ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
ท่ามกลางผู้คนมากมายที่เดินกันขวักไขว่ไปมา ปรีชยามายืนรอรับพี่ชายอยู่ตรงโซนรอรับผู้โดยสารขาเข้า ระหว่างนั้นลูกสาวตัวน้อยซึ่งรออยู่ที่บ้าน ก็ให้พี่เลี้ยงสาวส่งข้อความมาหาไม่ได้หยุดหย่อนว่าเมื่อไรคุณลุงของเธอจะเดินทางมาถึงเสียที
โดยในตอนแรกเด็กหญิงปานหทัยก็ร้องขอจะตามมาด้วย ทว่าปรีชยาต้องแวะทำธุระหลายแห่ง จึงจำเป็นต้องให้ลูกรักอยู่กับพี่เลี้ยง ซึ่งก็โชคดีเหลือเกินที่ลูกสาวนั้นว่านอนสอนง่าย ยอมรออยู่ที่บ้านแต่โดยดี
เมื่อปรีชยาเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง ก็มองเห็นร่างสูงของปรัชญ์เดินมาแต่ไกล พี่ชายของเธอรูปร่างสูงใหญ่กำยำกว่ามาตรฐานชายไทย จึงทำให้เป็นที่สังเกตได้โดยง่าย
คนเป็นน้องรีบสาวเท้าก้าวออกไปข้างหน้า พร้อมโบกไม้โบกมือให้กับผู้เป็นพี่ ระหว่างนั้นเธอลอบสังเกตเห็นหญิงสาวทั้งไทยและเทศ ต่างเหลียวมองปรัชญ์กันเป็นทิวแถว
ปรีชยาเห็นแบบนั้นก็ยกยิ้มออกมา พี่ชายของเธอยังทรงเสน่ห์คงเส้นคงวาไม่เปลี่ยนแปลง
เมื่อสองพี่น้องเดินมาเจอกัน ก็ต่างโผเข้ากอดกันด้วยความคิดถึง
“พี่ปรัชญ์…คิดถึงจัง…” ปรีชยาว่าพลางซบใบหน้าลงบนอกกว้างพร้อมรอยยิ้มเต็มใบหน้า
“โตจนเป็นแม่คนแล้วยังมาอ้อนเป็นเด็กอีก” แม้ปากจะว่าแบบนั้นแต่คนเป็นพี่ก็ยิ้มกว้างจนปากแทบฉีก
“โธ่…ป่านขออ้อนหน่อยเถอะ อยู่กับลูกเนี่ยอ้อนใครไม่ได้เลย”
พอน้องสาวเอ่ยถึงหลานรัก ปรัญช์จึงไล่สายตามองไปรอบกาย
“อ้าว แล้วปันปันล่ะ”
“อยู่บ้านกับพี่เลี้ยง พอดีป่านต้องออกมาทำธุระที่บริษัทก่อนมารับพี่ปรัญช์ก็เลยไม่ได้พามาด้วย”
“อ้อ…งั้นรีบกลับบ้านเถอะ”
“ไปค่ะ”
สิ้นเสียงของน้องสาว ปรัชญ์ก็ยกแขนข้างหนึ่งโอบไหล่บอบบาง ส่วนมืออีกข้างก็ลากกระเป๋าเดินทางใบโตตามมา
ปรีชยาเดินพาปรัชญ์ไปขึ้นรถเอสยูวีสีดำสัญชาติยุโรปที่จอดอยู่บนลานจอดรถ จากนั้นเธอก็ทำหน้าที่เป็นพลขับพาพี่ชายผู้เหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางอันแสนยาวนานกลับบ้าน
บ้านที่ปรีชยาอาศัยอยู่กับลูกสาวในปัจจุบัน คือบ้านเดี่ยวในหมู่บ้านใจกลางกรุง ซึ่งเป็นสมบัติตกทอดจากบุพการีผู้ล่วงลับ
สองพี่น้องใช้เวลาอยู่บนยานพาหนะสมรรถนะสูงร่วมชั่วโมง รถเอสยูวีคันงามก็เลี้ยวเข้าสู่อาณาบริเวณของบ้านเดี่ยวสองชั้นที่ค่อนข้างดูล้าสมัย อีกทั้งยังมีอายุอานามเกือบสี่ทศวรรษ ทว่าก็ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ทำให้บ้านหลังนี้ยังคงเหมือนใหม่ ไม่มีส่วนไหนดูทรุดโทรมเลยแม้แต่น้อย
ทันทีที่ล้อทั้งสี่จอดนิ่งสนิท ปรัชญ์ก็เปิดประตูรถก้าวลงมายืนเต็มความสูง จ้องมองบ้านเก่าที่แสนคิดถึงก่อนยกยิ้มออกมาด้วยความพอใจ
ทว่าเสียงหัวเราะคิกคักของหลานตัวน้อยที่ดังลอดออกมาจากในตัวบ้าน ทำให้คุณลุงสุดหล่อที่คิดถึงหลานสาวใจจะขาด เร่งสาวเท้าก้าวเข้าไปด้านใน ปล่อยให้ปรีชยามองตามด้วยความขบขัน ก่อนที่หล่อนจะก้าวตามพี่ชายเข้าไป
ร่างสูงก้าวเข้ามาในโถงทางเดินกว้าง ไล่สายตามองบรรยากาศภายในบ้านที่คุ้นเคย บนผนังทั้งสองด้านมีภาพถ่ายครอบครัวเมื่อครั้งที่ปรัญช์และปรีชยายังเยาว์วัย ดวงตาคู่คมหยุดมองรูปภาพหลานสาวตัวน้อยในอิริยาบถต่าง ๆ ช่างดูน่ารักน่าชังเสียจนคุณลุงสุดหล่ออดยิ้มไม่ได้
พอเดินลึกเข้าไปข้างใน ด้านซ้ายเป็นห้องรับประทานอาหารและห้องครัวฝรั่ง ส่วนด้านขวาคือห้องนั่งเล่นที่มีเสียงเจื้อยแจ้วสดใสดังแว่วออกมา
“คิก…คิก…พี่เอมสวยมากเลยค่ะ น้องปันขออวดคุณแม่ได้ไหมคะ”
“ก็ต้องได้อยู่แล้วสิคะ ผลงานชิ้นโบแดงของหนูปันปันเลยนะเนี่ย ไม่เสียแรงที่พี่เอมสอนมาตั้งแต่เช้า”
บทสนทนาของหลานสาวและพี่เลี้ยง ทำคุณลุงที่เพิ่งเดินเข้ามาขมวดคิ้วเข้าหากันด้วยความสนอกสนใจ ดวงตาดำขลับจับจ้องมองแผ่นหลังบอบบางของพี่เลี้ยงสาวที่กำลังนั่งหันหลังเพื่อให้เด็กหญิงปานหทัยกำลังทำอะไรบางอย่างบนใบหน้า
ทว่าพอปรัชญ์ก้าวเข้าไปใกล้อีกนิด เด็กหญิงตัวน้อยก็หันมามองตามการเคลื่อนไหว พอเห็นว่าคุณลุงกับคุณแม่กำลังเดินเข้ามาในห้องนั่งเล่น เจ้าตัวเล็กก็กรีดร้องดังลั่นบ้านด้วยความดีใจ
“กรี๊ด…ลุงปรัชญ์…คุณแม่…”
ร่างเล็กจิ๋วทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างในมือ ก่อนลุกพรวดขึ้นจากพื้นพรมหนานุ่ม กระโดดเหยง ๆ เข้ามาหาปรัญช์เป็นคนแรก ชายหนุ่มย่อตัวลงคุกเข่าบนพื้น และอ้าแขนรอรับเจ้าตัวเล็กเข้าสู่อ้อมกอด
“ว่ายังไงคะ หลานรักของลุง หืม…ตัวโตขึ้นเยอะเลยนะเนี่ย ปีที่แล้วไปหาลุงที่นิวยอร์กยังตัวนิดเดียวเอง มาให้ลุงหอมชื่นใจหน่อยซิ”
สิ้นเสียงทุ้มเจือความอ่อนโยน ปรัชญ์ก็จับหลานตัวน้อยหอมแก้มซ้ายทีขวาทีสลับไปมาอยู่หลายครั้ง ทว่าไรหนวดเคราบนใบหน้าหล่อเหลาที่สัมผัสลงบนผิวเนื้อบอบบาง ทำเอาเจ้าตัวน้อยหัวเราะคิกคักดังลั่นบ้าน
“น้องปันจั๊กจี้…”
“อ่า…ลุงลืมไปเลยค่ะ ขอโทษนะ เอาไว้ลุงจะโกนให้เกลี้ยงเลย”
ปรีชยามองเจ้าตัวน้อยที่กำลังเจื้อยแจ้วเจรจากับผู้เป็นลุงก็ยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดู ก่อนที่หล่อนจะนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ทันแนะนำให้ปรัชญ์รู้จักกับพี่เลี้ยงของลูกสาว ผู้ที่จะช่วยชายหนุ่มดูแลเด็กหญิงปานหทัยตลอดหกเดือนหลังจากนี้
“ปันปันลูก…ปล่อยลุงปรัชญ์มาทักทายพี่เอมก่อน”
เด็กน้อยว่านอนสอนง่ายยอมผละออกจากคุณลุงเล็กน้อย ก่อนหันไปทางเอมิกาที่กำลังค่อย ๆ หันหน้ามาทีละน้อยอย่างเอียงอาย และเมื่อสองพี่น้องได้เห็นใบหน้าพี่เลี้ยงสาวก็ต่างร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจโดยพร้อมเพรียงกัน
“เฮ้ย !”
