ดาวดวงใหม่ในงานกาล่า

1737 Words
...ถนนในหมู่บ้านเล็กๆ รถยนต์หรูสีดำเงางามของหมอภีมแล่นเข้าไปในซอยเล็กๆ ของหมู่บ้านอย่างช้าๆ มันเป็นภาพที่ตัดกันอย่างสิ้นเชิงกับบ้านเรือนที่เรียบง่ายโดยรอบ "บ้านนัทอยู่ตรงนี้ครับหมอภีม" นิ้วเรียวชี้ไปยังบ้านไม้สองชั้นที่ดูอบอุ่นและมีต้นไม้ร่มรื่นอย่างต้นมะม่วงและต้นชมพู่ ร่างสูงจอดรถที่หน้าบ้าน ผีลุงจันทร์ลอยอยู่ข้างรถอย่างเงียบๆ คอยสังเกตการณ์ด้วยสีหน้าลุ้นระทึก ขณะที่คนเป็นเจ้าของบ้านกำลังจะเปิดประตูรถ ก็มีเสียงต้อนรับดังมาจากในบ้าน คุณสมพรมารดาของนัท ในชุดผ้าถุงกับเสื้อคอกระเช้า ยืนยิ้มแป้นอยู่หน้าประตูรั้ว พร้อมกับคุณอำนาจผู้เป็นบิดาที่เดินถือจานผลไม้ออกมา "อ้าว! พ่อ! แม่!" นัทหอบสัมภาระรุงรังสองสามถุงไว้ในมือ พอเห็นพ่อแม่ก็ตกใจเล็กน้อย "คุณหมอภีม…เชิญเข้าบ้านก่อนสิค่ะ!" คุณสมพรยิ้มกว้างอย่างดีใจ "โอ้ย! ไม่คิดเลยว่าจะกรุณามาส่งน้องนัทถึงบ้าน! เข้ามาก่อนเลยค่ะคุณหมอ! แม่กับพ่อทำกับข้าวรออยู่พอดีเลย!" หมอภีมลังเล เขาไม่เคยไปทานอาหารที่บ้านใครนอกจากคฤหาสน์ของตัวเอง แต่ก็ไม่อยากปฏิเสธน้ำใจอันบริสุทธิ์ของพ่อแม่น้องนัท "ไม่เป็นไรครับคุณสมพร ผมแค่มาส่งนัท..." หมอภีมเริ่มปฏิเสธ "โอ๊ย! ไม่ได้ค่ะคุณหมอ! เข้ามาเถอะค่ะ! น้องนัทน่ะเล่าเรื่องคุณหมอให้พวกเราฟังบ่อยๆ เลยนะคะ" คุณสมพรพูดอย่างอารมณ์ดี คุณอำนาจเสริมด้วยรอยยิ้ม "คุณหมอคงเหนื่อยแล้ว มาทานข้าวเย็นแบบบ้านๆ สักมื้อเถอะครับ" หมอภีมมองนัทที่ส่งสายตาอ้อนวอนเล็กน้อยให้เขารับคำเชิญ เข้าบ้านสักประเดี่ยว เรื่องอาหารไม่ต้องทานก็ได้ เกรงว่าอาหารบ้านๆ ฝีมือแม่อาจไม่ถูกปากคนกรุงอย่างหมอภีมก็ได้ อีกทั้งก่อนมา พวกเขาสองคนก็อิ่มกันมาแล้วด้วยจากห้างดัง ทว่าท้ายที่สุด... หัวใจที่อ่อนลงแล้วของหมอภีมก็พ่ายแพ้ต่อแววตาใสซื่อของนัท "ก็ได้ครับ... รบกวนด้วยนะครับ" เขาจำใจตอบรับ ก่อนก้าวลงจากรถอย่างสง่างาม ที่โต๊ะอาหารไม้ขนาดกลาง มีกับข้าววางเรียงรายอยู่ห้าอย่างเต็มโต๊ะ ทั้งแกงส้ม ผัดผักกุ้งสด และปลาทอด คุณสมพรและคุณอำนาจ ชวนหมอภีมคุยอย่างถูกอกถูกใจ พวกเขารู้สึกชื่นชมในความสามารถของคุณหมอหนุ่มคนนี้เป็นอย่างมาก "คุณหมอภีมนี่เก่งจริงๆ เลยนะคะ ทั้งหล่อทั้งเก่ง" คุณสมพรกล่าวชมไม่ขาดปาก "โชคดีจริงๆ ที่น้องนัทได้ทำงานกับคุณหมอ" หมอภีมยิ้มบางๆ อย่างสุภาพ "นัทขยันนะครับ เป็นผู้ช่วยที่ยอดเยี่ยมมาก… น้องมีความรับผิดชอบงานดี" ขณะที่บรรยากาศกำลังดำเนินไปอย่างชื่นมื่น ย่าแสงคุณย่าของน้องนัท ซึ่งมีอาการสมองเสื่อม เข้ามานั่งร่วมโต๊ะด้วยใบหน้าเรียบเฉย คุณสมพรหันไปหาย่าแสงอย่างเอาใจ "แม่คะ... กับข้าวอร่อยไหมคะวันนี้ หนูทำของโปรดแม่ด้วยนะคะ" ย่าแสงเบนสายตาไปทางคุณสมพรด้วยสีหน้าขุ่นเคืองเล็กน้อย แล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสับสน "ฉันจะบอกได้ยังไง ในเมื่อฉันยังไม่ได้กินสักคำ!" "เอ๊า!" ลูกชายอย่างคุณอำนาจถึงกับอุทานออกมา ทุกคนบนโต๊ะเงียบกริบต่างหันไปทางย่าแสง ผีลุงจันทร์ถึงกับเอามือเท้าคางด้วยความสงสาร "โธ่... ย่าแสง โรคสมองเสื่อมกำเริบอีกแล้วสิเนี่ย ไหนบอกไม่เป็นไง" น้องนัทรีบเข้าไปประคองย่าแสงอย่างอ่อนโยน "ย่าครับ... ย่ากินหมดเกลี้ยงไปตั้งแต่ก่อนนัทกับหมอภีมกลับมาแล้วนะครับ" ย่าแสงสะบัดมือออกอย่างไม่พอใจ "ไม่ได้กิน! พวกแกเอาของดีๆ ไปแอบกินกันหมด! ไม่แบ่งฉันเลย!" หมอภีมนั่งมองเหตุการณ์ด้วยความสงบ เขารับรู้เรื่องที่ย่าของน้องนัทป่วยเป็นโรคนี้มาบ้างจากการพูดคุยในโรงพยาบาล เขารู้สึกทึ่งในความอดทนและความอ่อนโยนที่น้องมีต่อคุณย่า "ย่าแสงครับ" หมอภีมกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มและอ่อนโยนที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ "ย่าแสงทานจนอิ่มแล้วครับ อาหารอร่อยมากๆ เลยครับ ถ้าไม่เชื่อ... ย่าลองดูที่ท้องย่าสิครับ" ย่าแสงมองไปยังท้องของตัวเองที่ป่องออกมาเล็กน้อยเพราะเพิ่งทานอาหารเข้าไปเต็มที่ แล้วก็ทำหน้าครุ่นคิด "จริงรึ?" แกถามอย่างไม่แน่ใจ "แต่ทำไมฉันจำไม่ได้เลยล่ะ" "ย่าเหนื่อยครับ" หมอภีมตอบด้วยรอยยิ้ม "วันนี้ย่าพักผ่อนเถอะครับ" คำพูดของหมอภีมทำให้หลานชายย่าแสงมองเขาด้วยความซาบซึ้งใจอย่างลึกซึ้ง ไม่น่าเชื่อว่าคนเย็นชาอย่างเขาจะมีความอ่อนโยนและใจเย็นต่อผู้ป่วยได้ขนาดนี้ หลังจากนั้น ย่าแสงก็ถูกพาไปพักผ่อน ส่วนหมอภีมก็ยังคงนั่งคุยอย่างถูกคอกับคุณสมพรและคุณอำนาจต่อไปจนกระทั่งมืดค่ำ "เอาเป็นว่า... พรุ่งนี้... ผมจะไปรับนัทแต่เช้าเพื่อไปงานกาล่า นะครับ" หมอภีมสรุป ก่อนลุกขึ้นยืน คุณสมพรยิ้มแก้มปริ "ขอบคุณคุณหมอมากนะคะ! ดีใจจริงๆ ที่คุณหมอเอ็นดูน้องนัทขนาดนี้" ขณะที่หมอภีมขับรถออกจากบ้าน น้องนัทโบกมือลาอยู่หน้าประตูรั้ว ผีลุงจันทร์ลอยอยู่ข้างๆ อย่างมีความสุข "เห็นไหมล่ะไอ้หมอ! ชีวิตนอกห้องผ่าตัดมันก็ไม่ได้แย่สักหน่อยนี่! จริงป่ะ" …ค่ำคืนนี้เต็มไปด้วยแสงสีตระการตาและเสียงดนตรีบรรเลงอันไพเราะ ผู้คนในชุดราตรีและสูทหรูหราจากตระกูลดังและวงการธุรกิจชั้นนำต่างรวมตัวกันในห้องบอลรูมที่ประดับประดาอย่างวิจิตรบรรจง หมอภีมมาถึงงานพร้อมกับพยาบาลหนุ่มหน้าใสอย่างนัท ร่างสูงของหมอภีมในชุดสูทสีดำสนิทที่สั่งตัดพิเศษดูโดดเด่นและสง่างามกว่าใคร และเมื่อน้องนัทก้าวลงจากรถ แสงแฟลชจากสื่อมวลชนและสายตาของผู้ร่วมงานก็จับจ้องไปที่เขาเป็นตาเดียว เด็กหนุ่มในชุดสูทสีน้ำเงินเข้มตัวที่หมอภีมเป็นคนเลือก ดูหล่อเหลา สง่า เปล่งประกายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ใบหน้าหวานถูกแต่งแต้มอย่างดี ทำให้เขาดูเหมือนเจ้าชายในเทพนิยายที่ถูกซ่อนไว้มานาน ผีลุงจันทร์ ผู้ซึ่งลอยมาถึงก่อนแล้ว ซ่อนตัวอยู่มุมห้องอย่างมีความสุข "โอ้โห! ไอ้หนูของฉัน! ดูดีขนาดนี้เชียวเหรอ! ไอ้หมอ เอ็งตาถึงจริงๆว่ะ!" คุณหญิงรัชนี ซึ่งเป็นผู้จัดงานร่วมกับตระกูลใหญ่ นำน้องนัทไปแนะนำให้แขกเหรื่อรู้จักอย่างภาคภูมิใจ "นี่คือ น้องนัทค่ะ เป็น... ผู้ช่วยคนสำคัญของภีม และเป็นคนในความดูแลของครอบครัวเรา" คุณหญิงรัชนีกล่าวด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเมตตาและอำนาจ สายตาของผู้คนต่างจับจ้องมาที่นัท โดยเฉพาะเหล่าสตรีสูงศักดิ์ที่ต่างพากันกระซิบกระซาบถึงความหล่อเหลาที่อ่อนหวานและเสน่ห์ที่น่าค้นหาของเด็กหนุ่มคนนี้ "ตายจริง! ลูกใครกันคะคุณหญิงรัชนี! รูปงามจริงๆ เลย!" "หน้าตาดีกว่าพระเอกในละครเสียอีก!" น้องนัทรับมือกับคำชมและการทักทายอย่างสุภาพและอ่อนน้อม ทำให้แขกผู้ใหญ่ต่างเอ็นดู หมอภีมยืนอยู่ไม่ไกลนัก จิบไวน์และเฝ้ามองนัทด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน 'ทำไมเขาถึงดูดีขนาดนี้วะ' หมอภีมคิดในใจ เขายอมรับว่าชุดสูทที่เขาเลือกให้นั้นเสริมให้น้องดูน่ามองเกินกว่าที่เขาคาดไว้มาก จนทำให้เขาเองรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา เขาไม่ชอบที่น้องนัทกลายเป็นจุดสนใจของทุกคนในงาน ...และในคืนเดียวกันนั้น ฝนกำลังตั้งเค้า ลมแรงพัดใบไม้ปลิวว่อน ซอยสลัมมืดสนิท มีเพียงแสงไฟถนนริบหรี่ออกสีเหลืองซีดๆ ส่องถึงบ้านของเข้มเพียงปลายริ้วเท่านั้น นายเข้มสวมเสื้อเก่าๆ สีหม่น ใบหน้าโทรมผอมจนแก้มตอบ เขาเดินออกจากบ้านช้าๆ หลังลูกกวาดหลับไปแล้ว ในมือมีมีดปลายแหลมที่เขาไม่เคยคิดจะใช้ทำอะไรชั่วร้ายมาก่อน แต่วันนี้เขาจะทำ! เขายืนมองท้องฟ้ามืดมิด สูดลมหายใจลึกสุดหัวใจ เสียงในหัวเขามีเพียงคำเดียว เพื่ออนาคตของลูก… พ่อจะยอมเป็นคนเลวก็ได้ ร้านทองในย่านชุมชน ก่อนปิดไม่นาน ผู้คนบางตา ไฟในร้านยังสว่าง มีพนักงานหญิงสองคนกำลังจัดของเข้าตู้ นายเข้มผลักประตูกระจกเข้าไป ลมหายใจแทบไม่เป็นจังหวะ มือสั่นจนแทบถือมีดไม่ไหว “อย่า… อย่าขยับนะ!” เขาตะโกนเสียงแหบพร่า น้ำเสียงไม่ใช่ของโจร แต่เป็นของคนหมดทางสู้ “ขะ… ขอทอง… ขอทองสักเส้นก็ได้ เอามาเร็วๆ!” พนักงานร้องกรี๊ด วิ่งไปด้านหลังทันที ก่อนสัญญาณกันขโมยจะดังแหลมจนแสบแก้วหู เข้มรีบคว้าได้เพียงไม่กี่เส้น ทองหล่นบ้าง มือไม่นิ่งบ้าง เพราะหัวใจเขาเต้นแรงเหมือนจะระเบิดออกมานอกอก “ขอโทษนะ… ขอโทษจริง ๆ …” เขาพึมพำทั้งน้ำตาไหล แต่เสียงไซเรนก็ดังขึ้นอย่างรวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ ตำรวจจอดรถทันทีหน้าร้านทอง นายตำรวจสองสามคนวิ่งออกมาพร้อมปืนในมือ “หยุดเดี๋ยวนี้!” “วางมีดลง!” “ขยับอีกนิดเดียว กูยิง!” เข้มยืนนิ่ง ตัวสั่นจนแทบจะทรงตัวไม่ได้ เขามองทองในมือที่มีเพียงกำเล็กๆ แล้วมองท้องฟ้าที่มืดครึ้มอย่างสิ้นหวัง ภาพของลูกกวาด ผุดขึ้นมาในดวงตาที่พร่ามัว เด็กชายผอมๆ ที่นั่งกินข้าวคลุกน้ำปลากับเขาอย่างเอร็ดอร่อย แววตาที่ใสซื่อและเต็มไปด้วยความไว้ใจ ภาพเหล่านั้นชัดเจนจนบาดลึกในวินาทีที่เขากำลังจะตัดสินใจ 'ลูกกวาดพ่อทำเพื่อลูกนะ…' เขาหันหลังจะวิ่งหนี ไม่ใช่เพราะต้องการรอด แต่เพื่อซื้อเวลาเพื่อกลับไปหาลูกชายให้ได้อีกสักครั้ง แต่เพียงชั่วพริบตา เสียงปืนก็ดังสนั่น ปัง!!!
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD