ภายในลิฟต์โดยสารที่มีเพียงสองแม่ลูก ลิฟต์เคลื่อนลงไปเรื่อยๆ ตามความสูงของอาคารหกชั้น
“แม่คะ”
“อย่ามาพูดกับฉัน ฉันโกรธอยู่” ผกากรองว่าแล้วมองหน้าตัวเองในผนังลิฟต์มันวาว มีความไม่พอใจระบายอยู่บนใบหน้าของตัวเองจนต้องเลื่อนดวงตาไปมองทางอื่น
“มันเป็นความประสงค์ของคุณลุงนี่คะ”
“ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมต้องให้อะไรคนพวกนั้น เรื่องที่เกิดขึ้นมันเป็นอุบัติเหตุ แกรู้ดีที่สุดยัยเทียน” ว่าแล้วจับกระเป๋าคลัตช์ใบหรูมาหนีบไว้ใต้วงแขนแรงๆ ด้วยรูปร่างที่ระหงทุกสัดส่วนทำให้ผกากรองยังดูดีเมื่อเทียบกับอายุจริง
“ถ้าไม่ยกให้เขา แม่อยากยกให้ใครละคะ คุณลุงให้หุ้นพวกเขาอย่างน้อยๆ แม่ก็มั่นใจได้เลยว่าเขาไม่พาบริษัทเจ๊งแน่ๆ หนูทำคนเดียวไม่ไหวหรอกนะคะ”
เทียนหยดชี้แจง เธอไม่ได้ทำงานให้ RPS เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีแบรนด์เครื่องสำอางของตัวเอง งานบริหารจัดการของเธอเธอก็ต้องดูแล
“นั่นแหละที่ทำให้ฉันโกรธ ถ้าฉันรู้เรื่องงานบริหารมากกว่านี้สักนิดก็คงไม่ต้องให้หุ้นพวกเขาหรอก”
เทียนหยดส่ายหน้าช้าๆ มองมารดาแล้วสะท้อนในอก
“แม่คะ ถึงยังไงคุณลุงก็ยกหุ้นให้คุณสมัตถ์อยู่ดี ต่อให้แม่ทำงานเก่งแค่ไหน หุ้นตรงนั้นคุณลุงก็ไม่ให้แม่หรอกค่ะ”
“ใช่! แกรู้ดีนี่ว่าอะไรเป็นอะไร มีแต่ฉันเท่านั้นแหละที่ไม่รู้” บอกอย่างนึกเคืองบุตรสาว มีบางเรื่องที่เป็นความลับที่อดีตสามีไม่ยอมบอกนาง แต่กลับบอกบุตรสาวของนางแทน
“มันไม่มีอะไรนี่คะ แม่เชื่อเถอะว่าคุณลุงท่านไม่ได้นอกใจแม่จริงๆ”
“น่าเชื่อตายล่ะ พวกนั้นแอบนัดแนะพบกันตั้งหลายครั้งหลายหน และเป็นแกแท้ๆ ที่คอยอำนวยความสะดวกให้พวกนั้นได้เจอกัน ฉันอยากรู้นักเทียนหยด แกยังคิดว่าฉันเป็นแม่อยู่หรือเปล่าฮะ!”
ติ๊ง!
ประตูลิฟต์เปิดออกพร้อมกับร่างของผกากรองและอารมณ์อันติดลบของนาง เทียนหยดมองตามร่างมารดาแล้วได้แต่ทอดถอนใจ บางครั้งการเป็นคนกุมความลับก็น่าหนักใจเกินจะกล่าว เธอพูดมันออกมาไม่ได้ จนกว่าจะถึงเวลาอันสมควร
ครืดๆ ๆ
เสียงโทรศัพท์ไร้สายสั่นครืดๆ อยู่ในกระเป๋าเสื้อสูท เทียนหยดหยิบมันออกมาดู มีสายจากผู้ช่วยของเธอนั่นเอง
“ฮัลโหล ว่ายังไงนิดา”
“ของมาแล้วนะคะ คุณเทียนจะลองดูของก่อนไหมคะหรือว่าจะเอาเข้าห้องแล็ปเลย”
ผู้ช่วยนิดาถามไถ่ ของที่ว่านั้นหมายถึงวัตถุดิบในการทำครีมบำรุงผิวนั่นเอง
“จัดการไปเลยนิดา ช่วงนี้ฉันยุ่งๆ ถ้าไม่มีปัญหาหนักอะไรเธอก็ดำเนินการไปตามขั้นตอนได้เลย เดี๋ยวครีมส่งเข้าตลาดไม่ทัน”
“ค่ะๆ สู้ๆ นะคะบอส”
เทียนหยดอมยิ้มก่อนวางสาย แบรนด์ บล็องค์เต้ เป็นแบรนด์เครื่องสำอางของเธอ เครื่องสำอางที่นำเข้าวัตถุดิบจากประเทศฝรั่งเศสและใช้โรงงานของ RPS เป็นฐานผลิต แต่เธอไม่ได้ใช้อำนาจที่มีทำมันฟรีหรอกนะ เธอทำทุกอย่างอย่างทุกต้องเหมือนลูกค้าคนอื่นๆ ของ RPS เธออยากทำมันด้วยตัวเอง อยากรู้จักคำว่ากำไรและขาดทุน
และนับตั้งแต่เปิดตัวแบรนด์มาจะสองปีแล้ว เธอยังไม่เคยพบคำว่าขาดทุนเลย กำไรนั้นมีมาทุกเดือน มากบ้างน้อยมากสลับกันไป ด้วยว่าบล็องค์เต้นั้นไม่ได้ผลิตสินค้าเพียงตัวเดียว แต่มีทั้งครีมบำรุงผิวกาย ผิวหน้า เซรั่ม สบู่ และกำลังจะทำแป้งตลับด้วย เธอทำทุกอย่าง และหวังว่ามันจะมั่นคงในอนาคต
“คุณเทียนครับ คุณเทียน เอ่อ...เรื่องห้องทำงานของผู้บริหารใหม่จะเอายังไงดีครับ” อเนก ชายผิวขาวซีดวัยใกล้สี่สิบ ร่างท้วมนิดๆ ศีรษะเถิกหน่อยๆ เดินมาหานายสาวอย่างรีบเร่ง วงหน้ามีแต่ความกังวล
“ให้เขาใช้ห้องคุณลุงเถอะ ท่านประธานคนใหม่คงไม่มานั่งทำงานให้เมื่อยหรอก อีกอย่าง มันคงดีถ้าเขาได้ทำงานในห้องที่คิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่ที่สุด และห้องมันก็กว้างมากด้วย คงมีพื้นที่มากพอให้เขาวางเอกสารตอนศึกษางานของ RPS”
อเนกทำหน้ากลั้นขำ “โอ...จริงครับ งั้นผมจะรีบจัดการทันที”
เทียนหยดยิ้มน้อยๆ
“อ้อ...อย่าลืมยกโต๊ะทำงานของเทียนเข้าไปไว้ในห้องเขาด้วยนะคะ”
อเนก “ทำไมละครับ?”
“ไม่ไว้ใจค่ะ”
เทียนหยดตอบสั้นๆ แต่อเนกกลับเข้าใจดี เขาทำงานให้ RPS มาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัทใหม่ๆ บริษัทเติบโตและได้กำไรในทุกๆ ปี มีเม็ดเงินมหาศาลหลั่งไหลเข้ามาที่นี่ เป็นธรรมดาที่เจ้านายของเขาย่อมมีความระแวงในตัวผู้บริหารคนใหม่ เขาเองก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดคุณรุ่งรดิศถึงทำแบบนี้ แทนที่จะยกหุ้นที่มีให้เทียนหยด คนที่ทำงานหนักไม่ต่างจากท่าน
เทียนหยดไม่มีตำแหน่งที่แน่นอนใน RPS แต่ได้รับอำนาจสั่งการจากคุณรุ่งรดิศว่าหากเทียนหยดบัญชาสิ่งใดแล้วละก็ ให้ถือว่าท่านมาบัญชาด้วยตัวเอง ฉะนั้นหากจะพูดให้ถูก เทียนหยดก็คือเงาอีกด้านของคุณรุ่งรดิศ เงาที่ไม่มีสิทธิ์ในทรัพย์สินของท่าน เป็นแค่เงาที่ทำทุกอย่างเหมือนอย่างที่ท่านทำนั่นเอง บางครั้งเขาก็นึกสงสัย นอกจากเงินเดือนที่เทียนหยดได้รับจากรุ่งรดิศแล้ว หล่อนยังได้อะไร
__________
บ้านสวน นนทบุรี
ผกากรองยืนกอดอกมองละมุด พี่เลี้ยงของบุตรชายที่กำลังจัดเสื้อผ้าลงกระเป๋าใบใหญ่ ไม่รู้อดีตสามีนึกอย่างไรถึงให้พวกนางย้ายไปอยู่บ้านโสภณวิชญ์ ตอนแรกที่เทียนหยดบอกเรื่องนี้นั้น นางคิดว่าเป็นตลกร้ายที่สุดเท่าที่เคยได้ยินมาเชียวล่ะ ใครเล่าจะอยากเข้าไปอยู่ในถ้ำของศัตรู ทว่าบวกลบคูณหารสิ่งที่โสภณวิชญ์ได้ไป นางเลยขอหอบกระเป๋าหนีความสงบสุขไปอยู่ใจกลางความวุ่นวายอย่างเมืองกรุงฯ สักพัก
หลายปีมานี้ นางอยู่ที่บ้านสวนเล็กๆ ที่เป็นสมบัติของอดีตสามีซึ่งเป็นบิดาของเทียนหยด อยู่อย่างเรียบง่ายโดยที่รุ่งรดิศจะแวะมาค้างด้วยอาทิตย์ละสามถึงสี่ครั้ง นางเลี้ยง โอบนิธิ ที่นี่ และคิดไว้ว่าหากบุตรชายจบชั้นประถมเมื่อไหร่ค่อยย้ายเข้าไปเรียนในกรุงเทพฯ และอาจจะกลับมาที่บ้านสวนเฉพาะเสาร์อาทิตย์ แต่ความฝันมีอันพังทลาย รุ่งรดิศตายจากไปอีกคนแล้ว และทิ้งนางไว้กับสมบัติมากมายที่นางไม่รู้แม้แต่วิธีจัดการกับมัน
“เธอเก็บเสื้อผ้าของตาโอบเสร็จหรือยังละมุด” เอ่ยถามพี่เลี้ยงสาวซึ่งเป็นบุตรของลุงกับป้าที่ดูแลสวนแห่งนี้
“เก็บแล้วค่ะ”
“ดี ผลไม้ในสวนน่ะ อะไรพอขายได้ก็ขาย ได้เงินมาก็เอาไว้จ่ายค่าน้ำค่าไฟ ถ้าเหลือก็เก็บเอาไว้ ถ้าสิ้นเดือนเดือนไหนไม่ได้มา ฉันจะโอนเงินค่าใช้จ่ายมาให้ อ้อ...อย่าลืมทำความสะอาดบ้านบ่อยๆ ล่ะ เดี๋ยวฝุ่นจับ”
“ค่ะ คุณผกา” ละมุดบอกแล้วถอนหายใจ ระหว่างนั้นเด็กชายร่างสมส่วนก็โผล่ขึ้นหน้าประตู บนใบหน้าเลอะไปด้วยดินโคลน
“โธ่...คุณโอบของละมุด” ละมุดทำหน้าเศร้ายามมองใบหน้าของเจ้านายตัวน้อย โอบนิธิเดินมานั่งข้างละมุดแล้ววาดแขนโอบเอวพี่เลี้ยงคนดี
“ไม่อยากไปเลยพี่ละมุด” โอบนิธิว่า
“ไปเถอะค่ะ จะได้ปรับตัวไว้แต่เนิ่นๆ คนในเมืองเขาเรียนกันหนักจะตาย” ละมุดแนะด้วยหวังดี โอบนิธิไม่ได้เรียนโรงเรียนดังในจังหวัด แต่เรียนในโรงเรียนใกล้ๆ บ้านที่ไม่ได้จ่ายแม้แต่ค่าเทอม ผกากรองนั้นถึงจะติดหรูตรงเสื้อผ้าอาภรณ์และของใช้แบบผู้หญิง แต่สิ่งหนึ่งที่นายสาวยึดติดมาตลอดก็คือการพอใจในชีวิตอันเงียบสงบและอยู่กับธรรมชาติ ฉะนั้นจงอย่าประหลาดใจ หากจะเห็นนางสวมรองเท้าแบรนด์ดังจากเวอซาเช่เยี่ยมชมสวนอันร่มรื่นแห่งนี้
“ไม่รู้จะเป็นยังไง ไปอยู่บ้านใครก็ไม่รู้” เด็กชายตัวน้อยบ่นแล้วแนบแก้มไว้กับต้นแขนของพี่เลี้ยง ผกากรองมองมาอย่างไม่พอใจ
“ออกมาจากพี่เขา โอบโตแล้ว เลิกติดพี่เขาเสียที”
เด็กน้อยทำหน้ายุ่ง ก่อนผละจากพี่เลี้ยงคนดี
“พ่อเราอยากให้ไป แม่ก็จะไป พวกนั้นได้จากเราไปมากแล้ว แค่แบ่งบ้านให้เราอยู่จะเป็นไรไปลูก”
“ก็โอบไม่อยากไป คิดถึงลุงกับป้า คิดถึงพี่ละมุด”
“แล้วไม่คิดถึงพี่หรือจ๊ะ”
เสียงหวานของเทียนหยดดังขึ้นที่ประตู เด็กน้อยยิ้มกว้างรับคำถาม
“ก็คิดถึง แต่รู้นี่นาว่าเสาร์อาทิตย์พี่เทียนต้องมา” โอบนิธิว่า
เทียนหยดเดินเข้ามาหา นั่งลงยังเตียงของมารดา
“ต่อไปเราจะได้เจอกันทุกวัน พี่จะเข้าไปอยู่ที่บ้านนั้นด้วย ไม่ต้องกลัวนะ คิดซะว่าเป็นบ้านญาติเราก็แล้วกัน”
“ญาติเนี่ยนะ! ให้น้ำท่วมหลังเป็ดเถอะยัยเทียนถ้าแกจะให้ฉันนับญาติกับคนพวกนั้น” ผกากรองโพล่งออกมา หน้าตาเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
“โธ่...แม่คะ หนูแค่พูดให้น้องสบายใจ”
“แต่ฉันไม่สบายใจนี่”
“งั้นแม่ก็ไม่ต้องไปก็ได้นี่คะ คอนโดฯ หนูก็มี แม่ซื้อบ้านอีกหลังก็ได้ โครงการบ้านดีๆ มีเยอะแยะ”
“ไม่! ฉันไม่ไปอยู่หรอกในเมืองน่ะ วุ่นวาย แต่ฉันจะไปอยู่บ้านโสภณวิชญ์แน่ๆ มันคงสนุกพิลึก ให้เสือสองตัวมาอยู่ถ้ำเดียวกัน ฉันไม่ยอมให้พวกนั้นอยู่อย่างมีความสุขหรอก” ผกากรองเอ่ยอย่างมุ่งมั่น ยังโกรธอยู่ไม่น้อยเรื่องที่สามีแอบไปมีสัมพันธ์ลับๆ กับศมล มารดาของสมัตถ์ แม้ว่าตัวต้นเรื่องจะตายจากไปแล้วทั้งสองคน แต่ความโกรธนั้นยังมีอยู่เต็มหัวใจเชียวล่ะ
เทียนหยดส่ายหน้าระอา ขณะที่โอบนิธิกับละมุดหันหน้ามามองกันด้วยไม่เข้าใจในสิ่งที่สองแม่ลูกเจรจากันอยู่
“คิดถึงพ่อจัง”
ทุกคนนั่งเงียบเมื่อเด็กชายตัวน้อยเอ่ยขึ้นมา โอบนิธิปาดหลังมือกับแก้มตรงที่รู้สึกเหมือนมีดินโคลนติดอยู่
“พ่อมองเราอยู่” เทียนหยดว่าแล้วลงไปนั่งกับน้อง ช่วยเช็ดคราบดินโคลนที่เลอะใบหน้าน่าเอ็นดูนั้น
“คิดถึงนี่ครับ ถ้าพ่ออยู่คงได้ช่วยโอบปลูกต้นไม้ ต้นเทียนหยด กำลังงามเลย” เด็กน้อยว่า หน้าบ้านหลังนี้ปลูกดอกไม้ที่มีชื่อเหมือนมารดาและพี่สาวเขา และเขากับบิดาจะช่วยพรวนดินใส่ปุ๋ยมันทุกๆ อาทิตย์
ผกากรองสะเทือนใจจนน้ำตาคลอ หันหน้าหนีทุกคน สองตามองออกไปนอกหน้าต่างที่มีต้นไม้ขึ้นจนครึ้ม ต้นมะม่วง ชมพู่ ทั้งส้มโอ ยืนต้นเรียงกันเต็มบริเวณ
“ถ้าพ่อเขาคิดถึงแม่ เขาคงไม่มีคนอื่นหรอกโอบ”
“แม่คะ อย่าพูดสิคะ น้องไม่ได้รู้เรื่องนะ”
“ก็มันอดไม่ได้นี่ แกดูหน้าน้องแกสิ เหมือนฉันนักหรือไง ยิ่งมองฉันยิ่งแสลงใจ” ผกากรองแอบปาดน้ำตา เทียนหยดลุกไปหามารดา แตะมือเบาๆ ที่ศอกนางข้างหนึ่ง
“ไม่เอานะคะแม่ สงสารโอบนะ อย่าพูดสิ” เตือนมารดาด้วยเสียงอันอ่อนลงด้วยไม่อยากให้โอบนิธิรับรู้เรื่องราวที่มารดาเอื้อนเอ่ย เขายังเด็กเกินไป เด็กเหมือนผ้าขาว ไม่ควรเอาสีไปละเลงใส่ก่อนวัยอันควร
ผกากรองปาดน้ำตาดีๆ ความเจ็บช้ำในอกยังเหมือนแผลที่กลัดหนอง เวลาได้ยินเรื่องราวของสามีผู้ล่วงลับ ก็คล้ายๆ ว่ามีใครเอาเข็มไปบ่งให้แผลมันปริแยกแตกออก ความทรมานนี้เทียนหยดคงไม่มีวันรู้จนกว่าจะได้พบเจอด้วยตัวเอง
“ฉันจะไปสั่งงานลุงกับป้า แกช่วยละมุดเก็บเสื้อผ้าให้ฉันก็แล้วกัน”
สั่งความแล้วก้าวจากไป ทิ้งเทียนหยดไว้กับความหนักอกหนักใจ หญิงสาวเข้าใจดีว่ามารดาย่อมเจ็บปวด เธอรู้ และพยายามบอกหลายครั้งหลายหนแล้วว่าคุณลุงนั้นมิได้นอกใจ ท่านไม่เคยนอกใจมารดาของเธอเลย แต่มารดาที่รักก็หาได้เชื่อไม่ บางครั้งการพูดความจริงก็เป็นสิ่งไม่น่าฟังไปเสียแล้ว
“บ้านนั้นเป็นยังไงครับ” เด็กชายถามหน้าซื่อตาใส
“ก็ดีจ้ะ บ้านนั้นมีสามคน มีผู้ชายกับผู้หญิงอายุราวๆ พี่ แล้วก็มีผู้หญิงแก่ๆ แก่กว่าลุงกับป้าอยู่คนหนึ่ง” เธอหมายถึงลุงกับป้าที่เป็นบิดามารดาของละมุด
เด็กชายพยักหน้าเข้าใจ ทว่าวงหน้านั้นไซร้มีความกังวลระบายอยู่
“ทำไมเราต้องไปอยู่ที่นั่นด้วยก็ไม่รู้ อยู่คอนโดฯ พี่เทียนยังดีกว่า”
“บางครั้งเราก็เลือกไม่ได้หรอกจ้ะโอบ บางที...อาจมีบางอย่างซ่อนอยู่ในคำสั่งของพ่อโอบก็ได้นะ”
“จริงหรือครับ โอบคิดถึงพ่อจัง”
“พี่ก็คิดถึงจ้ะ” บอกแล้วดึงน้องชายมากอด โอบนิธิผูกพันกับบิดามาก ด้วยว่าตั้งแต่เกิดมาบิดามิได้อยู่บ้านทุกวัน ต้องไปกลับที่บ้านกับที่ทำงานอยู่เสมอ ในวันที่บิดาไปทำงาน โอบนิธิมักเฝ้ารอบิดาอยู่หน้าบ้าน เฝ้ารอว่าบิดาจะกลับจากทำงานเมื่อใด หากว่าค่ำนั้นบิดากลับมา โอบนิธิจะสดใสเป็นพิเศษ ทว่ากลับกัน หากบิดาเลือกค้างที่เมืองกรุงฯ โอบนิธิจะหงอยลงไปถนัดตา ก็ได้แต่ว่าหวังว่ากาลเวลาจะหล่อหลอมให้เด็กชายเข้มแข็งขึ้น เข้มแข็งอย่างที่บิดาเขาเคยต้องการ