ในวันที่ฝนตก

1741 Words
ตลอดทั้งสัปดาห์ ปรีชยาช่วยเป็นตัวกลางในการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างพี่ชายกับพี่เลี้ยงของลูกสาวให้คุ้นเคยกัน เพียงไม่นานปรัชญ์และเอมิกาก็เริ่มเข้ากันได้มากขึ้น บรรยากาศในการสนทนาของทั้งคู่ดูไม่เก้อเขินเช่นในวันแรก ๆ ก่อนหน้านี้ปรัชญ์ค่อนข้างออกอาการเกร็งเวลาที่ต้องพูดคุยกับเอมิกา ทว่าพอได้ใช้เวลาร่วมกัน ได้ช่วยกันดูแลเด็กหญิงปานหทัย ชายหนุ่มก็เริ่มผ่อนคลายมากขึ้น ทำให้ปรีชยารู้สึกเบาใจไปมาก เมื่อถึงวันที่ปรีชยาต้องออกเดินทางไปทำงานที่ประเทศจีน หนูน้อยปานหทัยก็เริ่มมีอาการงอแงขึ้นมา หลังจากที่เด็กน้อยอดทนเข้มแข็งยืนส่งมารดาจนกระทั่งปรีชยาเดินหายลับไปท่ามกลางผู้คนเนืองแน่นภายในสนามบิน ใบหน้าเล็กจิ๋วก็เริ่มเหยเกพร้อมนัยน์ตาแดงก่ำ ทำให้ปรัชญ์ต้องอุ้มเจ้าตัวน้อยขึ้นมาตระกองกอดเอาไว้ ปล่อยให้หลานสาวซบไหล่ร้องไห้สะอึกสะอื้นคิดถึงมารดา พอขึ้นมาบนรถเอสยูวีคันงาม เอมิกาก็ทำหน้าที่รับช่วงต่อ กอดปลอบเด็กหญิงตัวน้อยเอาไว้แนบกาย “ไม่ร้องนะคะคนเก่งของพี่เอม คุณแม่ไปทำงานแค่หกเดือนก็กลับมาแล้วนะ” พี่เลี้ยงสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน พลางลูบแผ่นหลังบอบบางของเด็กน้อยเพื่อปลอบโยนให้คลายความเศร้า “ค่ะ แต่น้องปันก็ยังคิดถึงคุณแม่อยู่ดี” “โอ๋ ๆ พี่เอมเข้าใจน้องปันที่สุดเลยค่ะ พี่เอมก็เคยไปเข้าค่ายหลายวัน พี่เอมก็คิดถึงแม่เหมือนกัน พี่เอมแอบไปร้องไห้นิดนึงด้วยนะ แต่ก็ต้องรีบฮึบเอาไว้ เพราะอะไรรู้ไหมคะ” ความสงสัยใคร่รู้ทำให้เด็กน้อยหยุดร่ำไห้ชั่วขณะ หลงเหลือเพียงเสียงสะอื้นเบา ๆ พลขับหนุ่มที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยเห็นแบบนั้นก็ยกยิ้มออกมา ดวงตาคู่คมจ้องมองหลานสาวด้วยความรักระคนเอ็นดู ก่อนเคลื่อนไปหยุดที่เสี้ยวหน้างดงามของพี่เลี้ยงสาว พร้อมจังหวะหัวใจที่เริ่มเต้นระรัว จนต้องรีบหันหน้ากลับไปมองท้องถนนเบื้องหน้า เพื่อสงบจิตสงบใจ “เพราะอะไรเหรอคะพี่เอม” “ก็เพราะพี่เอมกลัวตาบวมเป่งแล้วแม่พี่เอมเห็นก็จะรู้ว่าพี่เอมร้องไห้ แล้วท่านก็จะเสียใจร้องไห้แง ๆ เหมือนเอมน่ะสิคะ” ได้ยินแบบนั้น เด็กหญิงปานหทัยก็รีบสูดน้ำมูกเข้าไป พร้อมกับหยุดเสียงสะอื้นไห้ในบัดดล “น้องปันจะไม่ร้องแล้วค่ะ น้องปันจะเข้มแข็งเพื่อคุณแม่ น้องปันไม่อยากเห็นคุณแม่ร้องไห้เหมือนตอนที่คุณพ่อต้องย้ายบ้านไปต่างประเทศ” สิ้นเสียงของเจ้าตัวน้อย ผู้ใหญ่สองคนในรถก็หันมาสบตากันด้วยความเข้าใจ เนื่องด้วยปีที่แล้วปรีชยาจับได้ว่าสามีนอกใจ หล่อนเสียใจหนักมากจนไม่สามารถทนเห็นหน้าพ่อของลูกได้อีกต่อไป จนต้องหอบลูกหนีไปอยู่กับปรัชญ์นานเกือบเดือน กระทั่งทำใจได้ก็กลับมาหย่าขาดจากกัน ซึ่งฝ่ายนั้นก็หาได้อาลัยอาวรณ์แต่อย่างใด ไม่เหลือเยื่อใยแม้แต่กับลูกน้อยอันเป็นเลือดเนื้อเชื้อไข สุดท้ายปรีชยาจึงต้องจำใจโกหกลูกสาวว่าพ่อนั้นย้ายไปทำงานยังต่างประเทศ ทุกวันนี้เมื่อเอมิกาได้ยินเรื่องนี้ทีไรก็ต้องออกอาการเป็นเดือดเป็นร้อนแทนสองแม่ลูกทุกครั้ง เนื่องจากครอบครัวเธอเองก็ประสบชะตากรรมไม่ต่างกัน ด้านปรัชญ์ที่เห็นสีหน้าของเอมิกาก็พอจะรับรู้ได้ ชายหนุ่มจึงรีบเอ่ยขึ้นเพื่อแก้สถานการณ์ “น้องปันเก่งมากเลยค่ะ แบบนี้ลุงต้องให้รางวัลซะแล้ว” ได้ยินแบบนั้นเด็กหญิงปานทหัยก็นัยน์ตาลุกวาวเป็นประกาย “จริงเหรอคะ งั้นน้องปันขอไปกินไอติมกับเล่นเกมได้ไหมคะ” “ก็ต้องได้อยู่แล้วสิคะคนเก่งของลุง” “เย้ !” สิ้นเสียงร้องดีใจของเด็กหญิงตัวน้อย รถเอสยูวีสีดำคันงามก็มุ่งหน้าสู่ห้างสรรพสินค้าชื่อดังใจกลางกรุง ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากบ้าน เมื่อทั้งสามคนเดินทางไปถึง เด็กหญิงปานหทัยก็ลากพี่เลี้ยงคนสวยไปยังร้านไอศกรีมชื่อดัง และสั่งไอศกรีมวาฟเฟิลซันเด กับช็อกโกแลตลาวา ซึ่งเป็นเมนูที่เจ้าตัวเล็กโปรดปรานในช่วงนี้ รอเพียงไม่นานเด็กหญิงปานหทัยก็ได้รับประทานไอศกรีมสมใจ ทว่าเด็กน้อยเพลิดเพลินกับของหวานแสนอร่อยไปได้ไม่ถึงครึ่งก็เริ่มอิ่ม จึงหันมาป้อนพี่เลี้ยงคนสวย ทำเอาปรัชญ์อดยิ้มไม่ได้ “อร่อยไหมคะพี่เอม” “อร่อยที่สุดเลยค่ะ” สองสาวต่างวัยยิ้มยิงฟันขาวให้กันจนตาหยี เป็นภาพที่น่ารักน่าเอ็นดูเหลือเกินในสายตาของปรัชญ์ “ว้า...