“แม่จ๋า…เอมช่วยจ้า”
เจ้าของเสียงหวานสดใสโผล่หน้าออกมาจากประตูบ้าน ก่อนเดินเข้ามาหามารดาที่กำลังตระเตรียมข้าวของเพื่อเปิดร้านขายอาหารตามสั่งหน้าบ้าน
“หนูจะรีบตื่นมาทำไมกันลูก ฟ้ายังไม่ทันสว่างเลย”
คุณอรศรีที่กำลังง่วนอยู่กับการล้างผักในกะละมัง หันมาเอ่ยปากกับเอมิกาผู้เป็นลูกสาว ทว่าคนเป็นลูกก็หาได้สนใจ เดินไปคว้าผ้ากันเปื้อนที่แขวนอยู่บนกำแพงมาสวมใส่ เสร็จสรรพก็เดินเข้าไปกระแซะไหล่มารดา
“มานี่เลย เดี๋ยวเอมเตรียมผักให้เอง แม่ไปทำอย่างอื่นเถอะจ้ะ”
คุณอรศรีได้ยินแบบนั้นก็ถอนหายใจออกมาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ก่อนจะหลีกทางให้ลูกสาวคนสวยเข้าไปยืนแทนที่ จากนั้นท่านก็เดินไปเปิดตู้เย็นเพื่อหยิบเนื้อสัตว์ออกมาหั่นเตรียมเอาไว้
“เดี๋ยวแม่เตรียมของใส่บาตรก่อน แล้วจะรีบเตรียมปิ่นโตให้คุณป่าน ส่วนหนูน่ะถ้าหั่นผักเสร็จแล้วก็ไปอาบน้ำอาบท่ากินข้าวกินปลาได้แล้ว มัวแต่มาช่วยแม่เดี๋ยวสายกันพอดี”
“ไม่สายหรอกค่ะ เอมอุตส่าห์ตื่นแต่เช้ามืด หั่นผักเสร็จช่วยแม่จัดโต๊ะยังทันเลย”
เอมิกาว่าจบก็หันไปยิ้มให้มารดาจนตาหยี ทำเอาคนเป็นแม่อดยิ้มตามไม่ได้
“แล้วนี่คุณป่านออกเดินทางไปจีนเมื่อไหร่เหรอลูก”
“อาทิตย์หน้าค่ะ เห็นว่าวันนี้พี่ชายพี่ป่านก็จะเดินทางมารับช่วงต่อดูแลน้องปัน”
“อืม…เอมก็คอยช่วยคุณเขาให้ดีนะลูก คนไม่เคยดูแลเด็กเล็ก ๆ มาก่อน ช่วงแรกก็คงทุลักทุเลน่าดู”
คุณอรศรีเอ่ยขึ้นด้วยความห่วงใย เนื่องจากครอบครัวของท่านรู้จักสนิทสนมกับปรีชยามานานหลายปี อีกทั้งปรีชยายังให้ความเมตตาต่อเอมิกาเป็นอย่างมาก ตั้งแต่สมัยที่เอมิกายังเรียนอยู่ในระดับอุดมศึกษาและต้องการทำงานพาร์ทไทม์เพื่อหารายได้แบ่งเบาภาระมารดา ปรีชยาก็ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ โดยการจ้างเอมิกาไปเป็นพี่เลี้ยงลูกสาว อีกทั้งยังให้ค่าแรงเป็นจำนวนไม่น้อย
ช่วงนี้เอมิกาเพิ่งเรียนจบ และกำลังจะเริ่มต้นหางานทำ ปรีชยาก็ยังจะช่วยฝากงานให้อีก
ทว่ามีเหตุให้ปรีชยาต้องเดินทางไปทำงานต่างแดนนานหลายเดือน เอมิกาจึงรีบขันอาสาช่วยดูแลเด็กหญิงปานหทัยเพื่อเป็นการตอบแทนน้ำใจคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่มีให้มาโดยตลอด แต่ถึงกระนั้นปรีชยาก็ยังว่าจ้างเอมิกาด้วยเงินเดือนที่มากกว่าค่าแรงขั้นต่ำอยู่มากโข นี่จึงเป็นเหตุให้สองแม่ลูกรู้สึกเกรงใจ และอยากทำงานให้กับปรีชยาอย่างสุดความสามารถ
“ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรหรอกค่ะแม่ ตอนกลางวันเอมอยู่ด้วยตลอด อีกอย่างตอนนี้น้องปันก็ไปโรงเรียนแล้วด้วย จะมีก็แต่กลางคืนที่ลุงกับหลานเขาต้องอยู่ด้วยกัน เอมกะว่าจะอยู่ส่งน้องปันเข้านอนตอนหัวค่ำแล้วค่อยกลับ จนกว่าคุณลุงของน้องจะปรับตัวได้ค่ะ”
“เอ…แล้วช่วงที่คุณป่านไม่อยู่ แม่ต้องทำปิ่นโตส่งไหมลูก”
“เอมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันค่ะ เดี๋ยวเอมถามพี่ป่านให้อีกทีนะคะ”
คุณอรศรีพยักหน้ารับ จากนั้นสองแม่ลูกก็ตั้งหน้าตั้งตาทำงานตรงหน้า กระทั่งดวงอาทิตย์เริ่มโผล่พ้นขอบฟ้า คนในหมูบ้านก็เริ่มเปิดประตูกันออกมาทำกิจวัตรประจำวัน บางคนก็ออกมาเดินยืดเส้นยืดสาย บางคนก็ออกมายืนรอพระเดินบิณฑบาต
เมื่อเห็นแบบนั้น เอมิกาจึงรีบเดินไปคว้าโต๊ะพับตัวเล็กออกไปตั้งหน้าบ้านเตรียมไว้ให้คุณอรศรีนำของมาวาง พลันดวงตาคู่สวยเหลือบไปเห็นรถมอเตอร์ไซค์คู่ใจของพี่ชายจอดอยู่หน้าบ้าน เธอก็ถอนหายใจออกมาด้วยความเอือมระอา ก่อนหันไปเงยหน้ามองชั้นสองของบ้าน
“เมื่อคืนพี่เอกกลับบ้านด้วยเหรอคะแม่”
คุณอรศรีถ่มลมหายใจออกมาไม่ต่างจากลูกสาว ก่อนแค่นยิ้มออกมาอย่างฝืน ๆ
“กลับมาเกือบสว่างแล้วลูก แม่ตื่นพอดี”
“นี่มันมาไถตังแม่หรือเปล่า” เอมิกาเอ่ยถามด้วยความระแวง เนื่องจากเอกธนัชผู้เป็นพี่ชายนั้นแทบไม่เคยกลับบ้าน หากเงินไม่หมดเสียก่อน
“เปล่าหรอกลูก คงได้งานทำแล้วมั้ง ไม่ได้กลับบ้านมาเกือบเดือนแล้วนี่”
เอมิกาพยักหน้ารับ ทว่าเธอก็ยังไม่ไว้วางใจในตัวพี่ชายเท่าไรนัก
“อ้าว พระมาแล้วลูก”
คุณอรศรีรีบนำอาหารคาวหวานที่จัดใส่ถุงมาวางลงบนโต๊ะพับตัวเล็ก โดยมีเอมิกาคอยช่วยเป็นลูกมือ จากนั้นสองแม่ลูกก็ยืนรอใส่บาตร โดยระหว่างนั้นเอมิกาได้ยินเสียงดังแว่วมาจากบนบ้าน ทำให้เธอต้องคอยเหลียวหลังไปมองเป็นระยะด้วยความสงสัย
กระทั่งใส่บาตรเสร็จสรรพ ก็มีเสียงตึงตังดังชัดเจนลอดออกมาจากในบ้าน คราวนี้เธอจึงไม่รอช้า รีบสาวเท้าก้าวเข้าไป
และในขณะที่หญิงสาวเอื้อมมือไป หมายจะจับลูกบิดเพื่อเปิดประตูบ้าน บานประตูไม้สีน้ำตาลก็ถูกเปิดจากทางด้านใน ก่อนที่ร่างสูงใหญ่กำยำของผู้เป็นพี่ชายจะโผล่พรวดออกมาชนไหล่บอบบางเข้าอย่างจังจนเธอเกือบล้มลงไปกองที่พื้น
“โอ๊ย ! พี่เอกจะรีบไปไหนเนี่ย”
เอกธนัชหาได้สนใจเสียงร้องของน้องสาว ชายหนุ่มพุ่งทะยานออกไปอย่างรีบร้อน
ท่าทางที่ดูมีพิรุธของพี่ชาย ทำให้เอมิกานึกสังหรณ์ใจ หญิงสาวรีบเปิดประตูบ้านเข้าไป และวิ่งขึ้นบันไดไปยังห้องนอนของเธอที่อยู่ชั้นสองของตัวบ้าน
