื่นไปสัมผัสใบหน้าลูกชาย แต่ก็ทะลุผ่านไปอย่างน่าโมโห “ลูกกวาด...ทนไว้นะลูก...พ่ออยู่ตรงนี้...พ่อไม่ไปไหน...พ่อจะอยู่กับลูก...” เสียงของเข้มเป็นเพียงลมที่พัดผ่าน แต่เขายังคงอยู่ ไม่ยอมหนีหายไปไหน เขายืนอยู่ข้างหมอภีม กัดฟันแน่น มองดูการกดหน้าอกซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างเจ็บปวด ผู้คนเริ่มแตกตื่นจากบ้านใกล้เคียง พวกเขาวิ่งเข้ามารวมตัวกันเพิ่มเป็นวงล้อม แสงไฟจากโทรศัพท์มือถือหลายสิบเครื่องส่องมายังร่างที่นอนอยู่ตรงกลาง… หมอภีมยังคงทำ CPR ปากต่อปาก สลับ กดหน้าอก อย่างต่อเนื่อง เขาจะไม่ยอมแพ้ “ได้โปรด...หายใจ...หายใจซะ!” เขาอ้อนวอนทั้งต่อเด็กและต่อตัวเอง ..เวลาต่อมา เสียงไซเรนจากรถพยาบาล1669 ดังสนั่นไปทั่วลานรถฉุกเฉินของโรงพยาบาลจอดเทียบถนน ร่างของคนเจ็บอย่างลูกกวาดถูกหามขึ้นรถ และหลังเคลื่อนรถมาถึงโรงพยาบาล คนเจ็บสาหัสจึงถูกส่งตัวเข้าห้องฉุกเฉินทันที ท่ามกลางทีมแพทย์และพยาบาลที่รอรับ หมอภีมที่ตามมาด้วยสภาพเสื้อผ้าเปื้อนฝุ่นและรอยเลือด ได้รายงานอาการอย่างรวดเร็วและกระชับต่อเพื่อนร่วมสายอาชีพ “คนไข้เป็นเด็กชายอายุประมาณสิบแปด ถูกรถชน มีอาการหยุดหายใจระหว่างทาง แต่กู้ชีพสำเร็จแล้ว มีชีพจรกลับมา แต่...ค่าความดันต่ำมาก! ต้องเข้าผ่าตัดด่วนเลยครับ! มีบาดแผลที่ศีรษะและสงสัยมีเลือดออกในช่องอก!” พยาบาลเมย์และพยาบาลนุ่มนิ่มรีบนำร่างลูกกวาดเข้าสู่ห้องผ่าตัดฉุกเฉินหมายเลข 3 ทันที หมอเจตน์ศัลยแพทย์ที่เข้าเวรอยู่ในคืนนี้รีบเข้ามาตรวจดูอาการคนเจ็บ เขามองใบหน้าซีดเผือดของเด็กหนุ่มบนเตียงอย่างเคร่งเครียด “เลือดออกในช่องอกอย่างรุนแรง! กระดูกซี่โครงอาจทิ่มปอด! เราต้องเปิดผ่าตัดด่วนที่สุด!” หมอเจตน์สั่งการอย่างรวดเร็ว “เจตน์! ฉันจะทำเอง!” หมอภีมก้าวเข้ามา สายตาของเขาแน่วแน่และเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น เขาไม่ได้ขอ แต่เขาประกาศความตั้งใจ หมอเจตน์หันมามองเพื่อนร่วมงานอย่างแปลกใจ “ภีม? นายเพิ่งกู้ชีพมาทั้งคืนนะ! และนี่...ก็เป็นคนเจ็บที่นายขับรถชนเองนะ!” “ฉันรู้! และเพราะอย่างนี้ไง...ฉันต้องทำเอง!” หมอภีมตอบเสียงหนักแน่น แววตาของเขาไม่ได้มีเพียงความรับผิดชอบ แต่มีความรู้สึกผิดที่ถูกแปลงเป็นพลังงานในการยื้อชีวิต “ฉันต้องยื้อชีวิตเด็กคนนี้กลับมาให้ได้...อย่างน้อยก็เพื่อลบล้างความผิดของฉัน! ฉันขอผ่าตัดเองนะเจตน์!” หมอเจตน์มองดวงตาที่แน่วแน่ของเพื่อนอยู่ครู่หนึ่ง เขารู้ว่าหมอภีมกำลังเดิมพันด้วยชีวิต และในฐานะแพทย์...มันคือการตัดสินใจที่ยอมรับได้ “โอเค! ภีม! นายต้องทำได้! เตรียมห้องผ่าตัด! พยาบาลเมย์, พยาบาลนุ่มนิ่ม, น้ำหวาน...