“ว๊าย !”
บัดนี้ใบหน้าของเอมิกาอัดแน่นไปด้วยเครื่องสำอางสีสันฉูดฉาด จนแทบไม่เหลือที่ว่างให้ผิวหน้าได้หายใจ ใบหน้ารูปไข่ถูกทาด้วยรองพื้นหนาเตอะ คิ้วเรียวสวยถูกดินสอเขียนคิ้วสีดำเมื่อมทาทับราวกับมีปลิงควายเกาะอยู่บนใบหน้า อีกทั้งริมฝีปากที่เคยเป็นกระจับได้รูปแดงฉานไปด้วยลิปสติกที่ทาเลยออกมามากกว่าที่ควรจะเป็นเกือบเท่าตัว
เอมิกาเห็นอาการตกใจของสองพี่น้องก็หัวเราะออกมาแก้เก้อ ก่อนจะยกมือไหว้ทักทายปรัชญ์ด้วยความนอบน้อม
“สวัสดีค่ะคุณปรัชญ์”
“เอ่อ…สะ...สวัสดีครับ” ปรัชญ์ว่าพลางยกมือขึ้นรับไหว้ พร้อมพยายามกลั้นขำเอาไว้
“สองสาวเล่นอะไรกันเนี่ย หืม…ปันปันทำอะไรกับหน้าพี่เอมคะ” คนเป็นแม่หันไปถามลูกสาวตัวน้อยที่กำลังยืนยิ้มภูมิใจในผลงาน
“แต่งหน้าตามยูทูปค่ะคุณแม่” ได้ยินแบบนั้นปรีชยาถึงกับต้องหันไปมองหน้าพี่เลี้ยงสาวอีกครั้ง
“เอมอนุญาตน้องปันเองค่ะพี่ป่าน”
“โธ่เอ๊ย เอม แล้วก็ไปยอมให้ทาซะขนาดนั้น”
“เอมไม่อยากปิดกั้นจินตนาการน้องค่ะ”
“น้องปันเก่งไหมคะคุณแม่” เด็กหญิง
ปานหทัยรีบเดินเข้ามากอดมารดาพลางแหงนหน้ารอฟังคำชื่นชม
“ค่ะ…เก่งที่สุดเลย แม่นึกว่าช่างแต่งหน้ามืออาชีพเลยนะเนี่ย” ได้ยินแบบนั้นเจ้าตัวน้อยก็ยิ้มสดใสเต็มใบหน้า
“งั้นพรุ่งนี้น้องปันแต่งให้คุณแม่นะคะ”
ได้ยินแบบนั้นปรีชยาถึงกับนัยน์ตาเบิกโพลง ทำเอาปรัชญ์และเอมิกาหลุดขำออกมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ทั้งคู่หันมาสบตากันอย่างไม่ได้ตั้งใจ ความหล่อเหลาดูมีออร่าของปรัชญ์ ทำให้เอมิกาต้องรีบผินหน้าไปอีกทางด้วยความเขินอาย
“แม่ว่าเราช่วยลุงปรัชญ์ขนของขึ้นห้องก่อนดีกว่าไหม แม่ได้ข่าวว่าในกระเป๋าลุงปรัชญ์มีของฝากเยอะแยะเลยนะ” ปรีชยารีบเบี่ยงเบนความสนใจของลูกสาว ซึ่งนั่นก็ได้ผล เด็กหญิงปานหทัยทำตาลุกวาวด้วยความดีใจ
“เอมช่วยขนค่ะพี่ป่าน” เอมิกาทำท่าจะลุกขึ้นเดินออกไป ทว่าปรีชยารีบยกมือห้ามเอาไว้
“ไม่ต้องเลยเรา รีบไปล้างหน้าล้างตาเถอะ พี่หันมาเจอทีไรตกใจทุกที”
“ค่ะ…” เอมิกาตอบรับเขิน ๆ ก่อนจะหยัดกายลุกขึ้นยืน และรีบซอยเท้าเดินออกไปจากห้องนั่งเล่น โดยมีสองพี่น้องมองตามด้วยความขบขัน