แสงแดดจางๆ ลอดผ่านผ้าม่านทึบแสงเข้ามากระทบเปลือกตา ศานติญานิ่วหน้า ขยับตัวด้วยความปวดเมื่อยที่แล่นริ้วไปทั่วทุกอณู โดยเฉพาะบริเวณช่วงล่างที่ระบมจนแทบขยับขาไม่ออก
ความทรงจำเมื่อคืนไหลบ่าเข้ามาในหัวราวกับเขื่อนแตก
ดวงตาของเธอเบิกกว้างเมื่อตระหนักได้ว่าตัวเองนอนเปลือยเปล่าอยู่บนเตียงแปลกหน้า ข้างกายคือผู้ชายแปลกหน้าที่เธอยังไม่รู้แม้กระทั่งชื่อของเขา เขานอนคว่ำหน้าซุกอยู่กับหมอน แผ่นหลังกว้างมีรอยข่วนแดงเถือกจากฝีมือของเธอประทับอยู่หลายรอย
บ้าไปแล้ว... เธอทำบ้าอะไรลงไป!
ศานติญาลนลานลุกขึ้นจากเตียง พยายามทำเสียงให้เบาที่สุด อาการเมาค้างทำให้โลกหมุนคว้างไปชั่วขณะ เธอสบถในใจ กวาดสายตามองหาเสื้อผ้าของตัวเองที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้น เดรสสีดำขาดวิ่นจากการถูกกระชาก ซับในกระเด็นไปอยู่ใต้โต๊ะเครื่องแป้ง
ไม่มีเวลามานั่งหาเสื้อผ้าให้ครบชิ้น ศานติญาคว้าเสื้อเชิ้ตสีเข้มที่หล่นอยู่ใกล้ตัวที่สุดมาสวมทับร่างเปลือยเปล่า ติดกระดุมลวกๆ แล้วรีบวิ่งเท้าเปล่าออกจากห้องไปราวกับหนีตาย
ลมหนาวจากเครื่องปรับอากาศในโถงทางเดินปะทะใบหน้า ช่วยเรียกสติที่กระเจิดกระเจิงให้กลับคืนมาบ้าง เธอพิงหลังกับผนังลิฟต์ หอบหายใจหนักหน่วง ก้มลงมองรอยแดงช้ำที่กระจายอยู่เต็มเนินอกและลำคอใต้สาบเสื้อเชิ้ตตัวโคร่ง
กลิ่นไม้ซีดาร์ยังคงติดอยู่ที่ปลายจมูกและบนเนื้อผ้า
แค่คืนเดียว... เธอพร่ำบอกตัวเอง แค่ความผิดพลาดในคืนสลัว พรุ่งนี้ทุกอย่างก็จะกลับไปเป็นปกติ เธอจะเป็นแพทย์เพิ่มพูนทักษะปีหนึ่งที่ตั้งใจทำงาน และผู้ชายคนนั้นก็จะเป็นแค่เงาในความทรงจำที่ไม่มีวันโคจรมาพบกันอีก
แต่สิ่งที่ศานติญาไม่รู้เลยก็คือ โลกใบนี้มันแคบ และโชคชะตาก็มักจะเล่นตลกร้ายกับคนที่พยายามวิ่งหนีความจริงเสมอ...
เสื้อกาวน์สีขาวสะอาดถูกดึงกระชับให้ปิดถึงคอเสื้อเชิ้ตตัวใน ศานติญายืนจ้องเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกห้องน้ำหอพัก รอยคล้ำใต้ตาถูกกลบด้วยคอนซีลเลอร์ราคาแพง แต่รอยช้ำสีกุหลาบที่ซ่อนอยู่ใต้ร่มผ้ากำลังแผดเผาผิวหนังราวกับตราบาปที่มองไม่เห็น
อาการปวดหัวตึบๆ จากแฮงก์โอเวอร์ยังคงเล่นงานไม่เลิก แม้จะอัดยาพาราเซตามอลไปแล้วสองเม็ด ภาพแผ่นหลังกว้างที่มีรอยเล็บข่วนทางยาวยังคงฉายซ้ำในหัวเหมือนเทปที่ถูกกรอไปมา
"เลิกคิด เลิกคิด เลิกคิด" เธอพึมพำกับตัวเอง สะบัดหน้าไล่ภาพค่ำคืนเร่าร้อนนั้นออกไปให้พ้นสมอง วันนี้คือวันปฐมนิเทศอินเทิร์น วันแรกของการก้าวเข้าสู่สมรภูมิรบที่แท้จริงในฐานะแพทย์เพิ่มพูนทักษะ เธอไม่มีเวลามานั่งเสียใจกับความผิดพลาดโง่ๆ ที่เกิดจากฤทธิ์แอลกอฮอล์
โถงทางเดินหน้าห้องประชุมใหญ่ภาควิชาศัลยกรรมคลาคล่ำไปด้วยแพทย์จบใหม่ในชุดกาวน์ขาว บรรยากาศเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและตึงเครียดผสมปนเปกันไป กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อและกลิ่นกาแฟสำเร็จรูปคละคลุ้งอยู่ในอากาศ
"แกดูโทรมๆ นะซาน เมื่อคืนนอนไม่พอเหรอ"
กวิน เพื่อนสนิทตั้งแต่สมัยเรียนที่จับพลัดจับผลูได้มาจับสลากใช้ทุนที่โรงพยาบาลเดียวกัน เดินเข้ามาทักทายพร้อมกับกาแฟกระป๋องในมือ
"อืม... มัวแต่จัดของน่ะ" ศานติญาโกหกหน้าตาย รับกาแฟมาเปิดดื่มรวดเดียวครึ่งกระป๋อง ความขมของมันไม่ได้ช่วยให้สติแจ่มใสขึ้นเท่าไหร่นัก
"ทำใจดีๆ ไว้ แผนกนี้ขึ้นชื่อเรื่องความโหด สตาฟฟ์แต่ละคนดุเป็นหมาบ้า โดยเฉพาะหัวหน้าสายงานศัลย์อก เขาบอกว่าถ้าใครทำพลาดแม้แต่มิลลิเมตรเดียว เตรียมตัวโดนด่าจนต้องไปพบจิตแพทย์ได้เลย" กวินกระซิบกระซาบพร้อมกับทำท่าขนลุก
ศานติญาพยักหน้ารับรู้ ในใจไม่ได้นึกกลัวคำขู่เหล่านั้นเท่าไหร่ เธอผ่านการเรียนแพทย์มาได้ด้วยคะแนนเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ความกดดันเรื่องงานไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับเธอ สิ่งที่น่ากลัวที่สุดตอนนี้คือการกลัวว่าจะมีใครสังเกตเห็นคอเสื้อที่ติดกระดุมสูงจนผิดปกติของเธอต่างหาก
ประตูห้องประชุมเปิดออก อินเทิร์นกว่าสามสิบชีวิตทยอยเดินเข้าไปนั่งตามเก้าอี้ที่จัดเตรียมไว้ ศานติญาเลือกที่นั่งแถวกลางๆ ไม่โดดเด่นแต่ก็ไม่หลบซ่อนจนเกินไป
เสียงพูดคุยจอแจเงียบกริบลงทันทีที่ประตูบานหน้าถูกผลักเปิดออกอีกครั้ง
รองเท้าหนังขัดมันวับก้าวเข้ามาในห้องด้วยจังหวะที่หนักแน่นและมั่นคง ตามมาด้วยชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อกาวน์ตัวยาวที่สวมทับเสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินเข้ม เขาก้าวขึ้นไปยืนหลังโพเดียม วางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะเสียงดังปัง
ศานติญาชะงัก ลมหายใจสะดุดกึกราวกับถูกใครสับสวิตช์
โครงหน้าคมคาย สันกรามชัดเจน ดวงตาดุดันที่กวาดมองไปรอบห้อง และ... ไฝเม็ดเล็กๆ ใต้ตาซ้าย
พระเจ้า... นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!
หัวใจของเธอเต้นกระหน่ำจนแทบจะทะลุออกมานอกอก เลือดในกายเย็นเฉียบ ศานติญาก้มหน้าลงอัตโนมัติ ภาวนาให้ตัวเองกลายเป็นอากาศธาตุ หดตัวให้เล็กที่สุดเท่าที่จะทำได้ใต้เสื้อกาวน์
ผู้ชายคนเมื่อคืน... คนที่เธอทิ้งไว้บนเตียงพร้อมกับรอยข่วน และขโมยเสื้อเชิ้ตของเขาหนีมา คือ...
"ผม นายแพทย์ธีรภัทร หัวหน้าสายงานศัลยกรรมทรวงอก"
เสียงทุ้มกังวานที่เธอจำได้ดีว่ามันแหบพร่าแค่ไหนยามกระซิบข้างหูเธอ ดังก้องกังวานไปทั่วห้องประชุม ไม่มีร่องรอยของความปรารถนาดิบเถื่อนในน้ำเสียงนั้น มีเพียงความเด็ดขาดและเย็นชาของเจ้านายสูงสุด
ศานติญากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ค่อยๆ ช้อนสายตาขึ้นมองภาพตรงหน้าอย่างระแวดระวัง
ธีร์ยืนตัวตรง แผ่นหลังตั้งฉาก มือทั้งสองข้างวางประสานกันบนโพเดียม ท่าทางสง่างามและน่าเกรงขามจนไม่มีใครกล้าสบตา แต่สิ่งที่ทำให้ศานติญาแทบหยุดหายใจไม่ใช่รัศมีอำนาจของเขา แต่เป็นรอยข่วนสีแดงเถือกที่โผล่พ้นคอเสื้อเชิ้ตด้านหลังออกมาเล็กน้อย
รอยเล็บของเธอ...
"กฎของแผนกนี้มีไม่กี่ข้อ" ธีร์เริ่มพูด น้ำเสียงเรียบเรื่อยแต่แฝงความกดดันอยู่ในทุกถ้อยคำ "หนึ่ง... ความรับผิดชอบ ชีวิตคนไข้ไม่ได้มีไว้ให้พวกคุณลองผิดลองถูก ถ้าไม่รู้ ให้ถาม ถ้าทำพลาด... ต้องยอมรับ"
คำว่า 'หนี' ไม่ได้หลุดออกมาจากปากเขา แต่วินาทีที่เขาพูดประโยคนั้น ดวงตาคมกริบของเขาก็ตวัดมาหยุดอยู่ที่ศานติญาอย่างแม่นยำ ราวกับมีเรดาร์ล็อกเป้าหมาย
ศานติญาสะดุ้งเฮือก รู้สึกเหมือนถูกจับแก้ผ้ากลางห้องประชุม สายตาของเขาไม่ได้มีความโกรธเกรี้ยวโจ่งแจ้ง แต่มันเรียบเฉย อ่านไม่ออก และนั่นแหละที่ทำให้น่ากลัวที่สุด
เขาจำเธอได้... จำได้ตั้งแต่แวบแรกที่เดินเข้ามาในห้อง
ธีร์เคาะปากกาโลหะในมือลงบนโต๊ะเบาๆ สามครั้ง จังหวะการเคาะนั้นช้าและเนิบนาบ แต่มันดังสะท้อนอยู่ในหัวของศานติญาเหมือนเสียงเคาะนาฬิกาจับเวลาถอยหลัง
"สอง... ห้ามโกหก" เขายังคงมองหน้าเธอ สายตาเลื่อนต่ำลงมาที่คอเสื้อที่ติดกระดุมมิดชิดของเธอ ก่อนจะวกกลับขึ้นมาสบตากันอีกครั้ง "อะไรที่ทำไปแล้ว... ต้องกล้ารับผลของมัน"
ศานติญาจิกเล็บลงบนฝ่ามือตัวเองใต้โต๊ะ พยายามบังคับสีหน้าให้เป็นปกติที่สุด เธอจะไม่ยอมแสดงความหวาดกลัวให้เขาเห็นเด็ดขาด ต่อให้ลึกๆ แล้วอยากจะวิ่งหนีออกไปจากห้องนี้มากแค่ไหนก็ตาม
"และสาม..." ธีร์ละสายตาจากเธอ หันไปมองอินเทิร์นคนอื่นๆ "คำสั่งของสตาฟฟ์คือที่สิ้นสุด ไม่มีข้อต่อรอง ไม่มีการปฏิเสธ"
เขาเปิดแฟ้มเอกสารตรงหน้า กวาดสายตามองรายชื่อ "สำหรับปีนี้ ผมจะรับอินเทิร์นในความดูแลสายตรงแค่คนเดียว"