พร้อม!” และภายในห้องผ่าตัดหมายเลข 3 ไฟสว่างจ้า หมอภีมยืนอยู่หน้าเตียงผ่าตัดในชุดเขียวสะอาดตา แต่จิตใจของเขากำลังต่อสู้กับความกดดันมหาศาล เขาเปิดบาดแผลที่หน้าอกของลูกกวาดอย่างรวดเร็ว พบว่า กระดูกซี่โครงซี่ที่สี่หัก และทิ่มเข้าที่เนื้อเยื่อปอดอย่างรุนแรง ทำให้มีเลือดออกในช่องอกเป็นจำนวนมาก ความดันโลหิตของลูกกวาดต่ำลงจนน่าใจหาย “ความดันตกเหลือ 70/40 ค่ะหมอภีม!” พยาบาลนุ่มนิ่มรายงานเสียงสั่น “เพิ่มปริมาณเลือดสำรอง! สั่งเครื่องกระตุ้นหัวใจไว้ใกล้ๆ! ฉันต้องอุดรอยรั่วให้ได้ก่อน!” หมอภีมสั่งเสียงเข้ม เขาใช้เครื่องมือผ่าตัดอย่างเชี่ยวชาญ ค่อยๆ ซ่อมแซมรอยฉีกขาดของปอดและจัดตำแหน่งกระดูกที่หักให้เข้าที่ ทุกการเคลื่อนไหวเต็มไปด้วยความละเอียดและแม่นยำ เขาโฟกัสไปที่บาดแผลตรงหน้าราวกับไม่มีสิ่งอื่นใดอยู่ในโลก เวลาเดินไปอย่างเชื่องช้า แต่น่ากลัว ทุกคนในห้องผ่าตัดเงียบสนิท มีเพียงเสียงเครื่องวัดสัญญาณชีพและเสียงเครื่องมือแพทย์กระทบกันเป็นระยะ ผีนายเข้มยืนอยู่มุมห้องผ่าตัด ร่างกายของวิญญาณส่องแสงจางๆ แต่ยังคงไม่ยอมหนีไปไหน เขามองการทำงานของหมอภีมอย่างไม่กะพริบตา เข้มไม่เข้าใจศัพท์แพทย์ แต่เขารับรู้ได้ถึงอันตรายที่คุกคามชีวิตลูกชาย เขายืนอยู่ตรงนั้นเหมือนเป็นผู้คุมวิญญาณที่กำลังต่อรองกับยมบาล เขามองหมอภีม... ชายคนที่เกือบจะพรากชีวิตลูกไป แต่บัดนี้กำลังสวมบทบาทผู้ช่วยชีวิตอย่างสุดความสามารถ เข้มเริ่มรู้สึกถึงความหวัง...อย่างริบหรี่ ทว่าเวลานั้นเอง… “...หยุดเลือดได้แล้วค่ะหมอ!” พยาบาลเมย์รายงานด้วยเสียงที่สั่นเครือด้วยความโล่งใจ หมอภีมผ่อนลมหายใจยาว ความตึงเครียดถาโถมเข้าใส่ร่างกายจนเขาเกือบจะทรุด เหงื่อท่วมตัวราวกับเพิ่งผ่านการวิ่งมาราธอนมาหมาดๆ เขาเย็บปิดบาดแผลที่ศีรษะและหน้าอกอย่างเรียบร้อย เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น… “ความดันคนไข้กลับมาที่ 100/65 ค่ะหมอ! สัญญาณชีพคงที่แล้ว!” พยาบาลนุ่มนิ่มและน้ำหวานรายงานด้วยรอยยิ้มกว้าง หมอภีมถอดหน้ากากออก ใบหน้าของเขาซีดเผือด แต่แววตาเต็มไปด้วยความโล่งอก “สำเร็จ! จัดการส่งเข้าห้อง ICU! ดูแลอย่างใกล้ชิด!” เสียงปรบมือเล็กๆ ดังขึ้นจากพยาบาล พยาบาลเมย์ พยาบาลนุ่มนิ่ม และน้ำหวาน ต่างมองหมอภีมด้วยความชื่นชมและดีใจที่เด็กคนนี้รอดมาได้ “คุณช่วยชีวิตเขาไว้ได้ค่ะหมอภีม...” พยาบาลเมย์พูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความนับถือ หมอภีมมองลูกกวาดที่ถูกเข็นออกจากห้องผ่าตัดช้าๆ ความรู้สึกผิดยังอยู่ แต่ถูกแทนที่ด้วยความสุขที่ได้ทำหน้าที่ของแพทย์อย่างสมบูรณ์ที่สุด ผีนายเข้มมองตามร่างลูกชายด้วยน้ำตาที่เป็นวิญญาณ เขาหันกลับมามองหมอภีมที่ยืนหอบอยู่กลางห้องผ่าตัด แม้จะเป็นการกระทำที่ไม่มีใครเห็น… เข้มก็โค้งคำนับให้หมอภีมอย่างช้าๆ และอ่อนน้อม ขอบคุณ...คุณหมอ...ที่ช่วยชีวิตลูกชายของผม.....
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD