ผีเข้มระเบิดพลังร้าย!

1810 Words
หลังจากเก็บข้าวของอย่างเร่งรีบ ทั้งคู่ก็ออกจากโรงแรมริมทะเลที่เต็มไปด้วยความทรงจำแสนหวาน หมอภีมทำหน้าที่ขับรถกลับกรุงเทพฯ ด้วยท่าทีเงียบขรึมและมีแววหม่นหมองตลอดทาง แต่ก็พยายามยิ้มให้กำลังใจคนรักอยู่เสมอ เมื่อมาถึงหน้าบ้านของนัท หมอภีมจอดรถและช่วยหิ้วกระเป๋าเดินทางเข้าไปส่งถึงหน้าประตู "คุณแม่สวัสดีครับ คุณพ่อสวัสดีครับ" หมอภีมยกมือไหว้คุณพ่อคุณแม่ของนัทอย่างนอบน้อม ซึ่งกำลังยืนรออยู่ที่หน้าบ้าน "อ้าว! คุณหมอภีม มาส่งน้องเหรอจ๊ะ ขอบคุณคุณหมอภีมมากนะคะ" แม่ของนัทยิ้มต้อนรับ "ไม่เป็นไรเลยครับคุณแม่" หมอภีมยิ้มตอบ ก่อนจะหันมามองนัทด้วยสายตาที่สื่อความหมายทั้งหมดที่อยู่ในใจ "งั้น... ผมขอตัวกลับก่อนนะครับ คุณพ่อ คุณแม่ สวัสดีครับ น้องนัท พี่หมอไปก่อนนะ" คุณสมพรตารีตาเหลือกพูดว่า "อุ้ย! ต๊าย! คุณหมอภีม มาส่งน้องแล้วก็จะไปเลยเหรอจ๊ะ เพิ่งมาถึงแท้ๆ รีบเข้ามากินน้ำกินท่าก่อนเถอะพ่อคุณ" นัทรีบพูดแทน "แม่ครับ พี่หมออ่ะขับรถมาไกล ให้กลับบ้านน่ะดีแล้วครับ คุณแม่ทางโน้นคงร้อนใจ ถ้าพวกเรามัวแต่รั้งพี่หมอไว้ ประเดี๋ยวคุณแม่พี่หมอจะเป็นห่วงเอานะครับ" คุณอำนาจเห็นด้วยกับลูกชาย "นั่นสิ ทางนู้นก็คงรอคุณหมอกลับถึงบ้านเหมือนกันนั่นแหละ สมพร คุณก็อย่ารั้งคุณหมอภีมไว้อีกเลย" "อ้าวเหรอ ว่าแต่ คุณหมอไหวแน่นะ" เมื่อเจอพ่อกับลูกเห็นพ้องต้องกัน คุณสมพรจึงไม่อาจรั้งว่าที่ลูกเขยไว้ได้อย่างใจคิด หมอภีม "ผมไหว้ครับคุณแม่ ผมขอตัวนะครับพ่อ ครั้งหน้าผมจะมาขอรบกวนนอนค้างที่นี่ดูบ้างสักคืนสองคืนนะครับ" "รบกงรบกวนอะไรลูก มีคุณหมอภีมอยู่ด้วย พ่อกับแม่อุ่นใจล่ะไม่ว่า ย่าแสงก็เอาแต่ถามหาคุณหมอภีมอยู่บ่อยๆ" ก่อนนี้ ทั้งคุณอำนาจและคุณสมพร ต่างรับรู้มาบ้างแล้วจากปากลูกชายตัวเอง คุณหมอภีมกับนัทคบหาดูใจกันมาระยะหนึ่งแล้ว และพวกท่านต่างก็เห็นด้วย เพราะเห็นว่าหมอภีมคือผู้ชายที่พึ่งพาได้ ถ้าทั้งสองคนตกลงปลงใจอยู่ร่วมกันไปตลอดชีวิต พวกท่านก็ไม่ว่าอะไร ดีเสียอีก อย่างน้อยลูกชายคนเดียวก็จะได้มีคนดูแลต่อจากพวกเขา หมอภีมและนัท พยักหน้าให้กันเล็กน้อย ท่ามกลางสายตาของผู้ใหญ่ทั้งสอง เขายื่นมือไปสัมผัสแก้มของหมอภีมแผ่วเบาเป็นการบอกลา "ขับรถดีๆ นะครับพี่หมอ อ้อ! ถ้าถึงบ้านแล้ว อย่าลืมโทรบอกนัทด้วยนะครับ" ต่อหน้าคุณอำนาจและคุณสมพร หมอภีมตอบรับนัทว่า "คร่าบ..." เขามองนัทเป็นครั้งสุดท้ายอย่างอาลัยอาวร ก่อนหันหลังเดินกลับไปที่รถ นัทมองตามท้ายรถหรูรุ่นใหม่ล่าสุดสีดำเป็นมันของหมอภีมที่เคลื่อนออกไปจนลับตา ความรู้สึกใจหายแล่นเข้าสู่หัวใจอีกครั้ง แต่เขาก็ต้องเข้มแข็ง เพราะหน้าที่อันสำคัญรอเขาอยู่เบื้องหน้า …บ้านสองชั้นตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางความมืดมิดของค่ำคืน มีเพียงแสงไฟสีสลัวจากหลอดไส้ที่ใกล้จะขาดส่องสว่างอยู่เหนือโต๊ะเรียนเล็กๆ กลิ่นอับชื้นและกลิ่นดิน ขณะฝนจากฟ้าเริ่มปรอยลงมา ลูกกวาดนั่งหลังตรงพยายามจดจ่ออยู่กับสมุดการบ้านตามคำสั่งของแม่ที่ออกไปทำงานรับจ้างในโรงงานทำรองเท้ายังไม่กลับมา แต่ความเงียบงันนั้น ลูกกวาดก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของพ่อเลี้ยงอย่างกัมพล เขากำลังเดินวนเวียนอยู่ในห้องโถงแคบๆ แม้จะหวาดกลัวว่าตนจะถูกพ่อเลี้ยงทำร้าย แต่ก็ยังแข็งใจทำการบ้านต่อไป ด้วยมุ่งหวังว่า แม่จะพาเขาไปสมัครเรียนอีกครั้ง ในโรงเรียนมัทธยมใกล้ๆ ทว่าลูกกวาดกลับสัมผัสได้ถึงความผิดปกติด้านล่าง ร่างเล็กเริ่มเกร็งโดยอัตโนมัติ ปากกาในมือพลันหยุดและนิ่งฟัง ประตูบ้านถูกเปิดออกเสียงดังแอด พ่อเลี้ยงนำพาชายแปลกหน้าสองคนเข้ามาในบ้าน และเดินขึ้นบันไดมายังชั้นสอง "ลุง!" ลูกกวาดเด้งตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้ทันที ดวงตาหวาดกลัวจ้องมองคนแปลกหน้าทั้งคู่ ที่แต่งกายด้วยเสื้อเชิ้ตลายดอกและมีกลิ่นบุหรี่เหม็นหึ่ง ดวงตาของพวกเขานั้น เต็มไปด้วยความหื่นกระหายขณะมองมาที่ร่างของเด็กหนุ่ม พวกมันกวาดมองร่างกายผอมบางของลูกกวาดอย่างประเมินค่า ราวกับเขากำลังมองชิ้นเนื้ออันโอชะ ลูกกวาดเบิกตากว้าง ร่างกายทั้งหมดของเขาแข็งทื่อไปแล้ว ความกลัวเย็นเฉียบแล่นเข้าจับขั้วหัวใจจนสมองขาวโพลน “เด็กมันอายุสิบแปด สดๆ แบบนี้ ห้าหมื่น...จ่ายได้ใช่ไหม?” พ่อเลี้ยงพูดขึ้นต่อหน้าลูกเลี้ยงอย่างไม่สนว่าลูกกวาดเป็นลูกของใคร แต่ทุกคำนั้นบาดลึกเข้าไปในจิตวิญญาณของเด็กหนุ่ม มันคือเสียงที่เปลี่ยนลูกกวาดจากคนให้กลายเป็นสินค้าไปแล้ว ลูกกวาดหน้าซีดเผือดเหมือนกระดาษ เลือดในกายเหมือนจะหยุดไหล เขาตัวสั่นสะท้านไปทั้งร่าง "ไม่นะลุง อย่าขายผม..ผม...ผมไม่เอา ผมไม่อย่านะ!” "แกหุบปากซะ! ถ้าแกไม่อยากเจ็บตัวเหมือนอย่างวันนั้นอีก" พูดจบ มือหยาบกระด้างของพ่อเลี้ยง ก็คว้าแขนเล็กๆ ของลูกเลี้ยงไว้แน่น ก่อนกระชากแรงจนร่างลูกกวาดล้มกระแทกพื้นแข็งๆ ความเจ็บปวดจากการล้มไม่ได้ทำให้รู้สึกเท่ากับความเจ็บปวดที่หัวใจ "ยะอย่าทำผม ผมกลัวแล้ว" ลูกกวาดยกมือไหว้อ้อนวอน คนแปลกหน้าส่ายหัวไปมา แม้เด็กจะหวาดกลัวพวกเขาจนตัวสั่น และยอมยกมือไหว้อ้อนวอน แต่พวกเขากลับมิได้ให้ความสำคัญแต่อย่างใด พวกบ้ากามกลับเอาแต่พูดต่อรองราคา "กัมพล ห้าหมื่นบาทน่ะ กูว่าแพงไปนะ ผอมๆ แบบนี้ มันจะไปมันอะไร สามหมื่นเป็นไง" กัมพล "สี่หมื่นพวก เด็กทั้งสดทั้งซิงขนาดนี้ พวกมึงจะหาที่ไหนได้วะ.. ว่าไง… เอาไม่เอา" ขณะสองคนกระซิบกระซาบราวปรึกษา ณ.มุมห้องที่ไร้แสงสลัว วิญญาณของนายเข้มยืนตัวสั่นงันงก สายตาของเขาเต็มไปด้วยความแตกร้าวและภาพสะท้อนของการทรยศ เขาเห็นทุกอย่างตั้งแต่ต้นจนจบ และความรู้สึกผิดที่เขาช่วยเหลือลูกไม่ได้กำลังฉีกกระชากเขาเป็นชิ้นๆ เขาพยายามส่งเสียงตะโกนด้วยพลังทั้งหมดของวิญญาณ “ลูกกวาด! หนี! หนีไปลูก!” แต่เสียงของคนตายไม่มีใครได้ยิน มันเป็นเพียงแรงสั่นสะเทือนที่ไร้ความหมายในโลกของคนเป็น "อ่ะๆ สี่หมื่นก็สี่หมื่น" หลังจากได้ข้อสรุปเรื่องราคา ชายบ้ากามคนหนึ่งก้าวเข้ามาใกล้ ยื่นมือที่เต็มไปด้วยขนมาคว้าตัวลูกกวาด เด็กหนุ่มสะบัดดิ้นหนี ร้องไห้จนเสียงแหบแห้ง แต่มือที่พยายามต่อต้านนั้นอ่อนแอเกินกว่าจะสู้แรงของผู้ใหญ่ที่เต็มไปด้วยความกักขฬะได้ "ไอ้พวกเลว..อย่าแตะต้องลูกกู!!" และในวินาทีนั้นเอง บางอย่างในตัวผีนายเข้มก็ขาดผึง ความโกรธแค้นต่อความอยุติธรรม ความรักอันบริสุทธิ์ที่มีต่อลูกชาย ความเจ็บปวดที่ต้องเป็นวิญญาณไร้กำลัง และความสิ้นหวังที่เห็นลูกกำลังจะถูกข่มขืน... มันหลอมรวมกันเป็นมวลพลังงานก้อนเดียว ร่างวิญญาณของนายเข้มที่เคยโปร่งแสงและเลือนราง...บัดนี้มัน สว่างวาบขึ้น เหมือนเปลวไฟสีขาวที่ลุกโชนขึ้นมาอย่างกะทันหัน ตูม! คลื่นพลังงานที่มองไม่เห็น คล้ายลมพายุที่บ้าคลั่ง พุ่งออกมาจากกลางอกของเข้ม มันเป็นแรงกระแทกที่รุนแรงจนห้องทั้งห้องสั่นสะเทือน ฝุ่นผงบนเพดานร่วงกราวหล่นลงมา แม้แต่เปลวไฟในหลอดไฟก็กระพริบอย่างรุนแรง ชายบ้ากามที่กำลังปั้มจูบลูกกวาดเพื่อมัดจำเอาไว้ก่อน ชะงักค้าง แววตาเต็มไปด้วยความสับสนงุนงง เขากำลังจะอ้าปากร้อง หรือส่งเสียงถามอะไรบางอย่าง… แต่ไม่ทันได้พูดอะไร มือที่มองไม่เห็น มือที่เต็มไปด้วยความแค้นของคนเป็นพ่อ ก็รัดคอเขาแน่นขึ้น...แน่นขึ้น ด้วยแรงที่เหนือธรรมชาติ ดวงตาของชายคนนั้นเบิกกว้างด้วยความตกใจอย่างที่สุด พยายามดิ้นรนทุรนทุรายเพียงชั่วครู่ ก่อนร่างจะทรุดลงกับพื้นอย่างไร้ลมหายใจ นายกัมพลตาเหลือก ใบหน้าซีดเผือดด้วยความหวาดกลัวขั้นสุด เขามองไปรอบตัวอย่างบ้าคลั่ง “อะไร อะไรกันวะ! ใครอยู่ตรงนั้น!” เขาสติแตก พยายามจะวิ่งหนี แต่ก่อนที่ขาจะก้าวได้ มือที่เต็มไปด้วยพลังวิญญาณก็คว้าคอเสื้อเขาไว้จากด้านหลัง ผีนายเข้ม "ไอ้กัมพล คนเหี้ยๆ อย่างมึง อยู่ไปก็รกโลก ตายซะ…ตายซะเถอะ!!.." ก่อนจะรัดแน่นลงตรงลำคอของกัมพล เสียงหอบหายใจของพ่อเลี้ยงขาดห้วงและดังแผ่วลงเรื่อยๆ ร่างของเขาตะเกียกตะกายอย่างน่าสมเพช ก่อนจะล้มลงข้างชายอีกคนอย่างหมดเรี่ยวแรง ส่วนคนที่เหลือก็รีบวิ่งลงบันไดหนีกระเจิงไป ทุกสิ่งพลันกลายเป็นความเงียบงันที่น่ากลัว ผีนายเข้มยืนหอบ ร่างโปร่งใสของเขาสั่นไหว เต็มไปด้วยพลังอำนาจที่เพิ่งตื่นขึ้น แต่พลังนั้นไม่ได้ทำให้เขามีความสุข เขามองข้ามศพของคนพวกนั้นไป สายตาทั้งหมดของเข้มจับจ้องเพียงลูกชายที่รักที่สุด ลูกกวาดตัวสั่นงันงก น้ำตาไหลเป็นสายไม่หยุด สีหน้าขาวซีดราวกับคนไร้ชีวิต เขาเห็นภาพตรงหน้า ภาพการตายที่น่าสยดสยองซึ่งเกิดขึ้นอย่างกะทันหันและไร้เหตุผลสำหรับสายตาของเด็กสิบแปด เขาไม่รู้ว่าอะไรเกิดขึ้น รู้แค่เพียง...ต้องหนี เด็กหนุ่มหันหลังแล้ว รีบวิ่งลงบันได วิ่งหนีออกจากบ้านสุดชีวิต “ลูกกวาด!! พ่ออยู่ตรงนี้! พ่อไม่ให้ใครทำร้ายแกอีกแล้ว ลูกกวาด!” ผีนายเข้มพุ่งตามร่างของลูกชายด้วยความเป็นห่วง แต่ร่างวิญญาณของเขาแตะต้องเด็กไม่ได้ เขาทะลุผ่านร่างของลูกไปอย่างน่าเจ็บปวด เด็กน้อยไม่แม้แต่จะเหลียวหลัง เขาวิ่งไปทั้งน้ำตา ราวกับภาพน่าสะพรึงกลัวนั้นได้ทำลายสติสัมปชัญญะของเขาไปแล้ว เข้มทรุดลงกลางลานดินหน้าบ้านที่มืดมิด ยื่นมือไปทางลูกชายที่วิ่งหายลับไปในความมืด แสงไฟจากหน้าต่างสาดส่องร่างโปร่งใสของเขาให้เห็นเพียงเงารางๆ เสียงของเขาแตกพร่า... ความหวาดกลัวว่าจะถูกทิ้งเข้าเกาะกุมหัวใจ “ลูกกวาด พ่อ...ยังอยู่ตรงนี้นะลูก... พ่อไม่เคยทิ้งแกเลย...” แต่ในโลกใบนี้...คำพูดของผี...ไม่มีใครได้ยิน
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD