ไม่กี่วันหลังจากนั้น สมัตถ์ก็มานั่งอยู่ในห้องประชุมขนาดใหญ่ของบริษัท RPS Cosmetic Co.,Ltd. บริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้านผลิตภัณฑ์เพื่อความสวยความงาม เขานั่งชั่งใจเป็นหนสุดท้ายก่อนรับภาระอันหนักอึ้งมาไว้บนบ่า คุณย่าที่รักปรารถนาให้เขารับมันไว้แต่โดยดี แต่เขายังสองจิตสองใจ แม้ว่าหุ้นสามสิบเปอร์เซ็นต์มันจะมากกว่าหุ้นของหุ้นส่วนอีกสองคนที่เหลือ แต่ยังน้อยไปเมื่อเทียบกับหุ้นของผกากรอง ท่านประธานคนใหม่ของ RPS และดูเหมือนว่ามารดาของเทียนหยดจะทำอะไรไม่เป็นเลยนอกจากจิกหัวใช้ลูกสาว
น่าแปลกใจไหมเล่าที่เทียนหยดไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในหุ้นของบริษัทนี้ หล่อนทำหน้าที่เป็นเพียงใครบางคนที่มีอำนาจสิทธิ์ขาดในการสั่งการไม่ต่างจากเขา ทว่าไร้ตำแหน่งที่แน่นอน เขาเดาว่าตำแหน่งจริงๆ ของหล่อนนั้น น่าจะแต่งตั้งขึ้นมาเพื่อควบคุมเขาเสียมากกว่า
“เสร็จหรือยังยัยเทียน ฉันต้องรีบไปโรงเรียนตาโอบนะ” สตรีวัยเลยสาว ที่วันนี้แต่งกายเรียบหรูดูดีทุกกระเบียดนิ้ว เอ่ยถามบุตรสาวอย่างไม่เกรงใจใคร ด้วยว่านั่งอยู่ตรงนี้มาชั่วโมงหนึ่งแล้ว ฟังถ้อยเจรจาเรื่องข้อตกลงของหุ้นส่วนใหม่จนเบื่อเหลือกำลัง
“ชู่ว์...คุณแม่คะ เสียมารยาท”
“ช่างสิ ฉันรีบ”
“ใช่ครับ พวกเราทุกคนก็คิดว่าคุณน่าจะเซ็นเอกสารสักที” หนึ่งในหุ้นส่วนสูงวัยของ RPS เอ่ยขึ้น บุรุษสูงวัยอีกท่านที่นั่งอยู่ข้างกันยังพยักหน้ารับคำ
สมัตถ์ขยับกายอย่างอึดอัด จนทนายเจ้าเก่าที่พามาด้วยยังรู้ได้ถึงความอึดอัดนั้น
“เซ็นเถอะครับ คุณมีแต่ได้กับได้ หุ้นตรงส่วนนี้เป็นของคุณรุ่งรดิศมาก่อน ท่านมีสิทธิ์จะยกให้ใครก็ได้ แค่คุณเซ็นมัน ทุกอย่างก็จบ” ทนายร่างเตี้ยที่ยิ่งดูเตี้ยเมื่อนั่งบนเก้าอี้ตัวใหญ่ เอ่ยหว่านล้อมคนที่เป็นเหมือนเจ้านาย งานนี้คงไม่สำเร็จลงโดยง่ายหากว่าสมัตถ์ยังมีความลังเล
สมัตถ์ถอนหายใจแรงๆ ใบหน้าเครียดขึ้นทุกขณะ
“ไปคุยกับฉันที่ระเบียง สองนาทีค่ะ ลุกเดี๋ยวนี้”
เทียนหยดสั่งแล้วลุกจากเก้าอี้เดินไปที่ระเบียง หญิงสาวเปิดประตูกระจกบานเลื่อนออกไป ลมแรงพัดเข้ามาภายในห้องที่ติดแอร์เย็นฉ่ำ แดดแรงพอสมควรและเริ่มร้อนแม้ว่าตอนนี้จะเป็นเดือนมกราคมซึ่งเป็นหน้าหนาว
สมัตถ์ตามออกมาราวกับโดนยาสั่ง เขาไม่ชอบการถูกสั่ง แต่ไม่มีทางเลือกยามที่เทียนหยดบัญชา
“มันไม่มีแรงจูงใจอะไรเลยที่พ่อเลี้ยงของเธอต้องมายกหุ้นให้ฉันฟรีๆ ตั้งสามสิบเปอร์เซ็นต์” สมัตถ์โพล่งออกมาอย่างเหลืออด จ้องมองวงหน้าเนียนกริบของเทียนหยดแล้วใจเต้นแรง วงหน้างามช่างนวลเนียนเกินจะกล่าว ราวกับมิเคยมีไฝฝ้าราคีใดๆ
“มีแน่นอนค่ะ มันมีแน่ ฉันอยากบอกคุณจะแย่แต่ต้องให้อคติในใจคุณหายไปเสียก่อน”
“เธอมีความลับที่ยังไม่ได้บอกฉัน”
“ค่ะ ใช่” เธอยอมรับ ยกมือกอดอกอย่างไม่รู้จะเอามันไปไว้ตรงไหนดี
สมัตถ์มองตามมือนั้น พุ่มทรวงของหล่อนถูกทำให้รูปร่างชัดเจนขึ้นด้วยการกอดอก ให้ตายเถอะ หล่อนยั่วเขาโดยไม่รู้ตัวเลย
“คุณแค่เซ็นยอมรับหุ้นนั่นแล้วมาทำงานวันจันทร์ถึงวันศุกร์ แค่นั้นก็จบ”
“แต่ฉันไม่อยากเซ็น” เขายืนยัน มีความไม่มั่นใจมากมายหลายสิ่งอย่าง
“คุณต้องเซ็น คุณมีความจำเป็นที่ตัวเองรู้ดีที่สุด” เธอหว่านล้อม เริ่มโมโหขึ้นมาแล้วล่ะ คนอะไรดื้อด้าน เอาเงินมากองให้แทบเท้าแท้ๆ แต่ไม่ยอมก้มลงไปหยิบมัน
“เธอจะได้อะไร เธอไม่มีหุ้นในบริษัทด้วยซ้ำ” เขากังขา
เทียนหยดส่ายหน้า ผมยาวถึงบั้นเอวถูกรวบเป็นหางม้าสูงกลางศีรษะ มันช่วยดึงใบหน้างามให้ตึงมากขึ้นไปอีก
“ฉันได้ความสะดวก”
“ยังไง”
“แม่ฉันคงอกแตกตายถ้าบริษัทตกเป็นของคนอื่น แม่ไม่มีความรู้เรื่องงานบริหาร และฉันไม่มีความสามารถพอ ฉันมีงานของฉัน ฉันทำงานให้ RPS เต็มตัวไม่ได้ ที่สำคัญก็คือ คุณลุงอยากได้ความมั่นคงในระยะยาว ท่านหวังว่าความสามารถของคุณจะดูแล RPS ไว้ให้ท่านจนกว่าตาโอบจะโตพอที่จะทำงานแทนท่านได้ ท่านอยากให้เตชะทัตยังมีความมั่นคงทางการเงิน”
“แต่ฉันไม่อยากได้เงินของศัตรู”
เขาเอ่ยอีก คอแข็งขึ้นมา เชิดหน้าไปทางอื่นที่มิใช่ใบหน้าของเทียนหยด
“คุณไม่อยากแต่ครอบครัวคุณอยาก ทุกคนมองออกว่างานนี้คุณมีแต่ได้กับได้ มีแต่คุณที่ทำเป็นหยิ่งยโสไม่เข้าท่า คุณกำลังลำบากสมัตถ์ คุณขายโรงแรมขายสมบัติใช้หนี้ และครอบครัวคุณกำลังจะไม่มีกิน ยอมรับความจริงซะ!”
สมัตถ์กำหมัดแน่นด้วยความโกรธ ศักดิ์ศรีของเขากำลังถูกบั่นทอนด้วยวาจาของสตรีที่อยู่ตรงหน้า หล่อนช่างพูดความจริงได้ยอกแสยงใจเหลือเกิน
“คุณโกรธฉันได้สมัตถ์ เพราะฉันก็โกรธเหมือนกันที่คุณลุงทำแบบนี้ คุณลุงไม่จำเป็นต้องให้อะไรพวกคุณเลยด้วยซ้ำ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นแค่อุบัติเหตุทางรถยนต์ที่เตชะทัตก็สูญเสียไม่แพ้โสภณวิชญ์ คุณคิดแต่ว่าแม่คุณต้องตาย แล้วคุณลุงฉันล่ะ น้องฉันอายุแค่สิบขวบ เขายังเล็กกว่าคุณด้วยซ้ำ แต่เห็นแล้วว่าเขาก็กลายเป็นกำพร้าไม่ต่างจากคุณ อย่าหยิ่งในศักดิ์ศรีให้มากนัก ยอมรับความจริงและยอมรับสิ่งที่สวรรค์ส่งมาให้คุณเถอะ”
“เทียนหยด!” สมัตถ์ร้องออกมาอย่างสุดจะทน โกรธจนตัวสั่นเพราะรู้สึกเหมือนถูกดูแคลนจากวาจาสาวเจ้า เทียนหยดไม่ได้ด่าเขาเลย แต่ทำไมถึงรู้สึกเจ็บจุกอย่างนี้ก็ไม่รู้ ความมั่นใจในตัวเองถูกกดให้จมดินเสมอยามอยู่ใกล้หล่อน หล่อนคือตัวโชคร้าย เป็นเหมือนปีศาจประจำตัวเขาเลยล่ะ
“คะ คุณสมัตถ์ ฉันคิดว่าคุณน่าจะเข้าใจสิ่งที่ฉันบอกแล้ว เราควรเข้าไปข้างในแล้วเซ็นเอกสารให้เสร็จๆ ดีไหมคะ” บอกแล้วขยับไปที่ประตูกระจก จัดการเลื่อนมันออกแล้วก้าวเข้าไปในห้องที่เปิดแอร์เย็นฉ่ำ
สมัตถ์ก้าวตามมา หน้าตาไม่เข้าใกล้ความรื่นรมย์ เขานั่งลงยังเก้าอี้ตัวเอง จัดการเซ็นเอกสารจนเรียบร้อย ท่ามกลางความโล่งใจของเทียนหยด ก่อนที่การประชุมภายในของผู้ถือหุ้นจะจบสิ้นลง สมัตถ์กลับไปพร้อมทนายของเขาและเอกสารแฟ้มเขื่อง ผกากรองกับเทียนหยดเดินออกจากห้องประชุมเป็นกลุ่มสุดท้าย ถัดจากผู้ถือหุ้นสองคนที่ล่วงหน้ามาก่อน ใบหน้าผกากรองยังบึ้งตึงแม้แต่ตอนที่เดินเข้ามาในลิฟต์
ภายในลิฟต์โดยสารที่มีเพียงสองแม่ลูก ลิฟต์เคลื่อนลงไปเรื่อยๆ ตามความสูงของอาคารหกชั้น
“แม่คะ”
“อย่ามาพูดกับฉัน ฉันโกรธอยู่” ผกากรองว่าแล้วมองหน้าตัวเองในผนังลิฟต์มันวาว มีความไม่พอใจระบายอยู่บนใบหน้าของตัวเองจนต้องเลื่อนดวงตาไปมองทางอื่น
“มันเป็นความประสงค์ของคุณลุงนี่คะ”
“ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมต้องให้อะไรคนพวกนั้น เรื่องที่เกิดขึ้นมันเป็นอุบัติเหตุ แกรู้ดีที่สุดยัยเทียน” ว่าแล้วจับกระเป๋าคลัตช์ใบหรูมาหนีบไว้ใต้วงแขนแรงๆ ด้วยรูปร่างที่ระหงทุกสัดส่วนทำให้ผกากรองยังดูดีเมื่อเทียบกับอายุจริง
“ถ้าไม่ยกให้เขา แม่อยากยกให้ใครละคะ คุณลุงให้หุ้นพวกเขาอย่างน้อยๆ แม่ก็มั่นใจได้เลยว่าเขาไม่พาบริษัทเจ๊งแน่ๆ หนูทำคนเดียวไม่ไหวหรอกนะคะ”
เทียนหยดชี้แจง เธอไม่ได้ทำงานให้ RPS เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีแบรนด์เครื่องสำอางของตัวเอง งานบริหารจัดการของเธอเธอก็ต้องดูแล
“นั่นแหละที่ทำให้ฉันโกรธ ถ้าฉันรู้เรื่องงานบริหารมากกว่านี้สักนิดก็คงไม่ต้องให้หุ้นพวกเขาหรอก”
เทียนหยดส่ายหน้าช้าๆ มองมารดาแล้วสะท้อนในอก
“แม่คะ ถึงยังไงคุณลุงก็ยกหุ้นให้คุณสมัตถ์อยู่ดี ต่อให้แม่ทำงานเก่งแค่ไหน หุ้นตรงนั้นคุณลุงก็ไม่ให้แม่หรอกค่ะ”
“ใช่! แกรู้ดีนี่ว่าอะไรเป็นอะไร มีแต่ฉันเท่านั้นแหละที่ไม่รู้” บอกอย่างนึกเคืองบุตรสาว มีบางเรื่องที่เป็นความลับที่อดีตสามีไม่ยอมบอกนาง แต่กลับบอกบุตรสาวของนางแทน
“มันไม่มีอะไรนี่คะ แม่เชื่อเถอะว่าคุณลุงท่านไม่ได้นอกใจแม่จริงๆ”
“น่าเชื่อตายล่ะ พวกนั้นแอบนัดแนะพบกันตั้งหลายครั้งหลายหน และเป็นแกแท้ๆ ที่คอยอำนวยความสะดวกให้พวกนั้นได้เจอกัน ฉันอยากรู้นักเทียนหยด แกยังคิดว่าฉันเป็นแม่อยู่หรือเปล่าฮะ!”
ติ๊ง!
ประตูลิฟต์เปิดออกพร้อมกับร่างของผกากรองและอารมณ์อันติดลบของนาง เทียนหยดมองตามร่างมารดาแล้วได้แต่ทอดถอนใจ บางครั้งการเป็นคนกุมความลับก็น่าหนักใจเกินจะกล่าว เธอพูดมันออกมาไม่ได้ จนกว่าจะถึงเวลาอันสมควร