อร่อยขนาดไหนกันน้า ลุงปรัชญ์ชักอยากรู้...” ได้ยินแบบนั้น ปานหทัยก็รีบใช้ช้อนที่เพิ่งป้อนเอมิกา จ้วงตักไอศกรีมในถ้วย ไปจ่อที่ปากของผู้เป็นลุง ปรัชญ์ก็ไม่รอช้า อ้าปากงับช้อนไอติมอย่างว่องไว ทำเอาเอมิกาห้ามไม่ทัน “คุณปรัชญ์คะ !” “ครับ” “คือ...” เสียงหวานหยุดพูดเพียงเท่านั้น พลางมองช้อนสะอาดที่วางอยู่ในจานพร้อมรอยยิ้มเจื่อน ซึ่งปรัชญ์ก็เข้าใจได้ทันที ทว่าชายหนุ่มหาได้สนใจ “ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมไม่รังเกียจ” “เอ่อ...” ได้ยินแบบนั้น เอมิกาก็ไปไม่เป็น เธอเม้มริมฝีปากเข้าหากันแน่น พร้อมหลุบตามองต่ำด้วยความเขินอาย “หรือว่าเอมรังเกียจผม” “เปล่านะคะ !” เอมิการีบปฏิเสธพัลวัน ก่อนหันไปคว้าแก้วน้ำมาดื่มดับความร้อนที่เห่อลามขึ้นบนใบหน้า นับตั้งแต่ที่ได้พบกับปรัชญ์ ไม่มีวันไหนเลยที่ดวงตาคมเข้มคู่นั้น จะไม่ทำให้หัวใจดวงน้อยของเธอไกวแกว่ง หญิงสาวยอมรับว่าความหล่อเหลา และนิสัยดีของเขามีอิทธิพลต่อความรู้สึกของเธออยู่ไม่น้อย แต่ถึงกระนั้นเอมิกาก็รู้สถานะของตนเองดีว่าเธอเป็นเพียงพี่เลี้ยงให้หลานสาวของเขาเท่านั้น ผู้ชายที่ทั้งหล่อและรวย มีสถานภาพทางสังคมเหนือกว่าเธอลิบลับ คงไม่มีทางมาสนใจผู้หญิงธรรมดาเช่นเธอ เมื่อคิดได้แบบนั้น พี่เลี้ยงคนสวยก็หันไปดูแลปานหทัย พยายามไม่เผลอมาสบตาปรัชญ์อีกเลย กระทั่งเด็กน้อยรับประทานไอศกรีมจนอิ่มพุงกาง เธอก็พาปานหทัยไปเล่นที่โซนเกมของห้างสรรพสินค้า กว่าเจ้าตัวเล็กจะยอมเลิกราก็เป็นเวลาเกือบห้าโมงเย็น ปรัชญ์จึงพาสองสาวต่างวัยรับประทานอาหารเย็นก่อนกลับบ้าน พอมาถึงบ้าน เอมิกาก็พาปานทหัยไปอาบน้ำเตรียมตัวเข้านอน และด้วยความเหนื่อยล้าที่ต้องออกไปตะลอนข้างนอกมาตลอดทั้งวัน เจ้าหนูตัวน้อยก็แทบจะหลับเป็นตายทันทีที่หัวถึงหมอน “ฝันดีนะคะคนเก่ง” เอมิกาก้มลงจุมพิตหน้าผากเล็กแผ่วเบา ก่อนกระชับผ้าห่มบนตัวของปานหทัย จากนั้นก็หยัดกายลุกขึ้นยืน หมายจะเดินออกจากห้อง ทว่าพอเธอหันมาก็พบกับร่างสูงกำลังยืนพิงกรอบประตูจ้องมองมาที่เธอด้วยแววตาอบอุ่น “คุณปรัชญ์...มีอะไรหรือเปล่าคะ” “ไม่มีครับ แค่จะแวะมาดูปันปัน แล้วก็ชวนเอมลงไปดื่มชาก่อนกลับบ้าน” “เอ่อ...