คืนเดือนดับวิญญาณหลุดออกจากร่าง

1343 Words
มันไม่ใช่เสียงดังสนั่นแบบในหนัง แต่มันเป็นเสียงที่เจาะทะลุเข้ามาในห้วงแห่งความเงียบงันของจิตใจ เข้มรู้สึกเหมือนอะไรบางอย่างที่ร้อนระอุและหนักหน่วงกระแทกเข้าที่กลางหลังอย่างรุนแรง เหมือนโดนค้อนปอนด์ฟาดลงมากลางกระดูกสันหลัง ความเจ็บปวดไม่ได้มาในทันที แต่มันมาพร้อมกับความรู้สึกเย็นชาที่แล่นแปลบไปทั่วร่าง ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความร้อนจากเลือดที่ทะลักออกมา เข่าของเขาทรุดฮวบลงกับพื้นคอนกรีตที่เย็นเฉียบ ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองทองในมือที่ร่วงหลุดไป และตกบนพื้นที่อยู่ใกล้ๆ เลือดอุ่นๆ ไหลซึมออกมาจากบาดแผล เปื้อนเสื้อเก่าๆ สีหม่นอย่างรวดเร็ว เสียงคนกรีดร้อง "อย่าหนีนะ!" เสียงตำรวจตะโกนล้อมรอบ "เขาโดนยิง! เรียกหน่วยพยาบาล!" ทุกอย่างโกลาหล แต่เสียงเหล่านั้นค่อยๆ ห่างออกไป… เลือนลง… จางหายไปเหมือนถูกดูดเข้าไปในที่มืดสนิท ที่ว่างเปล่าไร้เสียง โลกของเขากลายเป็นสีเทาหม่น คล้ายภาพวาดสีน้ำที่ถูกน้ำฝนชะล้าง เข้มพยายามจะหายใจ แต่ปอดของเขาไม่ตอบสนอง มันเป็นความรู้สึกที่ว่างเปล่าอย่างน่ากลัว ความรู้สึกว่าลมหายใจของตัวเองหยุดลงดื้อๆ ไม่มีแรงผลักดัน ไม่มีแรงดึงดูดใดๆ ทั้งนั้น แล้วจู่ ๆ เขาก็ยืนอยู่… ร่างผอมของพ่อคนหนึ่งยืนอยู่บนถนนที่เปียกชื้น หน้าซอยสลัมที่มืดมิด ในที่สุดร่างของเข้มก็ล้มลงนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น ตำรวจล้อมเขาไว้ ทั้งถือปืนจ่อมาที่ร่างเขาอย่างไม่ไว้วางใจ ใต้แสงไฟสีส้มซีด ในวงล้อมของตำรวจนั้น นายเข้มยกมือที่สั่นเทาขึ้นแตะที่กลางอกของตัวเอง มันโปร่งแสง มันเป็นความรู้สึกที่ว่างเปล่า เย็นเฉียบ แต่ไม่มีความเจ็บปวด เขาลองยื่นมือแตะพื้นถนน.. ไม่รู้สึกถึงสัมผัสความเย็นหรือความหยาบของพื้นผิวนั้นเลยสักนิด เขาหลุดออกจากร่างที่กำลังนอนจมกองเลือดนั้นแล้ว… “ไม่นะ… ไม่นะ…” เข้มทรุดลงนั่งบนพื้นถนนอย่างอ่อนแรง แม้รู้ว่าพื้นดินไม่ได้รองรับน้ำหนักตัวเขาอีกต่อไปแล้วก็ตาม เขาเป็นเพียงภาพสะท้อนที่ไม่มีมิติ ความรู้สึกที่พังทลายถาโถมเข้ามาแทนที่ความกลัวและความเจ็บปวด น้ำตาไหลออกมาไม่หยุดอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าวิญญาณควรจะร้องไห้ได้หรือไม่ รสชาติของความล้มเหลวช่างขมขื่นกว่าความตาย “ลูกกวาด… พ่อขอโทษ…” เสียงของเขาแตกพร่า เป็นเพียงเสียงกระซิบที่ไม่มีใครได้ยิน ไม่มีความก้องกังวาน “พ่อไม่ได้กลับไปหาลูกแล้ว… ลูกเอ๊ย…” วิญญาณเข้มร้องไห้เหมือนคนเพิ่งสูญเสียทั้งโลก มือที่โปร่งใสพยายามปาดน้ำตาที่ไม่หยุดไหล แต่มันก็ทำไม่ได้ หยดน้ำตาใสๆ นั้นไหลผ่านฝ่ามือไปราวกับไอน้ำ หัวใจที่เป็นวิญญาณของเขากำลังเจ็บปวดรวดร้าวเหมือนถูกฉีกเป็นชิ้นๆ รถพยาบาลมาถึง เสียงไซเรนดังลั่น ทุกอย่างบนถนนวุ่นวายไปหมด มีการมุงดู มีการถ่ายภาพ แต่ไม่มีใครได้ยินเสียงกระซิบของเขา ไม่มีใครเห็นว่ามีวิญญาณของพ่อคนหนึ่งกำลังนั่งร้องไห้อย่างสิ้นหวังอยู่ริมฟุตบาท เขาเห็นร่างของตัวเองถูกคลุมด้วยผ้าขาว ความตายของเขาถูกทำให้เป็นแค่คดีอาชญากรรมที่ถูกแก้ไขแล้ว ไม่มีใครรู้เรื่องข้าวคลุกน้ำปลา ไม่มีใครรู้เรื่องอนาคตของเด็กชาย “ลูกกวาด… ต่อจากนี้ ลูกจะอยู่ยังไง…” ลมเย็นยามค่ำคืนที่ตั้งเค้าฝนพัดผ่านวิญญาณของเข้มไปราวกับไม่มีตัวตน ลมพัดเอาความหวังสุดท้ายของเขาให้ล่องลอยหายไปในความมืดมิด ทิ้งให้พ่อผู้แสนรักลูก… นั่งร้องไห้อยู่เพียงลำพังบนถนนที่เย็นเฉียบ มันโหดร้ายและดูเหมือนจะไม่มีวันสิ้นสุดของค่ำคืนนี้ …หมอภีมยืนพิงเสาหินอ่อน จิบไวน์แดงราคาแพง แต่ดวงตากลับไม่ได้สนใจรสชาติของมันเลยแม้แต่น้อย สายตาคมกริบสะท้อนภาพของน้องนัท ที่กำลังยิ้มรับคำชมจากเหล่าแขกผู้มีเกียรติอย่างเป็นธรรมชาติ ท่าทางที่สง่าผ่าเผยและรอยยิ้มหวานนั้นทำให้หัวใจของหมอหนุ่มเต้นผิดจังหวะ ‘ให้ตายเถอะ... นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน?’ คุณหมอภีมพยายามควบคุมสีหน้าและอารมณ์ที่เริ่มปั่นป่วนในอกของตนไว้ ความรู้สึกหงุดหงิดที่เขารู้สึกก่อนหน้านี้ ไม่ใช่ความไม่พอใจที่นัทเป็นจุดสนใจ แต่มันคือ... ความหวงอย่างชัดเจนและร้ายกาจยิ่ง ทำไมต้องทำตัวน่ารักขนาดนี้? ทำไมต้องสวมชุดที่ทำให้ดูดีจนคนอื่นอยากจะเข้าใกล้? ความคิดเหล่านี้ตีกันอยู่ในหัวของคุณหมอมือเทวดาจนแทบจะระเบิดออกมา เขาเกลียดที่ตัวเองต้องยืนมองคนที่ควรจะอยู่ข้างๆ เขา ถูกคนอื่นรุมล้อมชื่นชมอย่างออกนอกหน้า ขณะนั้นเอง ผีลุงจันทร์ก็ลอยมาข้างๆ หมอภีม ยิ้มกริ่มอย่างรู้ทัน "โฮ่! ไอ้หมอ! หน้าตาบูดเบี้ยวเป็นตูดลิงเชียวนะเอ็ง! หวงก็บอกว่าหวงสิโว้ย! มัวแต่จิบไวน์ทำเป็นมาดขรึมอยู่ได้" คำพูดของลุงจันทร์เหมือนฟ้าผ่ากลางใจ หมอภีมกระแทกแก้วไวน์ลงบนโต๊ะข้างๆ จนเกิดเสียงปังเบาๆ แล้วหันหลังเดินออกจากห้องบอลรูมทันที โดยไม่สนสายตาของใคร น้องนัทเห็นเงาหลังของหมอภีมที่เดินออกไปอย่างรวดเร็วก็รู้สึกใจหายวาบ เขาขอตัวจากคุณหญิงรัชนีและรีบตามไปติดๆ น้องนัทเดินตามหมอภีมออกมายังระเบียงด้านนอกที่เงียบสงบ แสงจันทร์สาดส่องลงมาต้องพื้นหินอ่อน ทำให้บรรยากาศดูโรแมนติกอย่างน่าประหลาด "หมอภีมครับ..." นัทเอ่ยเรียกแผ่วเบา หมอภีมยืนหันหลังให้เขา มือข้างหนึ่งกำแน่นจนเห็นเส้นเลือดปูดโปน นัทเดินเข้าไปใกล้ แต่เมื่อใกล้ถึงตัว คนตัวสูงก็หันกลับมาอย่างรวดเร็ว ดวงตาคมกริบนั้นเต็มไปด้วยอารมณ์ที่ยากจะอ่านออก "น้องนัท" น้ำเสียงทุ้มต่ำของหมอภีมเต็มไปด้วยความหนักแน่น "หมอเป็นอะไรรึเปล่าครับ? ดู...ไม่สบายใจเลย" ตัวเล็กเอื้อมมือหมายจะแตะแขนเขา แต่หมอภีมกลับถอยห่างออกไปก้าวหนึ่ง เขาจ้องนัทเขม็งจนน่ากลัว หรือว่าเขากำลังเมามายกันแน่.. "ใช่!!...ฉันไม่สบาย ไม่สบายมากด้วย" หมอภีมพูดเสียงแข็ง อย่างที่นัทไม่เคยได้ยินหรือได้เห็นมาก่อน "ฉันไม่ชอบที่ทุกคนมองนายแบบนั้น.. ไม่ชอบที่ทุกคนเอาแต่มองมาที่นาย ชมนายว่าดูดีแค่ไหน ไม่ชอบที่ต้องเห็นนายยิ้มให้คนอื่น โดยเฉพาะผู้หญิงคนนั้น" "หมอภีม.." นัทอ้าปากค้าง เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ พลันเหลือบตามองร่างโปร่งแสงที่ลอยตัวอยู่ข้างๆ หมอภีมด้วยสายตาคาดโทษ ผีลุงจันทร์รีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธ บอกหลายชายว่า "ข้าไม่เกี่ยวนะโว้ย! อย่ามามองข้าด้วยสายตาแบบนั้นสิวะไอ้นัท" หลานชายไม่เชื่อหลอก นิสัยลุงแกยิ่งขี้เล่นอยู่ด้วย "ใจเย็นนะครับหมอภีม.." "นายคงคิดว่าฉันเมาล่ะสิ" "ถ้าไม่เมา แล้วทำไมคุณหมอ.." เหตุใดคุณหมอพูดกับเขาออกมาแบบนั้นได้ มีเพียงคำอธิบายเดียวเท่านั้นที่เป็นไปได้ว่า ต้องถูกลุงผีปั่นหัวหมอภีมเล่นแน่ๆ ผีลุงจันทร์ทำท่าทางเชียร์หมอภีมอยู่ข้างๆ ส่วนนัทก็เอาแต่จดจ้องผีลุงจันทร์เขม็งก่อนสื่อสารทางใจกับผี 'ลุงใช้วิธีอะไรกันแน่ บังคับให้คุณหมอภีมพูดกับผมทำนองนี้เนี่ย' 'เฮ้ย! ไอ้หลานอกตัญญู เอ็งกล้าว่าบรรพรุษตัวเองขนาดนี้เชียวเหรอ...ข้าบอกว่าไม่ได้ทำ ก็คือไม่ได้ทำโว้ย..เนี่ย! ไอ้หมอภีมมันกำลังหวงเอ็งอยู่ มันชอบเอ็งเข้าให้แล้ว รู้ตัวสักทีสิวะไอ้หลานโง่!"
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD