…ย้อนเวลากลับมา
หมอภีมยืนอยู่ตรงหน้าโต๊ะทำงาน จ้องมองปากกาในมือของตัวเองอย่างครุ่นคิด เขากำลังต่อสู้กับความรู้สึกที่หลากหลายในใจ โดยมีผีลุงจันทร์ลอยอยู่ข้างๆ คอยส่งกระแสจิตสนับสนุนอย่างเต็มที่
“เอาสิวะไอ้หมอ! โอกาสสุดท้ายแล้วโว้ย"
คนถูกผีกระตุ้นทางจิตเอ่ยปาก "นัท..."
เจ้าของชื่อนัท ที่กำลังก้มหน้าก้มตาพิมพ์รายงานอยู่ก็หยุดมือ และเงยหน้าขึ้นมามองคนเรียกเขาอย่างตั้งใจรอฟัง "ครับ?"
อีกฝ่ายก่อนพูดบางอย่าง เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ จนเต็มปอด คราวนี้ตั้งใจไว้ว่าจะไม่ปล่อยให้ความกระอักกระอ่วนมาขัดขวางอีกแล้ว เขาเพิ่งผ่านสถานการณ์ความเป็นความตายมาหมาดๆ เรื่องนี้จึงควรเป็นเรื่องที่เล็กน้อยที่สุดในโลกหรือไม่
หมอภีมตัดสินใจพูดออกมาทันที แต่แฝงด้วยอำนาจสั่งการในแบบฉบับของเขาเอง ราวกับกำลังสั่งให้ไปหยิบผ้าก๊อซ หรือสั่งจ่ายยาอะไรทำนองนั้น
"เรื่องชุดออกงานนั่นน่ะ... ไม่ต้องส่งเลขาไปหรอก เสียเวลา"
"ครับ.." นัทขมวดคิ้ว ทำหน้างง
หมอภีมกล่าวอีก "นายกับฉันไปซื้อด้วยกัน ตอนนี้"
คนถูกสั่งนิ่งไปชั่วขณะ ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจอย่างที่สุด นี่ไม่ใช่คำพูดที่มาจากคนที่เพิ่งจะโยนบัตรเครดิตให้ไปจัดการเองเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนเลยสักนิด "คะครับ... หมอภีมจะไปกับนัท.. เอ่อ กับผมเหรอครับ?" ถามย้ำด้วยความไม่แน่ใจ
"อืม" เขาพยักหน้าพร้อมตอบสั้นๆ ก่อนจะเดินไปหยิบเอกสารบนโต๊ะอย่างเร่งรีบเพื่อปกปิดความรู้สึกที่กำลังปั่นป่วนในอก
"ทำให้มันจบๆ ไปทีเดียว ฉันจะได้เลือกสิ่งที่มันเข้าตาแม่ฉันที่สุดด้วยตัวเองไง" เขาจงใจใช้คำพูดที่ฟังดูเหมือนเป็นภาระหน้าที่ ไม่ใช่การชวนออกเดท แต่นั่นก็ทำให้ฝ่ายตรงข้ามสบายใจขึ้นเป็นกอง
"ถ้างั้น... ก็ได้ครับ" นัทรับคำด้วยรอยยิ้มที่สดใส "ผมขอไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะครับ" เพราะถ้าไปทั้งฟอร์มทำงาน มันคงดูแปลกไปหน่อย แม้ถึงเวลาออกเวรแล้วก็เถอะ
ร่างโปร่งแสงลอยตัวบนอากาศเท้าไม่ติดพื้น รอฟังอยู่เงียบๆ ถึงกับตบมือด้วยความปิติยินดี! ผีลุงรู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก และใบหน้าโปร่งแสงก็ยิ้มกว้างอย่างมีความสุข
"อื้อหือ! ในที่สุดก็พูดออกมาได้ซะทีนะ ไอ้หมอ... ในที่สุดเอ็งก็ยอมทำเพื่อไอ้หนูนัทของข้า ฮ่าๆ “
หมอภีมเดินเลี่ยงมาถึงหน้าล็อกเกอร์เก็บของส่วนตัว เตรียมผลัดเปลี่ยนชุดสครับมาเป็นชุดธรรมดา หลังเข้าอาบน้ำชำระล้างเนื้อตัว ก่อนลงเวร ทว่ายังคงยืนนิ่งๆ และรู้สึกว่า... บางที... การไปซื้อเสื้อผ้าด้วยกัน... ก็อาจจะไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายที่สุดในโลกก็ได้
....ห้างสรรพสินค้าหรูย่านใจกลางเมือง
แสงไฟสว่างไสวระยิบระยับของห้างสรรพสินค้าหรูดูจะเพิ่มประกายให้กับใบหน้าของนัทได้ดีทีเดียว.. เขาเปลี่ยนมาสวมเสื้อเชิ้ตสีอ่อนรับกับกางเกงสแลคที่ดูดีขึ้นผิดหูผิดตา ผิดกับชุดพยาบาลที่คุ้นเคย
หมอภีม ในชุดเสื้อเชิ้ตแบรนด์เนมสีเข้มที่ไม่ได้สวมเสื้อกาวน์ทับเช่นทุกวัน ทำให้ดูผ่อนคลายแต่ยังคงความเนี้ยบและสง่างาม มือของเขาล้วงกระเป๋ากางเกง เดินนำหน้าคนตัวเล็กเข้าสู่โซนเสื้อผ้าแบรนด์เนมสุดหรูอย่างไม่คุ้นชิน แต่ก็ไม่แสดงอาการใดๆ ออกมาให้ใครเห็น
ผีลุงจันทร์ผู้ตามมาติดๆ ลอยอยู่เหนือหัวทั้งสองคน ใบหน้าเปื้อนยิ้มอย่างมีความสุข "ให้มันได้แบบนี้สิวะ! ใกล้ชิดกันเข้าไปอีกสิโว้ย.."
"เลือกอะไรก็ได้ที่คิดว่าดีที่สุด" หมอภีมกล่าวเสียงเรียบ แต่แฝงด้วยความหมายบางอย่างที่นัทจับไม่ได้ "แม่ฉันกำชับมา... ต้องสมฐานะที่นายเป็นลูกชายผู้มีพระคุณของแม่น่ะ"
นัทเข้าใจในคำพูดนี้ของอีกฝ่าย แม้จะไม่เห็นด้วยสักเท่าไหร่ เพราะคนต่างจังหวัดอย่างครอบครัวเขา ทำเรื่องแค่นี้ไม่ถือว่ามีพระคุณอะไรทั้งนั้น ควรใช้คำว่ามีน้ำใจต่อกันน่าจะเหมาะกว่า ทว่าเวลานี้ เขาไม่อยากพูดแย้งใดๆ ให้เสียบรรยากาศ จึงพยักหน้าไหลตามนั้นไปก่อน ก่อนจะเดินเข้าไปดูชุดราตรีและชุดสูทที่แขวนเรียงรายอยู่ นัทยื่นมือจับพลิกป้ายบ่งบอกราคาแสนแพง เขาถึงกับตกใจ และลังเลกับราคาที่ติดอยู่บนป้ายนั้น
"หมอคิดว่าชุดไหนดีครับ" พลางหันไปถาม พร้อมชี้ไปยังชุดสูทสีน้ำเงินเข้มที่ดูเรียบหรู
หมอภีมเดินเข้าไปใกล้ มองพินิจชุดสูท และสายตาของเขาก็เลื่อนไปจับจ้องที่ใบหน้าของคนน้องที่อยู่ใกล้กันอีกครั้ง รอยยิ้มจางๆ บนริมฝีปากของเด็กหนุ่มทำให้หัวใจเขาอุ่นขึ้นเล็กน้อย
"ไปหยิบมาสิ" เขาถนัดออกคำสั่งมากกว่า
คนถูกสั่งรีบหยิบชุดสูทตัวนั้นและชุดอื่นๆ อีกสองสามชุดเข้าไปในห้องลองเสื้อ คนตัวสูงนั่งรออยู่ด้านนอก จ้องมองนาฬิกาบนข้อมือแล้วก็พบว่า... เวลาเดินเร็วกว่าที่คิด
เมื่อคนข้างในก้าวออกมาในชุดสูทสีน้ำเงินเข้มตัวนั้น หมอภีมก็ถึงกับนิ่งงันไปชั่วขณะ
ชุดสูทนั้นขับเน้นสรีระของนัทให้ดูสง่าผ่าเผย ใบหน้าหวานดูมีเสน่ห์มากขึ้นอย่างน่าประหลาด "เป็นไงบ้างครับ ชุดนี้พอได้ไหมครับหมอ?" ถามด้วยความประหม่าเล็กน้อย
หมอภีมพยักหน้าช้าๆ "ดี... ดีมาก" คำพูดเรียบง่าย แต่แววตาของเขากลับฉายแววพึงพอใจเกินคาด
หลังจากเลือกชุดได้แล้ว พวกเขาก็จ่ายเงินด้วยบัตรสีดำ และเดินออกมาจากร้าน หมอภีมรู้สึกแปลกๆ ที่ไม่อยากให้ช่วงเวลาแบบนี้จบลงง่ายๆ เขามองนาฬิกาอีกครั้ง
'ยังพอมีเวลา... จะให้กลับเลยเหรอ? ' ความคิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับเขามาก่อนผุดขึ้นมาในหัว "เอ่อ นี่นาย" หมอภีมเริ่มพูด แต่ก็ไม่รู้จะพูดอะไรต่อดี เขาไม่ใช่คนประเภทที่จะชวนใครไปเดทตรงๆ หรือเปิดเผยความรู้สึกกับใครง่ายๆ
กองเชียร์อย่างผีลุงจันทร์ลอยอยู่ข้างๆ ก่อนส่งกระแสจิตเร่งเร้า "เอาสิวะไอ้หมอ! หาเรื่องอยู่ต่อสิโว้ย"
หมอภีมเหลือบไปเห็นโปสเตอร์หนังที่ติดอยู่บนผนังโรงภาพยนตร์ที่อยู่ไม่ไกลนั้น ดวงตาของเขาเป็นประกายขึ้นมาเล็กน้อย "วันนี้... ฉันเห็นว่ามีหนังเรื่องใหม่เข้าฉาย" กล่าวด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้เป็นกลางที่สุด "เป็นหนังแนวสารคดีเกี่ยวกับ... การแพทย์ยุคโบราณ"
ตัวเล็กหันมามองด้วยความสนใจ "จริงเหรอครับ ผมชอบดูสารคดีแนวนี้มากเลยครับ"
"อืม" หมอภีมพยักหน้าเล็กน้อย "ถ้านายสนใจ... ฉันคิดว่า... มันก็อาจจะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานของเราบ้าง" เขาจงใจใช้คำว่าประโยชน์ต่อการทำงาน เพื่อไม่ให้ดูเป็นการชวนส่วนตัวจนเกินไป
"น่าสนใจมากเลยครับ!" นัทตอบด้วยรอยยิ้มสดใส "หมอภีมอยากดูไหมครับ?"
"ฉัน..." หมอภีมชะงักไปครู่หนึ่ง เขากำลังจะตอบว่าก็ถ้านายอยากดูเพื่อโยนความรับผิดชอบไปให้ฝ่ายตรงข้าม แต่สายตาที่เต็มไปด้วยความสุขของเจ้าตัวเล็ก ทำให้เขาเปลี่ยนใจ "อืม... ก็ดีเหมือนกัน ฉันก็อยากหาความรู้เพิ่มเติม"
ผีลุงจันทร์ ถึงกับยิ้มกว้างกว่าเดิม "ฮ่าๆๆๆๆ! เจ้าเล่ห์นักนะไอ้หมอ! แต่ลุงชอบโว้ย.."
ทว่าตอนนี้เอง..
"อ้าว! ตายแล้ว! นั่น... นั่นหมอภีมกับน้องนัทคนน่ารัก ไม่ใช่เหรอคะ!?"
ทั้งหมอภีมและน้องนัทหันไปมองพร้อมกัน และสิ่งที่เห็นก็คือ หมอเจตน์ แพทย์ศัลยกรรมเพื่อนสนิทของหมอภีม, พยาบาลน้ำหวาน ผู้ช่วยคนเก่ง, และ นุ่มนิ่มพยาบาลขาเม้ามอยอันดับหนึ่งของโรงพยาบาล! ทั้งสามคนกำลังยืนรอคิวซื้อตั๋วหนังอยู่
ผีลุงจันทร์ ที่กำลังจะลอยตามไปติดๆ ถึงกับเบรกตัวโก่งกลางอากาศ 'เวรกรรม! พวกขาเม้าท์โรงพยาบาลมาได้ยังไงวะเนี่ย!'
"โหหหหห! ไม่จริง!" นุ่มนิ่มยกมือทาบอกอย่างตกใจสุดขีด "นี่มันอะไรกันคะหมอภีม! พาน้องนัทมาดูหนังเหรอคะ!?"
หมอเจตน์ยิ้มกริ่มอย่างมีเลศนัย "โธ่! ไอ้ภีม! ไหนบอกว่าติดเคสยันดึกไงวะ! ที่แท้ก็มาติดเคสหัวใจอยู่นี่เองเหรอเนี่ย!"
พยาบาลน้ำหวานหัวเราะคิกคักพลางแซวอย่างอารมณ์ดี "โถ่วววว... คุณหมอ! นอกเวลางานนี่ควงน้องนัทมาสวีทกันเลยนะคะเนี่ย! โอ๊ย! เป็นครั้งแรกเลยนะคะที่เห็นหมอภีมเข้าโรงหนังกับ...!"
ใบหน้าหล่อเหลาของหมอภีมเริ่มขึ้นสีจางๆ ด้วยความเขิน เขาไม่เคยถูกแซวต่อหน้าสาธารณชนแบบนี้มาก่อน เขาพยายามรักษามาดเย็นชาและหยิ่งผยองเอาไว้ "ไร้สาระ!" หมอภีมตอบเสียงเข้ม "เราแค่มา... มาซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์และกะว่าจะแวะดูสารคดีเพื่อเพิ่มพูนความรู้สำหรับการผ่าตัดต่างหากเล่า"
นุ่มนิ่มเบ้ปากทันที "โธ่คุณหมอขา! ใครเขามาซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ในโรงหนังคะ! แล้วดูเสื้อผ้าที่น้องนัทใส่สิคะ! แบรนด์เนมหรูเริ่ด! หมอภีมต้องพาน้องนัทมาซื้อชุดออกงานแน่ๆ เลยใช่ไหมคะ!"
น้องนัทรีบก้มหน้างุดๆ ด้วยความเขินอาย เขาไม่รู้จะตอบว่าอย่างไรดี
หมอเจตน์ยื่นมือไปตบบ่าเพื่อนรักเบาๆ "ยอมรับเถอะไอ้ภีม! ไม่ต้องแก้ตัว! แหม... ทำเป็นไม่ชอบ! ทำไมไม่ชวนไปทานข้าวต่อเลยล่ะวะ ไหนๆ ก็ออกมาด้วยกันแล้ว"
คำพูดของหมอเจตน์ทำให้หมอภีมชะงัก! ใช่! ทำไมเขาไม่ชวนน้องไปทานอาหารต่อล่ะ! เขาเองก็รู้สึกว่าเวลาที่อยู่ด้วยกันมันสั้นเกินไปจริงๆ
ผีลุงจันทร์ ส่งเสียงปรบมือในอากาศอย่างเงียบๆ "เยี่ยมมากไอ้เจตน์! แซวมันเข้าไปอีกโว้ย"
หมอภีมเมินหน้าหนีเพื่อนและพนักงานเม้ามอยของเขา ก่อนจะหันไปหาน้องนัทด้วยสายตาที่เฉียบขาด แต่กลับมีความลังเลซ่อนอยู่
"นัท" หมอภีมกล่าว "ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว... เดี๋ยวฉันจะ... จะพานายไปประเมินประสิทธิภาพของร้านอาหารใหม่ ใกล้ๆ โรงพยาบาลหน่อยก็ดี"
เขาเลือกใช้คำว่าประเมินประสิทธิภาพ เพื่อให้คำชวนนี้ฟังดูเป็นเรื่องงานและเป็นทางการที่สุด เพื่อรักษาฟอร์มไม่ให้เสียหน้าว่าตัวเองเป็นฝ่ายจีบนัทก่อน!
นัทเงยหน้าขึ้น ดวงตาเป็นประกายด้วยความดีใจ นัทแสร้งเหลือบดูนาฬิกาข้อมือก่อนตอบ "ก็ได้คะครับหมอ! ยังพอมีเวลาเหลือ"
นุ่มนิ่ม หมอเจตน์ และพยาบาลน้ำหวาน มองหน้ากันและส่งเสียงกรี๊ดเบาๆ อย่างพอใจในความพยายามทำตัวเย็นชาของหมอภีม
"โธ่! ประเมินประสิทธิภาพร้านอาหาร! แหม๊!" น้ำหวานแซว
หมอเจตน์รีบยกมือขึ้นมาห้าม "พอๆ! พวกหล่อน ปล่อยให้เขาไปประเมินประสิทธิภาพกันเถอะว่ะ! ไว้พรุ่งนี้ค่อยมาเล่ารายละเอียดให้ฟังนะไอ้ภีม!"
หมอภีมไม่ตอบโต้ ได้แต่จ้องมองเพื่อนหมอและพยาบาลทั้งสองด้วยสายตาคาดโทษ ก่อนรีบจูงมือนัทออกไปจากวงเม้าท์นั้นอย่างลืมตัว (หรือว่าตั้งใจ?)ทันที