เดิมพันรักผัวชั่วคราว
ตอนที่2. วันซวย ๆ
หลังจากที่พวกเรามาไหว้ดวงวิญญาณของพ่อแม่แล้วนั้นเสียงโทรศัพท์มือถือของเฮียกฤตที่ดังขึ้นมา ก็ไม่ทำให้ผมกับเจ้ากัณฑ์ตกใจเท่าเสียงของเฮียแกได้
“อะไรนะ เออเดี๋ยวไป” นั่นคือคำที่เฮียสบถออกมา แต่ทว่ามันกลับเรียกร้องความสนใจจากน้องทั้งสองได้เป็นอย่างดีเลยก็ว่าได้
ทำให้คนเป็นน้องอดที่จะเอ่ยถามพี่ไม่ได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
“เกิดอะไรขึ้นเฮีย” ผมถามเฮียด้วยความร้อนใจไม่ต่างกันก่อนจะได้คำตออบที่ทำเอาหัวใจของพวกผมแทบจะหล่นออกมาอีกครั้ง เพราะมันหนักมากสำหรับครอบครัวของผมกับสิ่งที่ผมได้ยินต่อจากนี้
“ยัยเกล้านะสิ หนีออกจากบ้านที่สำคัญไปกับใครรู้ไหมไอ้ดิน !! นายไปทำงานเถอะไหนว่าติดประชุมเดี๋ยวจะเข้าประชุมสาย ส่วนแกไอ้กัณฑ์รีบไปเรียนซะ อย่าดื้อให้มากเข้าใจไหม” เฮียกฤตบอกกับผมทั้งสอง ทั้งที่ในใจผมรู้ดีว่าเฮียเป็นห่วงน้องสาวแค่ไหนแต่เฮียก็ยังคงเป็นห่วงเรื่องงานของผม และการเรียนของเจ้าแสบ
“เฮียจะกลับยังไงเดี๋ยวผมไปส่งที่สนามบิน”
เฮียกฤตเงียบ นั่นคงเป็นเพราะว่าไม่คิดว่าพวกเราจะสามัคคีกันได้ขนาดนี้
“โอเคกัณฑ์ตามนั้นแยกย้าย” ผมบอกกับน้องคนเล็กที่มันจะรับหน้าที่อาสาไปส่งเฮียที่สนามบิน หวังว่าเฮียคงตามน้องสาวที่เปรียบเหมือนไข่ในหินของบ้านได้ทัน เมื่อคิดได้ดังนั้ผมมองมาที่นาฬิกาข้อมือ ตายห่าละอีก 20 นาทีถึงเวลาประชุม ตายแน่ ๆ ไม่รอช้าผมรีบเดินจ้ำอ้าวไปที่รถก่อนจะรีบเคลื่อนตัวรถออกมาอย่างไว แต่ !!
ปรี๊นนนนน เอี๊ยดดดด โครม !!!
“แม่ง !! เหี้ยเอ้ยย !” คราวนี้ผมสบถอย่างแรงก่อนลงรถเพื่อไปดูว่าไอ้คนที่วิ่งตัดหน้ารถของผมนั้นมันตายห่าหรือไม่ ?
“แม่งเอ้ยข้ามถนนยัง...” ปากผมที่กำลังอ้าพะงาบ ๆ อยู่นั้นถึงกับต้องหุบไปอย่างเร็วในทันทีเพราะที่เห็นอยู่นั้นคือร่างของหญิงสาวคนหนึ่งที่ไม่รู้ว่าตายห่า หรือว่าหมดสติกันแน่ที่หน้ารถของผม
“นี่เธอ ๆ เป็นอะไรไหม ” ผมก้มลงมองและไม่กล้าจับเพราะไม่รู้ว่าจะตายหรือเปล่า เมื่อมองซ้ายมองขวาไม่มีคนเห็นผมเอ่ยขึ้นมาเบา ๆ
“หนีดีไหมวะ มิจฉาชีพหรือเปล่าวะเนี่ย ตายห่าละคนยิ่งรีบ ๆ อยู่” ผมพ่นลมออกมา ก่อนจะค่อย ๆใช้เท้าแม่งมันเนี่ยแหละลองสะกิดเธอดูแต่ทว่าเงียบ นิ่งแต่พอมองซ้ายมองขวา แม่งกล้องเต็มเลย กล้องวงจรปิดทั้งนั้นให้ตายสิ
“เอาวะยังไงซะก็พาไปโรงพยาบาลก่อนก็แล้วกัน”
ว่าแล้วผมก็อุ้มร่างยัยผู้หญิงคนนี้ขึ้นรถทันที โดยจุดหมายปลายทางที่ไปก็คือโรงพยาบาลนั่นเอง แต่ผมก็ไม่ลืมที่จะโทรแจ้งลูกน้องคนสนิทของผมให้เลื่อนการประชุมไปก่อน
เพราะไม่รู้ว่าจะไปทันไหมเรื่องที่โรงพยาบาลจะยุ่งวุ่นวายแค่ไหนเพราะอย่างที่รู้ ๆ ว่าโรงพยาบาลมันใช้เวลานานแค่ไหนกัน
“ไอ้เอส เลื่อนการประชุมทั้งหมดด้วยวันนี้คงไปไม่ทัน”
“เกิดอะไรขึ้นครับนาย” เสียงปลายสายฟังดูแล้วมีท่าทีที่เป็นกังวลเป็นอย่างมาก
“มีปัญหานิดหน่อยกูขับรถชนคน ไม่รู้ตายห่าหรือเปล่า หรือว่าเป็นมิจฉาชีพก็ไม่รู้ เลื่อนเป็นพรุ่งนี้ก่อนค่อยประชุมใหม่ ขอจัดการทางนี้เสร็จแล้วจะรีบเข้าบริษัท”
พูดจบผมก็ตัดสายทิ้งในทันทีก่อนจะรีบขับรถมุ่งหน้าไปที่โรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน เพราะไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนี้จะเป็นอะไรมากไหม เกิดเจ็บป่วยจริงก็ชดใช้ค่าเสียหายไป แต่ถ้าตุกติกละก็ได้เห็นดีกันแน่ นี่คือสิ่งที่ผมคาดหวังเอาไว้
สวัสดีค่ะทุกคน ฉันชื่อทราย วันนี้รับหน้าที่มาไหว้หลุมศพของคนในครอบครัวหนึ่ง ด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ทั้งที่ไม่ใช่ญาติพี่น้องแต่ต้องมาไหว้เพียงเพราะว่า จิตใต้สำนึกที่ฉันมี และได้แต่ภาวนาให้คนตายไป ตายไปอย่างสงบอย่าได้คิดได้แค้นอะไรกับคนเป็น เพราะทั้งหมดเป็นเพียงเรื่องที่เข้าใจผิดกัน ขอให้คนที่ตายไปนั้นดลจิตดลใจคนในครอบครัวให้ปล่อยวางอย่าโกรธแค้นต่อกัน
เมื่อไหว้เสร็จฉันก็รีบที่จะไปสัมภาษณ์งาน และ
“ โครม ”
ฉันที่รีบวิ่งข้ามทางเพียงเพราะว่ามีนัดสัมภาษณ์งานตอนสิบโมงเช้าของวันนี้แต่แม่งดวงซวยดันไปวิ่งตัดหน้ารถคันหนึ่งเข้าให้แต่ในตอนที่ฉันกำลังนอนเพียงเพราะว่ายังลุกไม่ไหว ก็มันจุกเลยได้แต่นอนหลับตาไปก่อน
ในใจก็หวังว่าให้เขาหนีไปแต่ดันไม่หนีนี่สิ แม่พ่อใจบุญดีแท้ แต่ๆ ในตอนที่คิดว่าจะดีนั้น สิ่งที่ไอ้บ้านั่นพูดคือดูถูกกันมาก คำก็มิจ สองคำก็มิจ ได้อยากให้เป็นมิจก็จะเป็นให้
ฉันก็นอนในรถไอ้หมอนี่ไปเลยสิคะ คนยิ่งง่วงนอนอยู่ด้วยเมื่อคืนทำงานทั้งคืน แต่ซวยแล้ว แล้วถ้าเกิดว่าไปสัมภาษณ์งานไม่ทันล่ะจะทำยังไง โอ๊ยอยากจะบ้าตายรายวัน
“หมอครับตรวจเช็คให้ละเอียดเลยนะครับจะลอดอุโมงค์หรืออะไรก็ได้ ช่วยเช็คให้แน่ใจว่าเป็นอะไรและทำการรักษาให้ด้วยนะครับ” “ใจเย็น ๆ นะครับเดี๋ยวหมอจัดการให้ครับญาติอย่าเพิ่งตกใจไปนะครับ”