ทันทีที่เธอผลักบานประตูห้องนอนเข้าไป ดวงตาคู่สวยก็พลันเบิกกว้างด้วยความตกใจ
ข้าวของที่เคยถูกจัดวางเป็นระเบียบเรียบร้อย ถูกรื้อค้นจนกระจัดกระจายไปคนละทิศคนละทาง หญิงสาวรีบปรี่เข้าไปควานหาของในลิ้นชักตู้เสื้อผ้า ก่อนจะหยิบกระเป๋าใส่เงินใบจิ๋วออกมา และพบว่าภายในกระเป๋าใบนั้นมีแต่ความว่างเปล่า
“ไอ้พี่เอก ไอชั่วเอ๊ย” เอมิกาเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความเดือดดาล ก่อนรีบวิ่งออกไปยังระเบียงที่อยู่ทางฝั่งหน้าบ้าน ซึ่งนั่นก็เป็นจังหวะเดียวกันกับที่เอกธนัชขี่รถมอเตอร์ไซค์ออกไปพอดี
“เอม มีอะไรหรือเปล่าลูก” เสียงของคุณอรศรีที่เดินขึ้นบันไดมาไถ่ถามด้วยความห่วงใย ทำให้เอมิกาต้องรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติ ก่อนจะรีบลุกขึ้นมาเปิดประตูห้อง โผล่หน้าออกไปกล่าวตอบมารดา
“เอ่อ…เอมรีบมาเข้าห้องน้ำค่ะแม่ ไม่มีอะไรหรอก”
“อ่อ…แล้วไป แม่ก็นึกว่าพี่เอกก่อเรื่องอะไรอีก ไม่รู้ว่ารีบออกไปไหนแต่เช้า”
“คง…รีบไปทำงานมั้งคะ”
คุณอรศรีพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ
“งั้นหนูรีบอาบน้ำแต่งตัวเถอะลูก ไม่ต้องลงไปช่วยแม่แล้ว”
“ค่ะ”
เอมิกายืนมองคุณอรศรีค่อย ๆ เดินลงบันไดกลับไปชั้นล่าง ก่อนที่ร่างบางทรุดกายนั่งลงบนพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรง
เธอเป็นห่วงความรู้สึกของมารดาเกินกว่าที่จะบอกความจริงออกไปได้ เพราะตั้งแต่เล็กจนโต เอกธนัชก็ทำให้ท่านต้องทุกข์ระทมมามากพอแล้ว
ครอบครัวของเธอมีกันเพียงแค่สามคนแม่ลูก คุณอรศรีต้องทำงานหนักหลังขดหลังแข็งกว่าจะเลี้ยงลูกทั้งสองให้เติบใหญ่ขึ้นมา แทนที่พี่ชายของเธอนั้นจะเห็นใจในความเหนื่อยยากของมารดา
ทว่าไม่เลย…
เอกธนัชมีนิสัยเกเรมาตั้งแต่เด็ก คุณอรศรีส่งเสียให้เรียนหนังสือ แทนที่จะตั้งใจศึกษาหาความรู้ กลับออกไปเที่ยวเล่นกับเพื่อนอันธพาล ขาดเรียนบ่อยครั้งจนโดนไล่ออกจากโรงเรียน
ในที่สุดก็ออกมาอยู่บ้านเฉย ๆ เป็นภาระให้แก่คุณอรศรีนานหลายปี ช่วงหลังมานี้หายหน้าหายตาไปก็นึกว่ามีงานมีการทำ
ที่ไหนได้...
สุดท้ายก็กลับมาสร้างปัญหาอีกจนได้
เอมิกาสูดลมหายใจเข้าลึกจนสุดปอด เรียกกำลังใจให้ตนเองพร้อมขับไล่ความคิดวุ่นวายนั้นทิ้งไป ก่อนที่เธอจะหยัดกายลุกขึ้นยืน เดินเข้าห้องไปเก็บข้าวของที่ถูกรื้อค้น จากนั้นก็ไปอาบน้ำแต่งตัวเพื่อเตรียมตัวไปทำงาน