งั้นเดี๋ยวเอมลงไปเตรียมให้นะคะ คุณปรัชญ์อยากดื่มชาอะไรคะ” เสียงหวานว่าพลางเดินเงอะงะเพื่อจะออกจากห้อง ทว่าขณะที่เธอกำลังจะเดินผ่านคนตัวโต มือหนาก็เข้าแตะต้นแขนบอบบาง ทำเอาเธอชะงักค้างด้วยความตกใจ “ขอโทษครับ ผมแค่จะบอกเอมว่า ผมเตรียมไว้แล้ว เชิญครับ” สิ้นเสียงทุ้ม ชายหนุ่มก็หลีกทางให้คนตัวเล็กเดินนำลงไปชั้นล่างของตัวบ้าน เอมิกาเดินเข้าไปในห้องนั่งเล่นก็พบว่ามีแก้วชาสองใบวางอยู่คนละฝั่งของโซฟา หญิงสาวเลือกนั่งลงบนโซฟาเดี่ยวฝั่งหนึ่ง ปรัชญ์ที่เดินตามเข้ามาเดินเลยไปนั่งลงบนโซฟาตัวยาวที่อยู่ตรงข้ามกัน “ตอนแรกผมจะชวนเอมดื่มกาแฟ แต่เห็นว่าเย็นมากแล้ว เดี๋ยวคืนนี้จะนอนไม่หลับ ก็เลยชงชามะลิมาให้” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ เอมิกายกแก้วชาอุ่น ๆ ขึ้นมาจิบเล็กน้อย พร้อมยกยิ้มจาง ๆ ออกมา “เอมไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการนอนหรอกค่ะ ต่อให้ดื่มกาแฟก็หลับง่ายมาก ยิ่งวันที่เล่นกับน้องปันเยอะแบบนี้กลับบ้านไปคงหลับปุ๋ย” “อืม...น่าอิจฉาจังเลยนะ” “อิจฉาเหรอคะ...” คิ้วเรียวสวยกระตุกเข้าหากันด้วยความไม่เข้าใจ “ผมมีปัญหาเรื่องการนอนน่ะ ตั้งแต่ทำงานหนัก ๆ มาช่วงสองปีหลัง ขนาดหาหมอทานยา ทำทุกอย่างตามหมอสั่งก็ยังไม่ค่อยดีขึ้น” ได้ยินแบบนั้น เอมิกาก็พลอยหดหู่ไปกับ ปรัชญ์ด้วยอีกคน เธอจ้องมองชายหนุ่มด้วยความเห็นใจ ก่อนตัดสินใจเอ่ยออกมา “เอมทราบจากพี่ป่านว่าคุณปรัชญ์ชอบโหมงานหนัก นี่ก็น่าจะเป็นหนึ่งในสาเหตุนะคะ ตอนนี้คุณปรัชญ์ได้พักแล้ว เอมเชื่อว่าอีกไม่นานจะต้องดีขึ้นแน่นอนค่ะ” ปรัชญ์เผยยิ้มละมุนส่งให้เอมิกา และเผลอจ้องมองดวงหน้างดงามอย่างลืมตัว ทำเอาคนถูกมองไม่รู้จะประดิษฐ์หน้าอย่างไร หญิงสาวจึงแสร้งทำเป็นยกข้อมือขึ้นมาดูเวลาบนหน้าปัดนาฬิกา “อุ๊ย ป่านต้องรีบกลับแล้วค่ะ ต้องไปช่วยแม่เก็บร้าน” “ครับ ผมเดินไปส่งหน้าบ้าน” “ไม่เป็นไรค่ะ คุณปรัชญ์ดื่มชาเถอะค่ะ ฝันดีนะคะ” เอมิกาไม่รอให้ชายหนุ่มได้กล่าวอะไรต่อ หญิงสาวลุกพรวดขึ้นจากโซฟา และรีบซอยเท้าเดินออกจากห้องนั่งเล่นอย่างรวดเร็ว โดยมีดวงตาคู่คมจ้องมองจนร่างบางเดินหายลับไป จากนั้นชายหนุ่มก็ถ่มลมหายใจกลั้วขำออกมา “ฝันดีครับ”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD